โอวาทพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว

วันที่ 03 เมย. พ.ศ.2558

 

 

โอวาทพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว หลังงานบุญพิธีปุพพเปตพลีครั้งที่ 32 วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2558 ณ หอฉันคุณยายฯ
...........................
   เจริญพรพวกเราทุกคน ต้องขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกคนที่มาถวายภัตตาหารและอุทิศบุญกุศลถึงบรรพบุรุษของเรา

  เมื่อสมัยที่เราเป็นเด็ก ถ้าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนก็มักรอวันตรุษจีน ที่จะรองของขวัญ อาทิ เสื้อผ้า ขนมมาเป็นรางวัลให้พวกเราในช่วงตรุษจีน แต่หากคนไทยก็รอวันสงกรานต์ว่า ลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายายจะมีของขวัญ รวมทั้งอาหารขนมอร่อยๆมาให้พวกเรา และหมู่ญาติที่อยู่ไกลจะมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน

   ลักษณะที่รอของขวัญ รอขนมนี้ พวกเราเคยผ่านมาด้วยกันทุกคน จนเรามาเป็นผู้ใหญ่เอง พอถึงเวลาเหล่านี้ก็จะมีของขวัญดังกล่าวให้ลูกหลานเรา

  แต่มีอีกสภาพนึง เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่และได้เรียนรู้ พระพุทธศาสนา เรายังมีหมู่ญาติหรือคน ที่เรารักเราคิดถึง แต่ลาโลกไปแล้ว เขาก็รอเราอยู่ด้วยใจจดจ่อ ยิ่งกว่าเรารอของขวัญวันปีใหม่สงกรานต์อีก 

   ว่าพวกเราเมื่อไรจะทำบุญอุทิศให้เขา บางทีก็นึกถึงว่าเมื่อตอนมีชีวิตก็ให้ของขวัญต่างๆแก่ลูกหลาน แต่เมื่อวันที่ลาโลกแล้วยิ่งรอด้วยใจจอจ่อมากกว่าอีก และเมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นท่านจึงเห็น และนำเรื่องนี้มาบอกชาวโลก โดยเฉพาะการเห็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่มาสู่การทำบุญอุทิศส่วนกุศลตั้งแต่ครั้งพุทธกาล จนมาเป็นการทำบุญวันพระในปัจจุบันนี้

   สิ่งเหล่านี้มีที่มาคือ ในสมัยพุทธกาล ครั้งแรก ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ไปแคว้นมคธกับคณะสงฆ์ หลังจากตรัสรู้ไม่นาน ประมาณเจ็ดถึงแปดเดือนจากการตรัสรู้ เมื่อถึงแคว้นมคธ กษัตริย์ที่นั้นได้ฟังธรรมและบรรลุโสดาบัน แล้วยกสวนไผ่ ให้คณะสงฆ์ได้อยู่ และมีการทำบุญใหญ่ทั้งเมือง แต่พอตกกลางคืน ที่พระราชวังกลับมีเสียงเปรตร้อง และปรากฏตัวให้เห็นด้วย

  จนกระทั่งกษัตริย์นอนไม่หลับ เช้าขึ้นมาท่านก็รีบไปกราบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงเหตุการณ์ที่เกิดนี้ที่มีเปรตมาร้องระงม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรวจด้วยญาณ และตรัสบอกว่า ไม่ได้มีภัยใดๆจะมาถึงแคว้นหรือถึงกษัตริย์ แต่กลับเป็นโชคดีของแว้นแคว้นและชาวพุทธ เพราะเปรตที่มาร้องนี้คือหมู่ญาติของกษัตริย์ในชาติที่แล้วๆมา

  คือเป็นอดีตพวกที่ไปโกงสมบัติวัด ไปฉกฉวยภัตตาหารพระ เป็นต้น บาปที่ทำครั้งนั้นไม่ทำให้ถึงกับตกนรก แต่ก็มาเป็นเปรตที่อดๆอยากๆ เป็นตั้งแต่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน และรอหมู่ญาติที่มีบุญพอมาอุทิศส่วนกุศลให้

  จาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน จนมาถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก็ได้แต่รอ ซึ่งเมื่อพระองค์ตรัสรู้ได้ไม่นาน และพบว่าญาติของตนคือ พระเจ้าพิมพิสารนั้นเองที่ได้เลี้ยงพระอรหันต์กว่า 1,250 รูป และยังถวายสวนไผ่ ให้เป็นวัดแรก ใน พระพุทธศาสนา แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ไม่รู้ว่าอดีตญาติของตนเป็นเปรตที่รอส่วนกุศลอยู่ คือรอมาพุทธันดรนึงแล้ว

  เมื่อท่านทำบุญและไม่ได้อุทิศส่วนกุศล เปรตเหล่านี้ก็นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว จึงปรากฏตัวและร้องกัน ส่วนเปรตที่พอมีฤทธิ์ก็ปรากฏตัวให้เห็นเลย ก่อนหน้าที่ไม่ร้องเพราะกษัตริย์ก็ยังไม่ได้ทำบุญ แต่เมื่อถึงวันที่ทำบุญนี้และบรรลุโสดาบันแล้ว จึงอยากขอส่วนบุญบ้าง เมื่อนึกถึงความดีของตนที่เคยทำให้กษัตริย์ในอดีต จึงอยากขอส่วนบุญบ้าง

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงได้บอกแนวทางว่า ให้เลี้ยงพระและทำบุญอุทิศให้แก่หมู่ญาติ เผื่อใครมีบุญมากพอก็พ้นสภาวะเปรตอาจได้ไปเป็นเทวดา หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ วันรุ่งขึ้นท่านจึงมาทำบุญ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแนะนำให้กรวดน้ำ ให้ทำความรู้สึกว่า อุปมาถึงบุญที่เกิดนี้คล้ายสายฝนที่หล่อเลี้ยงในใจ ดังนั้นเวลาทำบุญให้นึกถึงคล้ายๆน้ำฝนหรือสายน้ำ ที่ไหลไป

  น้ำไหลไกลๆได้ฉันใด และคนที่อยู่สองฝั่งน้ำก็ได้ใช้น้ำมากินมาอาบ ดังนั้นเมื่ออุทิศบุญให้หมู่ญาติจะได้บุญมาหล่อเลี้ยงใจให้ยิ่งกว่าสายน้ำทางโลก

  ฉะนั้นเมื่อเลี้ยงพระเสร็จแล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญถึงหมู่ญาติ พออุทิศปั้บ หมู่ญาติเหล่านี้ก็อนุโมทนา เมื่อผู้มีบุญอุทิศบุญให้ และตนได้อนุโมทนา บุญก็ถึงศูนย์กลางกายของหมู่เปรต บางพวกไปเป็นเทวดา ตามความใส หรือความขุ่นน้อยของใจ

  แล้วบุญส่วนอาหารก็กลายเป็นอาหารทิพย์ของเทวดา ผ้าไตรจีวรที่ถวายก็กลายเป็นผ้านุ่งผ้าห่มทิพย์ของเทวดาเหล่านี้ 

  เมื่อมาถึงเรา ที่หมู่ญาติมี ทั้งไปดีและไม่ได้ไปดี หากไปดีเป็นเทวดานางฟ้า เมื่อรับทราบข่าวการทำบุญของเรา หากเขาอนุโมทนาบุญเขาก็ได้บุญไปด้วย ยิ่งเขาใจใสมากกว่า เขาก็ได้บุญมากกว่าพวกที่ใจขุ่นที่อยู่ในอีกสภาพนึงที่ไม่เรียบร้อย นี้คือที่มาของการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ลาโลกไปแล้ว

  และมีธรรมเนียมของคณะสงฆ์คือทุกกึ่งเดือนในวันพระใหญ่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านกำหนดให้คณะสงฆ์ มาทบทวนศีลของตนเองด้วยการฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ให้ผู้ที่ชำนาญในพระวินัยมาสวดทบทวนศีล พระเมื่อฟังสวดแล้วใครบกพร่องข้อไหนก็ให้ไปแก้ไข เพื่อความบริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไปของตัวเอง

  เมื่อพระที่ตั้งใจเคี่ยวเข็ญความประพฤติของตนด้วยศีล จึงเหมาะที่จะเป็นเนื้อนาบุญ เหมาะแก่การถวายสังฆทาน จึงเป็นธรรมเนียมว่า หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว พอวันพระใหญ่ก็จะรอลูกหลานในโลกที่จะนึกถึงญาติผู้ใหญ่ที่จากไปและจะมาทำบุญให้

  ญาติที่ไปไม่ดีก็จะรอเพื่อที่อยากพ้นสภาพไม่เข้าท่าแบบนี้ นี่คือ หมู่ญาติเราที่รอบุญอยู่ แม้เรายังมองไม่เห็น แต่คือความจริงที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงค้นพบ

  ฉะนั้นวันนี้พวกเราใคร ที่เข้าถึงดวงปฐมมรรค หรือเห็นความสว่างภายใน ให้กำหนดใจนิ่งๆนึกถึงหมู่ญาติ และส่งบุญให้เขาเหล่านั้น ใครสว่างก็กำหนดนึกดีๆ ใครแม้ยังไม่สว่างขนาดนั้น ก็นึกถึงความดีที่ท่านเคยทำให้เรา แล้วก็นึกถึงบุญวันนี้ให้เขาเหล่านั้นด้วย เราเองก็ได้บุญใหญ่ หมู่ญาติก็จะได้บุญใหญ่ด้วย

  แล้วท่านเหล่านี้ หากเป็นเทวดาจะได้ตามคุ้มครองพวกเรา ให้เว้นจากอุบัติเหตุเภทภัยต่างๆ และให้เจริญรุ่งเรืองตามสายงานของตน แม้เด็กหากมีเทวดาคุ้มครองจะได้เติบโตเป็นปราชญ์บัณฑิตและมหาเศรษฐีในภายหน้า  นึกถึงหมู่ญาติของเราให้มารับบุญ และต่อๆไปจะได้มาสร้างบุญกันอีกจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมนะ.