จริยธรรมในสังคมญี่ปุ่น

วันที่ 15 กย. พ.ศ.2549

kk490811.jpg

 

.....หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าคนญี่ปุ่นมีลักษณะขัดแย้งในตัวเองหลายอย่าง เช่น เรื่องความสะอาด การทิ้งขยะของแต่ละครัวเรือนไม่เพียงแต่จะต้องทิ้งในสถานที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จะต้องแยกประเภทของขยะที่เผาได้และเผาไม่ได้ออกจากกันด้วย นอกจากนั้นยังต้องทิ้งตามเวลาที่กำหนด เช่น ขยะเผาได้ทิ้งวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ก่อนเวลา ๙.๐๐ น. ขยะเผาไม่ได้ทิ้งวันเสาร์ก่อน ๑๐.๐๐ น. ซึ่งทุกครัวเรือนก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี ผู้คนจะบรรจุขยะลงในถุงขยะแบบที่เทศบาลกำหนด แล้วมัดปากถุงให้เรียบร้อย วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบรอให้รถขยะมาขนไป ดูแล้วน่าชื่นชมว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนรักความสะอาดจริงๆ แต่น่าแปลกว่า ถนนไฮเวย์ของญี่ปุ่นบนเกาะกลางถนนจะมีเศษขยะ ทั้งกระป๋องน้ำอัดลม ถุงพลาสติก ที่คนขับรถขว้างทิ้งเกลื่อนกลาดไปหมด มากจนน่าตกใจ เลยไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นรักความสะอาดจริงหรือเปล่า?

 

.....หรือเรื่อง ความซื่อสัตย์ เมื่อเราขึ้นรถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่น ก็วางใจได้ไม่ต้องกลัวเขาโกงมิเตอร์ ซื้อของไม่ต้องกลัวเขาโกงตาชั่ง ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเที่ยงตรง แต่จากการสำรวจพบว่า คนญี่ปุ่นกว่าครึ่งประเทศ โกงตั๋วรถไฟ และจำนวนมากโกงเป็นประจำ บริษัท ก่อสร้างเกือบทุกแห่งในญี่ปุ่น มีการให้สินบนเจ้าหน้าที่ในการประมูลราคา ก็เลยตอบได้ยากว่า จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริตหรือไม่?

 

.....ภาพของคนญี่ปุ่น จึงเป็นภาพที่มัวๆ ไม่ชัดเจนสำหรับคนต่างชาติ เมื่อพิจารณาตามที่เขาให้ข้อสังเกตมา อาตมภาพคิดว่าที่ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้ ด้วยเหตุปัจจัย ๓ ประการที่มีผลต่อพฤติกรรมบวกหรือลบของคน ดังนี้

 

๑. ศีลธรรมประจำตน เป็นมโนธรรมประจำใจ ว่าสิ่งนี้ดีควรทำ สิ่งนี้ไม่ดีไม่ควรทำ ละอายใจ กลัวบาป จึงไม่ยอมทำความชั่ว แม้จะไม่มีคนเห็นก็ตาม รักบุญ อยากได้บุญ จึงตั้งใจทำความดี ปัจจัยหลักที่น้อมนำใจคนให้เกิดศีลธรรมประจำตน คือ คำสอนในศาสนา

 

๒. ครอบครัว ความกตัญูต่อพ่อแม่ รักท่าน อยากให้ท่าน ชื่นใจ ดีใจ จึงตั้งใจทำดี ขยันเรียน ขยันทำงาน กลัวท่านเสียใจ กลัวเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล จึงไม่ยอมทำชั่ว มีครอบครัวเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งใจ

 

๓. ค่านิยมของสังคม ค่านิยมของคนในสังคมหนึ่งๆ จะเป็น กรอบการประพฤติปฏิบัติของคนในสังคมนั้นๆ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีการอยู่รวมเป็นหมู่ ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น ผู้ที่ปฏิบัติตัวตรงตามค่านิยมของสังคมก็จะได้รับการยกย่องชื่นชม ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตัวแตกต่างจากค่านิยมของสังคมก็จะถูกสังคมลงโทษ ทั้งโดยทางตรง เช่น การลงโทษตามกฎหมาย หรือโดยทางอ้อม เช่น สังคมไม่ยอมรับ ถูกประณามหยามเหยียด เป็นต้น

 

.....ปัจจัยแต่ละอย่างนี้จะมีน้ำหนักมากน้อยต่างกันไปในสังคมแต่ละแห่ง ในญี่ปุ่นปัจจัยประการแรกคือ ศีลธรรมประจำตน กล่าวได้ว่าอ่อนแรงลงไปมาก เนื่องจากว่าเดิมประเทศญี่ปุ่นมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก คำสอนในพระพุทธศาสนาได้รับการศึกษาและประพฤติปฏิบัติโดยทั่วไป

 

.....แต่เมื่อสมัยปฏิรูปเมจิประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทหารขึ้นมามีบทบาทมาก และต้องการเชิดชูพระเจ้าจักรพรรดิ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของความจงรักภักดีและความรักชาติ จึงมีการประกาศให้ ศาสนาชินโต ซึ่งถือว่าพระเจ้าจักรพรรดิเป็นเทพเจ้า เป็นศาสนา ประจำชาติ และมีการทำลายพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ โรงเรียนที่ ตั้งอยู่ในวัดถูกสั่งยกเลิก วัดหลายแห่งถูกยึด ห้ามเผยแผ่คำสอน ห้ามสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน ส่วนศาสนาชินโตเองก็ไม่ได้ เน้นคำสอนเรื่องบุญบาป แต่เน้นเรื่องของพิธีกรรมเป็นส่วนใหญ่ คล้ายๆ ลัทธินับถือวิญญาณบรรพบุรุษ นับถือผีของบ้านเรา คน ญี่ปุ่นจึงค่อยๆ ห่างเหินจากความคิดเรื่องบุญบาปไปทีละน้อย สภาพเช่นนี้ดำเนินไปเกือบร้อยปี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ศาสนาชินโตถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ แต่วิชาศีลธรรมก็ไม่เคยกลับเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาของคนญี่ปุ่นอีกเลย ทำให้ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ

 

.....ปัจจัยที่สองคือ เรื่องครอบครัว ความกตัญูต่อพ่อแม่ถือได้ว่ายังมีอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ส่วนปัจจัยที่สามคือ ค่านิยมของสังคมนั้น ถือเป็นปัจจัยที่มีพลังมากที่สุดในสังคมญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยเอโดะ คนญี่ปุ่นทุกคนจะมีสังกัดที่แน่นอน ตัวอยู่หมู่บ้านไหนก็ต้องสังกัดหมู่บ้านนั้น จะโยกย้ายตามใจชอบไม่ได้ ถ้าใครทำผิดจนถูกขับออกจากหมู่บ้านแล้ว ก็หมายถึงว่าไม่มีที่อยู่ จะไปเข้าหมู่บ้านอื่นก็ไม่มีใครเขารับ เพราะคนเขาก็มากอยู่แล้ว ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนพเนจร คนทุกคนจึงต้องพยายามปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของสังคม แม้ปัจจุบันสังคมของญี่ปุ่นก็ยังมีพลังมาก เมื่อมีใครทำความผิดสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมแล้ว ผู้ที่ลำบากจะไม่ใช่เฉพาะผู้ทำความผิดคนเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด เช่น ลูกไปโรงเรียนอาจถูกรังแก ทุกคนในบ้านไปไหนก็ไม่มีใครคบหาคุยด้วย ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ เรียกว่าอยู่กันไม่ได้ ต้องย้ายบ้านหนีกันทีเดียว คนญี่ปุ่นทุกคนจึงต้องระวังตนอยู่ในกรอบของสังคมมาก

 

.....นี่คือคำตอบของลักษณะขัดแย้งกันในตัวเองของคนญี่ปุ่นที่กล่าวไว้ข้างต้น เขาทิ้งขยะเป็นที่เป็นเวลาเมื่อตอนอยู่บ้าน เพราะไม่เช่นนั้นเพื่อนบ้านจะว่าเอาได้ ตัวเองก็จะร้อนใจ แต่พออยู่ในรถแล้วทิ้งขยะออกมาบนถนนก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะไม่มีใครรู้ ในกรณีของความซื่อสัตย์... ในการค้าขายให้ซื่อสัตย์ไว้ ไม่เช่นนั้น ถ้าเขาจับได้ตัวจะเดือดร้อนเสียชื่อเสียง แต่โกงตั๋วรถไฟได้ไม่เป็นไร เพราะมีวิธีโกงที่ไม่มีทางจับได้ คนรอข้ามถนนถ้าไฟยังเขียวอยู่ แม้ไม่มีรถก็ไม่ ข้าม เพราะคนอื่นจะว่าเอา แต่ถ้ามีใครสักคนสองคนเดินข้ามนำไปก่อน คนที่เหลือก็พร้อมจะเดินตามไปเป็นพรวนเหมือนถูกสะกดจิต เพราะใครๆ เขาก็ข้ามกัน

 

.....ลักษณะที่ทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเพราะกลัวคนอื่นว่า ไม่ได้เกิดจากศีลธรรมประจำใจที่แท้จริง แต่ถูกสังคมบีบบังคับให้ทำ ทำให้คนญี่ปุ่นมีความเครียด และแน่นอนว่า เมื่อใดที่สังคมมีแนวโน้มค่านิยมที่ผิด ก็จะเป็นอันตรายมาก เช่น ค่านิยมการรุกรานต่อเพื่อนบ้านในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ และศีลธรรมประจำใจของคนญี่ปุ่นถ้าไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นโดยเร็วแล้ว จะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

 

.....ประเทศไทยของเรานั้น ปัจจัยทั้ง ๓ ประการ มีอยู่ครบ แต่มีอย่างกระพร่องกระแพร่งไม่ค่อยสมบูรณ์ จึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราชาวไทยทุกคนจะต้องช่วยกันเสริมสร้างให้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อให้สังคมไทยของเราเป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมตัวอย่างของชาวโลก ซึ่งไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยเลย หากเราช่วยกันทำจริง

 

.....โลกของเราเคยมี มหาอำนาจทางทหาร มหาอำนาจทางเทคโนโลยี และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่โลกปัจจุบันที่ดูเล็กลงไปทุกที ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม และกระแสของโลกาภิวัตน์ ชาวโลกจะค่อยๆ พบว่า การพัฒนาทางวัตถุเริ่มมาถึงทางตัน ดังนั้น ศีลธรรม การรู้จักอยู่อย่าง พึ่งพาเกื้อกูลกันระหว่างชาวโลก สัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มนุษยชาติดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข

 

.....ชาวโลกจะเรียกร้องมหาอำนาจทางศีลธรรม และประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงสุดในการเป็นผู้นำทางศีลธรรม ด้วยพื้นฐานใจของเราชาวไทย และด้วยภูมิปัญญาที่มีอยู่อย่างพร้อมมูลในคำสอนของพระพุทธศาสนา