เศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี

วันที่ 03 กค. พ.ศ.2558

 

 

 

เศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี

            ครั้งพุทธกาล ณ กรุงพาราณสี มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกชายคนเดียว เศรษฐีตั้งใจทำงานหาเงินหาทองให้ลูก เก็บทรัพย์ได้ถึง 80 โกฏิกหาปนะ ค่าของเงินสมัยนั้นเปรียบเทียบกับปัจจุบันมากแค่ไหนลูงคิดดู

1 กหาปนะ                     =          4 บาท

1 โกฏิ                            =          10 ล้าน

80โกฏิกหาปนะ                         =          800 ล้านกหาปนะ

รวมเป็นเงิน 800 x4 บาท = 3,200 ล้านบาท( ค่าเงินในอดีตเทียบค่าเงินในปัจจุบันเพิ่มอีกหลายสิบเท่า )

            เศรษฐีเมื่อเก็บสะสมเงินไว้ให้ลูกแล้ว นึกว่าเรารักลูกอุตส่าห์ทำงานหาเงินขนาดนี้ลูกคงสบายแล้ว ไม่ต้องไม่ร่ำเรียนเขียนอ่านอะไร ให้ขับร้องฟ้อนรำทำเพลงก็พอเพื่อให้ลูกมีความสุข ให้ความสะดวกสบายทุกอย่าง ในขณะเดียวกันมีตระกูลเศรษฐีอีกครอบครัวหนึ่งมีลูกสาว คิดแบบเดียวกันเก็บเงินไว้ได้ 80 โกฏิเหมือนกัน จึงให้ลูกชายลูกสาว 2 คนแต่งงานกัน พอแต่งงานเสร็จเศรษฐีทั้ง 2 ตระกูลก็ละโลกนี้ไป เท่ากับว่า 2 สามีภรรยากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มกับเศรษฐีสาว มีทรัพย์รวมกันตั้ง 160 โกฏิกหาปนะ สมัยนั้น เท่ากับ 6,400ล้านบาท ซึ่งก็นับหลายหมื่นล้านในสมัยนี้

 

            ต่อมาไปหลงกลคนที่มาปอกลอก ชวนไปกินเหล้าหลงมัวเมาในอบายมุข ใช้จ่ายทรัพย์ที่พ่อแม่หามาจนค่อยๆ หมดไป อายุมากขึ้นก็ขายคฤหาสน์ ขายเรือกสวนไร่นาหมด จนกระทั่งไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีอาหารจะกิน ต้องถือกะลาไปขอทาน

            วันหนึ่ง พากันมายืนอยู่หน้าโรงฉัน คอยแบ่งเศษอาหารจากพระภิกษุ พระพุทธเจ้าเห็นแล้วก็แย้มพระโอษฐ์ ปกติพระพุทธเจ้าจะไม่หัวเราะ มีอะไรขึ้นมาพระองค์จะแย้มพระโอษฐ์ แสงมากระทบพระเขี้ยวแก้วเป็นประกายขึ้นมา พระอานนท์ตามเสด็จจะรู้ว่ามีเหตุเกิดขึ้น จึงกราบทูลถามพระองค์ว่า เกิดอะไรขึ้นหรือพระเจ้าข้า พระองค์จึงเล่าให้ฟังถึงสามีภรรยาคู่นี้ว่า

            ถ้าหากทั้งสองคน ช่วยกันขวนขวายทำการงานในช่วงปฐมวัย ต่อจากพ่อแม่ตนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมือง ถ้าหากออกบวชฝ่ายชายจะได้เป็นพระอรหันต์ ฝ่ายหญิงจะได้เป็นพระอนาคามี

            ถ้าเกิดขยันตอนมัชฌิมวัย อายุประมาณ 40 ปีเศษ กลับตัวกลับใจได้ จะกลายเป็นมหาเศษฐีอันดับ 2 ของเมือง ถ้าหากออกบวช ฝ่ายชายจะได้เป็นพระอนาคามี ฝ่ายหญิงจะได้เป็นพระสกิทาคามี

            ยังเพลิดเพลินต่อไปอีก มาขยันตอนอายุใกล้ 60 ปี จะได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเมือง ถ้าหากออกบวช ฝ่ายชายจะได้เป็นพระ สกิทาคามี ฝ่ายหญิงจะได้เป็นพระโสดาบัน

            แต่ตอนนี้ทั้งคู่ต่างตั้งอยู่ในความประมาท จนกระทั่งล่วงกาลผ่านวัย จึงต้องถือกะลามาขออาหารเลี้ยงชีพเช่นนี้

 

            ลองคิดดูว่า พ่อแม่อุตส่าห์ทำงานเหนื่อยยากเพื่อให้ลูกมีทรัพย์ไว้เลี้ยงชีพ แล้วลูกเป็นคนไม่ดี ถามว่าได้อะไร ในทางตรงข้ามไม่จำเป็นต้องเหลือทรัพย์ถึงฝ่ายละ 80 โกฏิหรอก เหลือเพียงโกฏิเดียวก็พอแล้ว แต่ได้ลูกเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ ขวนขวายในการทำงาน จะสามารถสร้างทรัพย์จากโกฏิหนึ่งเป็น 80 โกฏิได้เอง แต่ถ้าเลี้ยงลูกไม่ดี ให้สบายทุกอย่าง คิดไม่เป็น เอาเวลาทั้งชีวิตไปหาเงินเตรียมไว้ให้ลูก ท้ายสุดกลับไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ลูกและเงินที่ออมไว้

            เพราะฉะนั้น ให้เราวางเป้าหมายการหาทรัพย์เพื่อหาปัจจัย 4 ให้เพียงพอในการดำรงชีวิต ให้รับการศึกษาที่ดี และ มีเวลาสอนลูกให้เป็นคนดี ถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่ามากพอแล้ว สำหรับพ่ออแม่ที่จะทำเพื่อลูก อย่ามุ่งหาเงินจนกระทั่งไม่มีเวลาให้ลูกอย่างทุกวันนี้

 

            แม้ครอบครัวในชนบท พื้นฐานที่บอกว่า คือ ปัจจัย 4 กับทรัพย์ที่ส่งเสียให้ลูกได้รับการศึกษา โรงเรียนในปัจจุบัน เด็กเกิดลดลงมาก มีที่ว่างสำหรับเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษา ในโรงเรียนใกล้บ้านอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว และเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า เพราะถือว่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กไทยทุกคน คือ เรียนไปจนครบ 9 ปี สามารถต่อได้ถึงจนชั้นมัธยมปลาย ถ้าหากจะเรียนต่อในระดับสูงขึ้น ก็ยังมีทางเลือกเป็นลักษณะ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้อีก ที่เรียกกันว่า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

            ในขณะที่ครอบครัวฐานะปานกลาง หรือค่อนข้างดี อยากจะชดเชยเวลาให้กับลูก โดยพาไปฝากเข้าโรงเรียนในเมืองหรือโรงเรียนอินเตอร์ ค่าใช้จ่ายแพงๆ คาดหวังว่า จะชดเชยความรู้สึกผิดในใจที่ไม่มีเวลาให้ลูก คือ หวังให้ครูอาจารย์ช่วยสั่งสอนแทน ซึ่งอาจได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่จริงทั้งหมด เพราะ ต้นแบบที่ดีคือ พ่อแม่ที่เป็นคนขวนขวายทำงานทำการแบบขยัน อดทน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เหล้าเบียร์ไวน์ไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น ลูกก็จะซึมซับตัวอย่างดีๆ เหล่านั้นไป เพราะเห็นทุกวันกลายเป็นนิสัยติดตัว

 

            ประเด็นสำคัญ พ่อแม่บางคนรักลูกมาก แต่รักผิดวิธี รักลูกแล้วไปโอ๋ลูก คือรักกับโอ๋ไม่เหมือนกัน ถ้ารักจะต้องไม่เอาใจทุกอย่าง เช่น พอลูกเล่นของเล่นเสร็จทิ้งไว้เกลื่อนกลาด พ่อแม่ก็ตามเก็บหรือให้แม่บ้านไล่ตามเก็บ อย่างนี้ผิดวิธี ที่จริงต้องฝึกให้ลูกรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ เล่นเสร็จแล้วต้องเก็บของเข้าที่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ลูกเริ่มโตหน่อยให้จัดพับเก็บที่นอน หัดช่วยงานบ้าน ซักผ้า ถูบ้าน เลี้ยงน้อง

 

 

-----------------------------------------------------------------------

 "อย่ามโน รักแท้มันใหญ่มาก "
ผลงานโดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ 
วางแผงจำหน่ายแล้วที่ ร้านหนังสือชั้นนำดังต่อไปนี้
1.ร้านซีเอ็ดบุ๊ค
http://goo.gl/IG6uUz
2.ร้านนายอินทร์
http://goo.gl/e5JlbF
3.ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
http://goo.gl/iX2fZ3
4. ร้านคิโนะคูนิยะ
http://goo.gl/Xh0uua

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร