การสร้างกำลังใจเพื่อไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วันที่ 01 เมย. พ.ศ.2558

การสร้างกำลังใจเพื่อไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร

     ในการทำจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เราจะต้องตระหนักให้ได้อย่างชัดเจนว่าเราเกิดมาทำไม และทำไมเราจึงต้องมาทำหน้าที่กัลยาณมิตร เมื่อเราทราบแล้วย่อมจะก่อให้เกิดกำลังใจแก่ตัวเรา ดังเช่นโอวาทตอนหนึ่งของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงชีวิตและเป้าหมายของทุกชีวิตว่าควรจะเป็นไปอย่างไร และเมื่อจะทำให้ชีวิตมีคุณค่าด้วยการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น จะได้รับอานิสงส์อย่างไรดังนี้

     “ เราเกิดมา เป้าหมายก็เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และเพื่อสร้างบารมี เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ ละภพชาติก็ต้องการที่จะแสวงหาทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะเข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของพญามารเข้าถึงความสุขล้วนๆแล้วก็ทำพระนิพพานให้แจ้งจะแจ่มแจ้งได้ก็ต้องหยุดกับนิ่งจนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมนั่นแหละถึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ เพราะเราเกิดมาก็เพื่อการนี้ถ้ายังไม่เจอก็ต้องเกิดใหม่เพื่อแสวงหาสิ่งนี้ ถ้าเจอแล้วก็ไม่ต้องเกิดกันอีก หรือถ้าเจอแล้วแต่ยังไม่ถึงที่สุด ถึงเกิดอีกก็เกิดอย่างมีความสุขอยู่อย่างสบายๆมีชีวิตที่ท่องเที่ยวอยู่ใน 2 ภูมิ คือ ในมนุษย์และเทวโลก”

     ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรบางครั้งอาจจะมีความเหน็ดเหนื่อยท้อถอยแต่เมื่อได้ทราบถึงความจริงของชีวิตแล้ว ย่อมจะตระหนักว่าเวลาชีวิตนั้นมีคุณค่าเมื่อคำนึงถึงสิ่งนี้ย่อมจะก่อให้เกิดกำลังใจที่จะใช้เวลาของชีวิตให้มีคุณค่าด้วยการทำหน้าที่กัลยาณมิตร ดังที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ให้โอวาทต่อไปอีกว่า

     “เราต้องตายนะลูกนะอย่าไปชะล่าใจกายหยาบเราอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้นไม่ช้ามันก็จะต้องแตกดับไป กำหนดไม่ได้ด้วยว่า จะไปตอนไหนเวลาไหนบางคนก็จากไปเมื่อปฐมวัย บางคนก็มัชฌิมวัย บางคนก็ ปัจฉิมวัย สถานที่จะตายเราก็เลือกไม่ได้จะตายในบ้าน นอกบ้าน โรงพยาบาล ในวัด หรือที่ไหนเราก็เลือกไม่ ได้อีกเหมือนกัน โรคภัยไข้เจ็บ หรืออาการที่ไป เราก็เลือกไม่ได้ บางคนก็ตายแบบชราภาพ บางคนก็เจ็บ ป่วยไข้ บางคนก็ประสบอุบัติเหตุเภทภัยต่างๆ ตายไปแล้ว ชีวิตหลังการตายนั้นยาวนานนักเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปที่เราได้กระทำไว้ตอนที่เป็นมนุษย์เท่านั้นที่จะหล่อเลี้ยงเราไว้ ถ้าตอนมีชีวิตอยู่เราสร้าง บุญกุศลเอาไว้บุญก็จะนำเราไปสู่สุคติภพ หล่อเลี้ยงให้เรามีความสุขในสุคติ อโลกสวรรค์ ถ้าบาปหล่อเลี้ยงก็ต้องไปอบายภูมิ ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์ เดรัจฉาน เป็นต้น ทุกข์ทรมานอยู่ยาวนานนักทีเดียว”

   “ เพราะฉะนั้นความตายไม่มีนิมิตหมายเราจึงไม่ควรประมาทไม่ควรชะล่าใจต้องมีความพร้อมเสมอเราจะพร้อมและไม่กลัวต่อมรณะภัยได้ก็ต่อเมื่อเราได้สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ด้วยการ ให้ทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนาอยู่เป็นนิตย์ คือ ทำสม่ำเสมอทุกวันไม่ให้ขาด แม้แต่วันเดียว ทำมากบ้าง น้อยบ้างเราก็ทำไป”

     “ เพราะว่าบุญควรจะทำให้มากๆทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งภาวนา อีกทั้งหน้าที่กัลยาณมิตรต้องทำให้มันครบ ถ้วนบริบูรณ์เมื่อเราสั่งสมบุญกันเต็มที่แล้วเราก็จะมีความพร้อมอยู่ในตัวมันจะมีมหาปีติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาพร้อมเสมอ ไม่ว่าจะละสังขารด้วยอาการใดที่ไหนก็ไม่หวั่นไหวเพราะเรามีบุญเป็นที่พึ่งยิ่งเราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวก็ยิ่งมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งพอถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้วเราจะเลือกเกิดในภพภูมิไหนก็ได้ ในสุคติภพ ภพภูมิไหนก็ได้ เหมือนเศรษฐีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์มากจะไปอยู่ในสถานที่ที่สวยงามประณีตสะดวกสบาย ตรงไหนก็ได้เราต้องหมั่นสั่งสมบุญอย่าไปชะล่าใจว่าเราทำบุญมาตั้งเยอะแยะแล้วถ้าบุญเราเยอะเราก็ต้องสมปรารถนา ในทุกสิ่งสมหวังดังใจแต่บางครั้งเราก็สมหวังบางครั้งเราก็ไม่สมหวังบางครั้งชีวิตก็ราบรื่นบางครั้งมันก็ขลุกขลัก ก็เป็นเครื่อง บ่งชี้ว่าเรายังสั่งสมบุญมาไม่มาก อย่าไปคิดว่า เราทำกันมามากมายแล้ว”

     พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านให้ความสำคัญของการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นอย่างยิ่ง เพราะหน้าที่กัลยาณมิตร คือ การสร้างบารมีสั่งสมคุณงามความดีที่สูงส่ง และทำให้ชีวิตมีคุณค่าต่อชาวโลก

     “ การที่พวกเราได้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางธรรมเป็นนักสร้างบารมี และตั้งใจจะมาเป็นนักรบแห่งกองทัพ ธรรมนี้ ถือว่า เป็นความตั้งใจที่ดีที่สุดแล้วเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะสิ่งนี้หรือภารกิจนี้ คืองานที่แท้ จริงของเรา เราเกิดมาพร้อมกับภารกิจหน้าที่ที่จะต้องทำกันต่อไปไม่มีถอยหลังกลับ ฉะนั้นให้รู้สึกเป็นเกียรติมีปีติและภาคภูมิใจที่ได้รับหน้าที่นี้ เพราะหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้เราต้องทำกันไปเป็นหมู่คณะจึงจะสำเร็จ ตราบใดที่เรายังไปไม่ถึงจุดหมาย คือ ที่สุดแห่งธรรม เราก็จะต้องร่วมมือกันต่อไปสานใจกันให้เป็นหนึ่งทุ่มเทชีวิต จิตใจสร้างบารมีกันให้เต็มที่ บารมีของเราก็จะได้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์บำเพ็ญบารมีให้มากที่สุดเท่าที่เรายังมีเวลาของชีวิตเหลืออยู่ในโลกนี้”

     “ การดำรงชีวิตอย่างนี้ ถือว่าเป็นชีวิตที่มีคุณค่าสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายเพราะคุณค่าของชีวิตอยู่ตรงที่ใครได้ทุ่มเทสร้างบารมีมากกว่ากันได้ปรับปรุงแก้ไขตนเองฝึกฝนอบรมตนเอง จนกระทั่งสามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวได้ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ โลก เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรนำพาเพื่อนมนุษย์ให้เข้าไปถึงจุดแห่งความสมปรารถนาได้ให้เขาได้เข้าถึงความสุขอันเกิดจากการได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวได้รู้จักเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง แล้วก็มีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปสู่เป้าหมายนั้นได้ตลอดรอดฝั่ง โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆกระทั่งมีชัยชนะถึงจุดหมายปลายทาง ใครทำตรงนี้ได้บุคคลนั้นถือว่ามีชีวิตที่ทรงคุณค่าเป็นชีวิตของยอดนักสร้างบารมียอดนักรบกองทัพธรรมที่เป็นที่พึ่งทั้งเป็นต้นบุญต้นแบบให้แก่ชาวโลก”

     การทำหน้าที่กัลยาณมิตรจึงเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้พระพุทธเจ้าเองก็เคยทรงแสดง พุทธพจน์ตรัสสอน ให้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ว่า

     “ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาว โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

     การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นการพัฒนาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เพราะหากความสุขหมายความเพียงการเป็นอยู่ที่ดีทางกาย มนุษย์เราก็สามารถมีความสุขได้ โดยไม่ต้องเชื่อถือหรือปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใดๆแต่เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นประกอบด้วยกายและใจซึ่งปรารถนาการมีชีวิตที่พัฒนามีความก้าวหน้าและมีความสุขอย่างบริบูรณ์ในการดำเนินชีวิตดังนั้น เป็นธรรมดาที่มนุษย์จึงต้องมีการพัฒนาทั้งกายและใจ ในกรณีนี้ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำชี้นำและให้แนวทางที่ดีในการพัฒนาจิตและวิญญาณเคียงคู่ไปกับการพัฒนาทางร่างกายโดยการชี้ให้เห็นหลักคำสอนทางพระพุทธ-ศาสนาที่สอนให้คนเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แนะนำหลักในการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง

 

 

จากหนังสือ DOU
วิชา DF 202 ทักษะการทำหน้าที่กัลยาณมิตร