ยมโลกนรก

วันที่ 02 กค. พ.ศ.2558

 

 

ยมโลกนรก

            เรื่องยมโลกนี้ เป็นที่รู้จักกันมากในหมู่คนไทย เพราะมีปรากฏให้เห็นตามผนังโบสถ์ของวัดหลายแห่ง ซึ่งจะมีภาพวาดการทัณฑ์ทรมานสัตว์นรกโดยเหล่าเจ้าหน้าที่ในยมโลก และที่สร้างความสนใจให้กับคนจำนวนมาก คือ การนำเรื่องราวของยมโลกมาทำเป็นละครทีวี เรื่องพิภพมัจจุราช โครงเรื่องจะเป็นลักษณะ การตัดสินบุญบาปของคนผู้ทำบาปเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ เรื่องนี้ทำให้คนไทยรู้จักยมโลกกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่า ยมโลกมีจริง คิดว่าคงเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้คนกลัวบาป

            แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องยมโลกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ แล้วนำมาตรัสเล่าให้เหล่าพุทธบริษัท 4 ได้ฟัง ซึ่งมีปรากฏอยู่หลายแห่งในพระไตรปิฎก ในภายหลังพระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาคำสอนนั้น แล้วก็นำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอด โดยผ่านฝีมือของจิตรกรทั้งหลาย ปรากฏออกมาเป็นภาพในศาลาการเปรียญบ้าง ตามผนังโบสถ์บ้าง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้คนทั้งหลายเกรงกลัวการทำบาปอกุศล

 

            ยมโลกมีความพิเศษที่หลากหลายกว่ามหานรกและอุสสทนรก เพราะเป็นสถานที่วินิจฉัยบุญบาปของสัตว์นรก และลงโทษสัตว์นรกที่มาจากมหานรก ผ่านอุสสทนรกมายังยมโลก นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตัดสินบุญบาปของผู้ที่ตายจากเมืองมนุษย์ ที่มีลักษณะของใจที่ไม่หมองไม่ใสอีกด้วย เมื่อตัดสินแล้วก็จะส่งไปตามภพภูมิต่างๆ เช่น ไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือชาวสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับกุศลกรรมและอกุศลกรรมของกายละเอียดเหล่านั้น

           ยมโลกทำหน้าที่คล้ายกับศาลในเมืองมนุษย์ เราอาจจะถือว่ายมโลกเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อระหว่างภพมนุษย์กับภูมิอื่นๆ ก็ได้ เพราะเป็นที่รองรับสัตว์นรกที่มาจากมหานรก และรองรับกายละเอียดที่ตายจากเมืองมนุษย์ เพื่อมาตัดสินบุญบาปแล้วส่งไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ดังกล่าว

            ดังนั้น เนื้อหาของยมโลก จึงมีรายละเอียดมากกว่ามหานรกและอุสสทนรก ก่อนที่จะได้ศึกษาเรื่องของยมโลกแต่ละขุมนั้น จะขอนำนักศึกษาไปรู้จักสภาพโดยรวมของยมโลกก่อน เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจภาพของยมโลกได้ชัดเจนขึ้น

 

ก. การเดินทางไปสู่ยมโลก การเดินทางไปสู่ยมโลกมี 2 ทาง คือ

1. เดินทางโดยการตายจากเมืองมนุษย์ไปสู่ยมโลก ของผู้มีจิตไม่หมองไม่ใส

2. เดินทางจากมหานรก ไปอุสสทนรก และไปยังยมโลก 

            ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการเดินทางของผู้ที่ตายจากเมืองมนุษย์มายังยมโลก การเดินทางสู่ยมโลกนั้น ได้กล่าวไว้บ้างแล้วในบทที่ 1 ว่า ลักษณะของคนที่จะเดินทางไปสู่ยมโลก คือ บุคคลที่เวลาจะตายใจไม่หมองไม่ใส คือ ก่อนจะตาย ภาพแห่งความดีความชั่ว ยังไม่มีฝ่ายใดที่จะส่งผลได้ชัดเจนกว่ากัน บุคคลเหล่านี้เมื่อตายแล้ว กายละเอียดจะหลุดออกมาจากกายหยาบ บางคนไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว บางคนก็รู้ว่าตัวเองตายแล้ว แต่ไม่รู้จะไปไหน เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิตหลังความตายตามหลักพระพุทธศาสนา ได้เที่ยววนไปวนมาหาบุคคลในครอบครัว หมู่ญาติ เพื่อนฝูง พูดกับใครก็พูดไม่รู้เรื่อง เพราะอยู่คนละภพกัน วนเวียนอยู่ 7 วัน เหตุที่ยังวนเวียนอยู่ 7 วัน เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้นึกถึงบุญ 

เมื่อครบ 7 วัน ถ้ายังนึกถึงบุญไม่ออก เพราะใจยังสับสน หรือไม่ค่อยได้ทำบุญกุศล ก็จะต้องย้อนกลับไปในสถานที่ที่ตนเองตาย เมื่อครบกำหนด เจ้าหน้าที่จากยมโลก ที่มีรูปร่างใหญ่โต ผิวดำ ผมหยิก ตาโต นุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง ดูน่ากลัว จะนำโซ่ตรวนมาล่าม แล้วคุมตัวกายละเอียด หากใครที่เคยมียศตำแหน่งใหญ่ในทางโลก เจ้าหน้าที่ที่มารับตัวจะมีจำนวนมากกว่า และมีอาวุธครบมือ เพื่อข่มขวัญกายละเอียดนั้น หากดิ้นรนขัดขืนก็จะถูกทำร้ายและลากตัวไปโดยไม่มีความปรานี เจ้าหน้าที่จะพาทะลุมิติไปสู่ ยมโลก เมื่อมาถึงก็จะต้องผ่านกำแพงประตูยมโลก ก่อนเข้าไปในโรงพิพากษา 

 

            ข. ลักษณะทางกายภาพของยมโลก ก่อนที่สัตว์นรกจะเข้าสู่ยมโลกนคร จะต้องผ่านกำแพงและประตูขนาดใหญ่ ที่เปิดรอต้อนรับผู้เดินทางมาใหม่ ซึ่งกำแพงและประตูนี้มีอยู่หลายทิศ ทำจากวัสดุที่หลากหลาย กำแพงเหล็กประตูเหล็กก็มี กำแพงทองแดงประตูทองแดงก็มี กำแพงหินประตูทองแดงก็มี กำแพงเหล็กประตูไม้ก็มี ที่ประตูมีหนามแหลมคมยื่นออกมา ด้านล่างข้างประตูจะมีเจ้าหน้าที่ยืนคุมอยู่ 2 ข้าง ทั้งซ้ายและขวา ส่วนด้านบนกำแพงจะมีกระถางคบเพลิงที่มีไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มีเจ้าหน้าที่ยมโลกยืนถืออาวุธเป็นแถวตามแนวกำแพง เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

            เมื่อเข้าประตูไปจะพบโรงวินิจฉัยขนาดใหญ่ มีอาคารมากมายตามเขตการปกครองของชาวนรก บรรยากาศภายในยมโลกจะทึมๆ มืดๆ อากาศร้อนอบอ้าว กายละเอียดที่ถูกนำตัวมาจะมีทุกชาติ ทุกศาสนา เป็นจำนวนมากมาย จะถูกนำมารวมกันที่ลานกว้างหน้าโรงวินิจฉัย ที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ซ้ายและขวา มีแท่นคล้ายโพเดียมในเมืองมนุษย์อยู่ตรงกลางลาน มีเจ้าหน้าที่ตัวใหญ่ยืนอยู่บนแท่น เพื่อประกาศเรียกชื่อสัตว์นรกเพื่อเข้าไปยังโรงพิพากษา รอบแท่นประกาศจะมีเจ้าหน้าที่ยืนถืออาวุธ การเรียกชื่อกายละเอียดจะเรียกตามเขตการปกครอง เมื่อเรียกชื่อก็จะปรากฏภาพให้เห็นด้วย เมื่อเรียกชื่อแล้วกายละเอียดที่ถูกเรียกจะเข้าสู่ถนนแนวกลางโดยมีเจ้าหน้าที่คุมตัวไปเป็นแถวยาวเหยียด

            ถนนแนวกลางของโรงพิพากษา จะเป็นทางเดินกว้างมาก ด้านข้างแนวทางเดินทั้ง 2 ข้าง จะมีกระถางคบเพลิงขนาดใหญ่ที่มีไฟลุกโชนตลอดเวลา สลับกับประติมากรรมนรก ที่มีลักษณะการทรมานสัตว์นรกในรูปแบบต่างๆ สุดทางเดินที่ทอดยาว จะเป็นบันไดขึ้นสู่โรงวินิจฉัย มีประติมากรรมอาวุธ เช่น เลื่อย หอก มีด ดาบ ง้าว อยู่ด้านข้างแนวบันได และอยู่รายรอบโรงวินิจฉัยอีกด้วย

            สุดแนวบันไดจะเข้าสู่โรงวินิจฉัย ภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปแล้ว ตลอด 2 ข้างทางก่อนจะถึงบัลลังก์ของพญายมราชจะมีแถวของเจ้าหน้าที่ยืนเรียงรายไปจนถึงด้านหน้าบัลลังก์ของพญายมราช

            ด้านในสุดจะเป็นผนังหิน ถัดจากผนังหินจะเป็นแนวกระถางเพลิงขนาดใหญ่ ถัดมาอีก จะเป็นแถวของเจ้าหน้าที่ยมโลกยืนถืออาวุธเรียงรายเป็นแถว ถัดออกมาอีกจึงจะเป็นบัลลังก์ของพญายมราช มีผู้ช่วย 2 ตน นั่งอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนแท่นของสุวรรณเลขา และสุวานเลขาจะนั่งหันหน้าเข้าหากัน

           กายละเอียดที่เปลือยเปล่าจะถูกนำตัวมาให้นั่งต่อหน้าพญายมราช เพื่อฟังการวินิจฉัยบุญบาป หลังตัดสินแล้ว ผลเป็นอย่างไร ก็จะถูกนำตัวออกไปยังประตูด้านข้าง ซึ่งติดกับถนนที่เชื่อมต่อโรงวินิจฉัยอีกโรงหนึ่ง ถนนเชื่อมต่อนี้มีอยู่จำนวนมาก และถนนทุกสายทอดยาวไปเชื่อมต่อกับถนนวงแหวนรอบศูนย์กลางยมโลก ซึ่งเป็นหลุมขนาดใหญ่มาก ในหลุมนั้นจะมีไฟลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา เป็นที่ลงโทษสัตว์นรกที่ถูกตัดสินให้ถูกลงทัณฑ์แล้ว

            ถนนวงแหวนรอบหลุมใหญ่นี้ มี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งสำหรับผู้ที่จะถูกลงโทษ อีกฝั่งหนึ่งสำหรับผู้ที่จะไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ซึ่งจะมีทางออกอยู่ในทิศต่างๆ มีศาลาสำหรับพักเพื่อรอไปเกิดในภพต่างๆ

 

            ค. เจ้าหน้าที่ในยมโลก เจ้าหน้าที่ในยมโลก ไม่ใช่นายนิรยบาลที่เกิดด้วยอำนาจบาปของสัตว์นรกเหมือนอย่างในมหานรกและอุสสทนรก เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นกุมภัณฑ์ คือ ยักษ์ชนิดหนึ่ง อยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา อยู่ในความดูแลของท้าวธตรฐ เป็นอดีตมนุษย์ที่มีนิสัยมักโกรธ แต่ก็ทำบุญด้วย เจ้าหน้าที่พวกนี้จะหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่เป็นช่วงๆ มีตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน หรือ 12 เดือน ในยมโลก ซึ่งก็แล้วแต่บาปที่ตนกระทำไว้ เจ้าหน้าที่ในยมโลกมีหลักๆ ดังนี้

            พญายมราช เป็นกุมภัณฑ์ชั้นดี มีเครื่องประดับแบบเรียบๆ คล้ายชุดลำลองที่ใส่มาทำงาน มีบุญ มากกว่ากุมภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อื่นๆ มีหน้าที่วินิจฉัยบุญบาปของสัตว์นรก ทำหน้าที่สั่งการเหมือนเป็นหัวหน้าศาลอย่างเมืองมนุษย์

สุวรรณเลขา เป็นกุมภัณฑ์ชั้นดี มีหน้าที่ตรวจบัญชีบุญที่ทำจากแผ่นทองคำ

สุวานเลขา เป็นกุมภัณฑ์ชั้นดี มีหน้าที่ตรวจบัญชีบาป ที่ทำจากหนังสัตว์

ยมทูต เป็นกุมภัณฑ์ที่บุญน้อยลงมา มีหน้าดุดัน ตาโตแดง ผิวดำ นุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง มีหน้าที่ไปรับตัวผู้หมดอายุขัยในโลกมนุษย์มาสู่ยมโลก หรือผู้ที่มาจากอุสสทนรกมาสู่ยมโลก ซึ่งจะประกอบด้วยหัวหน้าชุด ผู้มีกำลังบุญมากกว่าทหารยมทูต มีเครื่องประดับเป็นสร้อยทองคำขนาดใหญ่ ในมือถือโซ่ตรวน ส่วนทหารยมทูตนั้นไม่มีเครื่องประดับ ในมือถืออาวุธ เวลาไปรับตัวกายละเอียด จะไปเป็นชุด 3 ตนบ้าง 5 ตนบ้าง 7 ตนบ้าง แล้วแต่ผู้ตายว่า มียศตำแหน่ง มีอำนาจในเมืองมนุษย์มากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นการข่มขวัญนั่นเอง

เจ้าหน้าที่ยมโลกทั่วไป เป็นกุมภัณฑ์ทั่วไป มีหน้าที่ควบคุมสัตว์นรก และลงโทษสัตว์นรก กรณีที่มีสัตว์นรกมาก กุมภัณฑ์ไม่เพียงพอ ก็จะมียักษ์ ครุฑ นาค พันธุ์ดุ ที่มีเศษกรรมประเภทนี้อาสามาช่วยงานด้วย

 

            ง. การพิพากษาบุญบาป เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่จะเรียกตัวสัตว์นรกที่มีกายเปลือยเปล่า เข้ารับการวินิจฉัยบุญบาป เจ้าหน้าที่จะคุมตัวเข้าไปนั่งต่อหน้าพญายมราช แล้วการวินิจฉัยก็เริ่มขึ้น โดยที่พญายมราชจะซักถามด้วยเสียงที่ดังน่าเกรงขาม ยกตัวอย่างการวินิจฉัยบุญบาป พญายมราชจะซักถามชื่อ ที่อยู่ ฯลฯ เมื่อซักถามเรื่องพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะถามเรื่องบุญและเรื่องบาป เช่น ถามว่า เจ้ารู้ไหม ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันว่า ไม่รู้ พญายมราชจะบอกว่า เพราะเจ้าทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ กายละเอียด ก็ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำ เมื่อปฏิเสธ พญายมราชจะสั่งให้สุวานเลขาเปิดบัญชีบาป บัญชีของสุวานเลขาก็จะมีภาพการกระทำของคนนั้นปรากฏ และภาพนั้นก็มาฉายอยู่หน้าบัลลังก์ของพญายมราช เป็นภาพในลักษณะที่ลอยออกมาจากฝาผนัง กายละเอียดจะเห็นการกระทำของตนเอง สมมุติว่า ดื่มเหล้าเมา ภาพปรากฏอยู่ที่สุวานเลขาก่อน แล้วก็มาปรากฏที่หน้าจอของพญายมราช เห็นภาพตนเองกำลังเมา เมาแล้ว ไปฆ่าสัตว์ ภาพฆ่าสัตว์เกิด ฆ่าแล้วเอามาขาย ขายแล้วซื้อเหล้ามาดื่ม ชวนเพื่อนขี้เมามากินเหล้าด้วยกัน พอเงินหมดก็ไปขโมยทรัพย์ เอาของไปขายแล้วเอาเงินมาซื้อเหล้า พอเมาได้ที่แล้วก็ร้องรำทำเพลง ภาพปรากฏขึ้นมาทั้งหมด หลอกกันไม่ได้เลย เมื่อสัตว์นรกเห็นภาพการกระทำของตนก็เศร้าซึม ใจหมอง

            เมื่อดูภาพบาปแล้ว พญายมราชจะถามว่า แล้วเจ้าเคยทำบุญอะไรบ้าง กายละเอียดตอบว่า จำไม่ได้ เพราะอยู่ตรงนั้นบรรยากาศต่างๆ จะทำให้กายละเอียดหวาดกลัว พญายมราชก็สั่งให้สุวรรณเลขาเปิดบัญชีบุญดู ปรากฏว่า ความดีที่ทำมีอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เคยเกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงวัว เพราะความเอ็นดู ทำทานกับสัตว์เดียรัจฉานอย่างเดียว ใจก็ได้ปลื้มมาก

เมื่อดูภาพทั้งบุญและบาปแล้ว พญายมราชสรุปว่า เจ้าทำบาปมาก เจ้าก็เห็นด้วยตัวของเจ้าเองแล้ว และญาติก็ไม่ได้ทำบุญส่งมาให้ ให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปลงโทษสมควรแก่กรรมต่อไป

            การวินิจฉัยบุญบาปของพญายมราชนี้ เพื่อให้โอกาสกายละเอียดนั้นได้นึกถึงบุญที่ตนทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ถ้าใครพอทำบุญมาบ้าง เมื่อภาพที่สุวรรณเลขาปรากฏ การที่จะนึกถึงบุญได้ก็มีมาก โอกาส ที่จะต้องไปเกิดในอบายภูมิก็น้อย แต่หากทำบาปมาก ทำบุญบ้างนิดหน่อย อย่างกรณีตัวอย่าง ทำแล้วไม่ถูกหลักการทำบุญในทางพระพุทธศาสนา ทำกับสัตว์เดียรัจฉานมีอานิสงส์น้อย เมื่อเทียบกับการทำบุญกับเนื้อนาบุญอย่างพระภิกษุสงฆ์ อย่างนี้มีโอกาสจะต้องไปรับโทษทัณฑ์ในนรกได้ เรื่องการซักถามบุญบาปของพญายมราชนี้ มีปรากฏใน เทวทูตสูตร นักศึกษาสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากพระสูตรดังกล่าว

 

            จ. ที่ตั้งและจำนวนของยมโลก จากบทที่ 1 นักศึกษาทราบแล้วว่า ยมโลกอยู่ใต้เขาตรีกูฏ ซึ่งเป็นที่รองรับเขาสิเนรุ และอยู่ในระนาบเดียวกับอุสสทนรก ยมโลกเป็นบริวารของมหานรกทั้ง 8 ขุม ในมหานรกแต่ละขุม มียมโลกล้อมรอบทิศละ 10 ขุม ทิศเบื้องหน้า 10 ขุม ทิศเบื้องหลัง 10 ขุม ทิศเบื้องขวา 10 ขุม ทิศเบื้องซ้าย 10 ขุม รวม 4 ทิศ เท่ากับ 40 ขุม รวมยมโลกของมหานรกทั้ง 8 ขุม มีจำนวนทั้งหมด 320 ขุม ยมโลก 10 ขุม ในทิศหนึ่งๆ ของมหานรกทั้ง 8 ขุมนั้น มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามลักษณะการทรมาน และมีชื่อเหมือนกันกับยมโลก 10 ขุม ในทิศอื่น และในขุมอื่นๆ ยมโลก 10 ขุม มีชื่อเรียก ดังนี้

1. โลหกุมภีนรก

2. สิมพลีนรก

3. อสินขนรก

4. ตามโพทกนรก

5. อโยคุฬนรก

6. ปิสสกปัพพตนรก

7. ธุสนรก

8. สีตโลสิตนรก

9. สุนขนรก

10. ยันตปาสาณนรก


            ฉ.รายละเอียดของยมโลกแต่ละขุม ต่อจากนี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจยมโลกแต่ละขุม ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร

ขุมที่ 1 โลหกุมภีนรก โลหกุมภีนรก คือ นรกหม้อเหล็กร้อน มีลักษณะเป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำร้อนเดือพล่านอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่บนเตาไฟนรก กุมภัณฑ์จับสัตว์นรกที่ข้อเท้า 2ทำตัวหนา ข้างแล้วเอาหัวคว่ำลง หย่อนทิ้งลงไปในหม้อเหล็ก สัตว์นรกได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส บางครั้งนายกุมภัณฑ์ก็เอาเชือกเหล็ก แดงลุกเป็นเปลวไฟ ไล่กระหวัดรัดคอแล้วบิดจนกระทั่งคอขาด เอาศีรษะที่ขาดลงไปทอดในหม้อเหล็กแดง สัตว์นรกก็ยังไม่ตาย มีหัวใหม่เกิดขึ้นมาอีก แล้วก็จะถูกกระทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะหมดกรรม บุพกรรมของสัตว์นรก คือ ทำกรรมฆ่าสัตว์ เช่น จับเอาสัตว์เป็นๆ มาใส่ลงในหม้อน้ำร้อนเพื่อเอามาทำเป็นอาหาร หรือไม่ก็ทำกรรมชั่วอย่างอื่น แต่ภายหลังสำนึกผิดจึงพยายามประกอบสิ่งที่เป็นกุศล


ขุมที่ 2 สิมพลีนรก สิมพลีนรก คือ นรกป่าไม้งิ้ว มีลักษณะเป็นป่าไม้งิ้ว ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมเป็นกรด ยาวประมาณ 16 องคุลี ลุกเป็นไฟเสมอไม่มีวันดับ นรกขุมนี้เต็มไปด้วยสัตว์นรกชายหญิง บางเวลาสัตว์นรกหญิงขึ้นไปคอยอยู่บนต้นงิ้วก่อน สัตว์นรกชายก็จะถูกนายนิรยบาลทุบตีด้วยหอก แหลน หลาว ขู่ตะคอกให้ขึ้นไป ด้วยความกลัวจึงต้องปีนป่ายต้นงิ้วจนเลือดสาดไปทั่วทั้งตัว จนสัตว์นรกต้องอ้อนวอนยมบาล ยมบาลก็ยิ่งกระหน่ำตี แทง ซ้ำลงไปอีก พอไปถึงปลายยอดงิ้วนั้น ทั้งๆ ที่เจ็บปวดปิ่มว่าจะขาดใจ สัตว์นรกหญิงพลันตกลงมาเบื้องล่างในทันที นายนิรยบาลก็จะใช้หอก หลาว ทิ่มแทง ขับไล่ไสส่งให้ป่ายปีนขึ้นไปอีก แม้เลือดเนื้อจะสาดท่วมตัวมากมายขนาดไหนก็ตาม สัตว์นรกชายหญิงก็จะเวียนปีนป่ายต้นงิ้วอยู่อย่างนั้น

            สัตว์นรกบางตัวในขณะที่กำลังป่ายปีนอยู่นั้น ก็จะถูกแร้งกาซึ่งมีปากเป็นเหล็กคอยจิก ทึ้ง อวัยวะน้อยใหญ่กินเป็นภักษาหาร ให้ได้รับความทุกข์ทรมานหนักยิ่งขึ้น ครั้นตกลงมาข้างล่างก็ถูกสุนัขนรกตัวใหญ่มหึมา รุมกัดกินเนื้อสัตว์นรกนั้น เป็นการสมทบช่วยทรมานสัตว์นรกอีกแรงหนึ่งบุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ได้ทำผิดศีลข้อที่ 3 คือ กาเมสุมิจฉาจาร คือ คบชู้ ถ้าเป็นชายก็เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น ถ้าเป็นหญิงก็เป็นชู้กับสามีของคนอื่น เป็นคนไม่มีหิริโอตตัปปะ ประพฤตินอกใจภรรยาสามี 

 

ขุมที่ 3 อสินขนรก ในนรกขุมนี้ สัตว์นรกมีรูปร่างพิกลพิการ เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ เป็นหอก เป็นจอบ เป็นเสียมอันคมกล้า เอาเล็บตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นภักษาหาร เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ชอบลักเล็กขโมยน้อย ในสถานที่ที่เป็นสาธารณะ ของที่เขาถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 

 ขุมที่ 4 ตามโพทกนรก ในนรกขุมนี้ มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงอยู่มากมาย พร้อมกับมีก้อนกรวด ก้อนหินปะปนอยู่ด้วยในหม้อเหล็กทุกๆ หม้อ นายนิรยบาลก็จะจับสัตว์นรกนั้นนอนหงายเหนือแผ่นเหล็กอันร้อนแรงด้วยเปลวไฟ แล้วเอาน้ำทองแดงพร้อมกับก้อนกรวดก้อนหิน กรอกเข้าปากสัตว์นรกนั้น อวัยวะต่าง ๆ ก็แตกเปื่อยพังทลาย แล้วก็เกิดขึ้นมารับกรรมอย่างนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะสิ้นกรรมบุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ดื่มสุราเมรัย แสดงอาการคล้ายกับคนบ้า วิกลจริต เป็นประจำ

 

 ขุมที่ 5 อโยคุฬนรก เป็นนรกที่เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงลุกเป็นไฟเกลื่อนกลาดไปหมด ไม่ว่าจะมองไปทางใด สัตว์นรก ต่างก็มีความหิวโหยอย่างสุดจะประมาณได้ ด้วยกรรมที่ทำเอาไว้ จึงทำให้สัตว์นรกเหล่านั้น เห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหารอันโอชะ รีบไปยื้อแย่งกันกิน พอเคี้ยวกลืนลงไป ก็ไหม้ไส้พุงให้ขาดกระจัดกระจายเรี่ยราดออกมาให้สัตว์นรกนั้นได้รับทุกขเวทนา บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์มีความโลภมาก เที่ยวป่าวประกาศบอกบุญให้คนเอาทรัพย์มาให้ จะเอาไปทำการกุศล แต่กลับนำเอาทรัพย์มาใช้สอยตามสะดวกสบายของตน การกุศลก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้ บางทีก็ไม่ทำเลย 

 

ขุมที่ 6 ปิสสกปัพพตนรก ในนรกขุมนี้ มีภูเขาใหญ่ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศ เป็นภูเขาที่เคลื่อนที่ได้ไม่หยุดหย่อน กลิ้งบดสัตว์นรกทั้งหลายให้ตาย แล้วก็กลับมีชีวิตขึ้นมาอีก แล้วก็ถูกกลิ้งบดทับอีก ให้ได้รับทุกข์ทรมานอย่างนี้ไปเรื่อยไม่ได้ว่างเว้น บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เคยเป็นเจ้าคนนายคน เช่น เป็นนายบ้าน เป็นนายอำเภอ เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง แต่ประพฤติตนเป็นอันธพาล กดขี่ข่มเหงราษฎร ทำให้ประชาชนพลเมืองเดือดร้อน เช่น ทุบตีเขา เอาทรัพย์เขามาให้เกินพิกัดอัตราที่กฎหมายกำหนด ครั้นตายไป จึงต้องมาเกิดอยู่ ในนรกขุมนี้ 

 

ขุมที่ 7 ธุสนรก ในนรกขุมนี้ สัตว์ที่มาเกิดล้วนแต่มีความหิวกระหาย วิ่งวุ่นกระเสือกกระสนไปทั่วทั้งนรก พอเห็นมีสระเต็มไปด้วยน้ำใสเย็นสะอาด ก็รีบวิ่งกระโดดลงเพื่อจะกิน อาบ พอดื่มกินเข้าไป น้ำตกถึงท้องก็กลายเป็นแกลบ เป็นข้าวลีบลุกเป็นเปลวไฟ แล้วไหม้ไส้ใหญ่ไส้น้อย ให้ได้รับความเจ็บปวด เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นพ่อค้าที่คดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ มีความโลภอยู่ในจิตใจอย่างมากมาย เอาของไม่ดีปนกับของดี เอาของแท้ปนกับของเทียม แล้วนำไปหลอกขายผู้อื่น จะต้องทนทุกข์อยู่ในนรกขุมนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม

 

 ขุมที่ 8 สีตโลสิตนรก ในนรกขุมนี้ มีน้ำเยือกเย็นยิ่งกว่าความเย็นทั้งหลาย สัตว์นรกเมื่อตกลงไปต้องตายด้วยความเย็น แต่ด้วยอำนาจของกรรมทำให้กลับมีชีวิตขึ้นมาอีก จากนั้นพากันคลานขึ้นมาข้างบน แต่นายนิรยบาลก็จับสัตว์นรกเหล่านั้น โยนลงไปในน้ำเย็นอีก ถูกความเย็นเบียดเบียนจนตายอีก ตายเกิดอย่างนี้ตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นผู้มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ เป็นคนใจบาปหยาบช้า ชอบจับสัตว์เป็นๆ ลงในบ่อเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย ทำเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายให้ได้รับความทุกข์ตายเพราะน้ำ

 

 ขุมที่ 9 สุนขนรก นรกขุมนี้เต็มไปด้วยสุนัขนรก เมื่อจำแนกก็จะมีสุนัขนรกอยู่ 5 เหล่า

1. สุนัขนรกดำ

2. สุนัขนรกขาว

3. สุนัขนรกเหลือง

4. สุนัขนรกแดง

5. สุนัขนรกด่าง

            บรรดาสุนัขนรกเหล่านั้น จะมีรูปร่างใหญ่โต น่ากลัว ส่งเสียงเห่าหอนดังเหมือนฟ้าลั่นฟ้าร้องก้องไปทั่วนรก สัตว์นรกที่เกิดในขุมนี้จะถูกสุนัขนรกไล่กัดอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะมีสุนัขนรกแล้วยังมีฝูงนกฝูงกา นกตะกรุมอีกมากมายหลายฝูง แร้งกา นกตะกรุมเหล่านั้นมีลักษณะแปลกประหลาด คือ ที่ปากและเท้าของมันมีเหล็กลุกแดงเป็นไฟ เวลาที่มันเห็นสัตว์นรกก็จะพากันมาจิกตรงลูกตา และแหวกอกสัตว์นรกทั้งหลายให้แตกทำลายกระจุยกระจาย แล้วก็เคี้ยวกิน แม้จะตายแล้ว ก็กลับฟื้นคืนชีพมาใหม่ แล้วก็รับการทรมานเหมือนอย่างเดิมอีก จนกว่าจะสิ้นกรรม

            บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ เป็นคนปากกล้า ด่าว่าบิดามารดา ปู่ย่าตายาย พี่ชาย พี่หญิง ด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบ หรือเมื่อโกรธขึ้นมา ก็ด่าว่าไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ แม้ผู้ทรงศีลธรรม มีสมณชีพราหมณ์ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เป็นต้น ไม่เลือกหน้าว่าจะเป็นใคร

 

ขุมที่ 10 ยันตปาสาณนรก

           นรกขุมนี้เป็นขุมสุดท้าย ในนรกมีภูเขา 2ทำตัวหนา ลูก เป็นภูเขานรกแปลกประหลาด คือ เป็นภูเขายนต์หันกระทบกันเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน กุมภัณฑ์มีร่างกายกำยำก็จะจับสัตว์นรกโยนเข้าไปในระหว่างเขาทั้ง 2 ภูเขาก็จะเคลื่อนกระทบกันในทันที ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้นก็จะแตกละเอียดป่นปี้ ด้วยแรงกระแทกของภูเขานั้น ถ้าจะเปรียบภูเขานรกนั้น เปรียบเหมือนกับหีบอ้อยฝนที่หีบอ้อยสดให้น้ำไหลออกมา ชีวิตก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกขุมนี้ ไม่รู้จักหมดสิ้น จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรมของสัตว์นรก คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ชายหญิง ได้ทุบตีด่าคู่ครองของตนด้วยความโกรธ ถ้าเป็นสามี เมื่อมีความโกรธก็ทุบตีด่าทอภรรยา ถ้าเป็นภรรยา เมื่อโกรธขึ้นมาก็ด่าว่าสามี คว้าไม้คว้ามีดไล่ตีไล่ฟัน แล้วก็คบชู้ประพฤตินอกใจ คบหาเป็นสามี ภรรยาของคนอื่นตามชอบใจ พอตายแล้วก็มาเสวยทุกข์อยู่ในนรกนี้

            เรื่องยมโลก เป็นเรื่องที่น่าศึกษา เพราะเป็นภพที่ใกล้กับมนุษย์ บางคนไม่เชื่อ แถมเอาเรื่องราวของพญายมราชมาล้อเล่นสนุกปากกันไป เป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากเราได้ติดตามข่าวสาร คงจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องคนที่ตายแล้วฟื้น โดยตายไป 7 วัน ได้พบเรื่องราวต่างๆ เหมือนฝัน แต่ว่ารู้สึกนาน แล้ว กลับมาเล่าว่า ถูกพาไปสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งน่ากลัว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจบัญชีรายชื่อกลับพบว่า ถูกนำไปผิดตัว ต้องนำกลับมาส่ง เพราะยังไม่หมดอายุขัย ท่านผู้นี้ก็คือ พันเอกเสนาะ ผู้ตายแล้วฟื้น ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังมากเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

            นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่หลายคนเคยได้ยินจากปู่ย่าตายาย เมื่อเวลาคนจะตาย บางคนหวาดกลัว เหมือนมีใครจะมาทำร้าย หรือมีผู้ชายชุดแดงมายืนอยู่ตรงหน้า เรื่องราวที่เล่ามานี้ บางครั้งถ้าไม่ได้ประสบพบเจอกับตัวเอง ก็ยากที่จะเชื่อ แต่ถึงแม้ว่าจะยังไม่เชื่อ ก็ควรเผื่อเหนียวด้วยการทำความดีให้มากๆ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต

 

--------------------------------------------------------------------------

จากหนังสือ DOU GL 102 ปรโลกวิทยา

อบายภูมิ