ชาดก 500 ชาติ รวมนิทานชาดกพร้อมภาพประกอบ คติธรรม ข้อคิดสอนใจ

ชาดก 500 ชาติ : ชาดก 500ชาติรวมชาดก 500 ชาติพร้อมภาพประกอบ  ข้อคิดสอนใจ

ชาดก คือ เรื่องราวหรือชีวประวัติในอดีตชาติของพระโคตมพุทธเจ้า คือ สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงนำมาเล่าให้พระสงฆ์ฟังในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงหลักธรรมสุภาษิตที่พระองค์ทรงประสงค์ เรียกเรื่องในอดีตของพระองค์นี้ว่า ชาดก ชาดกเป็นเรื่องเล่าคล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียกว่า นิทานชาดก

ชาดก 500 ชาติ :: อรรถกถาอินทริย ชาดกว่าด้วยดี ๔ ชั้น

อรรถกถา อินทริยชาดก

ว่าด้วย ดี ๔ ชั้น

 

                เสียงลมยามบ่ายพัดแผ่วผ่านร่มโพธิ์ใหญ่ในพระเชตวันมหาวิหาร ใบโพธิ์ไหวเอื่อยจนเกิดเสียงซู่ซ่าราวกับคลื่นน้ำเบาๆ พระพุทธองค์ประทับนิ่งใต้ร่มเงานั้น ทรงทอดพระเนตรไปยังภิกษุชรารูปหนึ่งที่นั่งหม่นหมองอยู่ข้างหน้าดวงตาของท่านคลอด้วยน้ำตา เหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่งในใจตนเอง

 

               ภิกษุรูปนั้น เดิมเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองสาวัตถี เคยมีบ้านใหญ่ ทรัพย์สินมาก และภรรยาที่รักยิ่งจนวันที่ได้ฟังธรรมจากพระศาสดา ใจของเขาเปิดกว้าง ละเรือนออกบวชด้วยความตั้งใจจะเดินตามทางแห่งความหลุดพ้น

 

              แต่ชีวิตในผ้ากาสาวพัสตร์ไม่ง่ายนัก...เขาได้แต่ภัตตกปลายจากบาตร — ข้าวเย็นเจือจาง หรืออาหารที่ไม่อร่อย บางวันก็แทบไม่มีจะฉันความหิว ความอ่อนแอ และความคิดถึงชีวิตเดิมเริ่มก่อตัวในใจ

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%871.png

 

              จนวันหนึ่ง เมื่อออกบิณฑบาตผ่านเรือนเก่า ภรรยาเก่าของเขาเห็นเข้าหญิงนั้นยังจำสามีได้ดี ดวงตาเธอสั่นระริกด้วยความสงสาร จึงเชื้อเชิญให้เข้ามาฉันอาหารโต๊ะอาหารวันนั้นเต็มไปด้วยของโปรดที่เคยร่วมกินด้วยกันในอดีตกลิ่นหอมของแกงโปรด กับรอยยิ้มอบอุ่นของคนเคยรัก ทำให้ใจของภิกษุสั่นไหว“อร่อยเหลือเกิน...” ท่านคิดในใจ “อร่อยกว่าที่เคยได้จากบาตรเป็นไหนๆ” เพียงรสเดียวในปาก ก็ปลุกความผูกพันเก่าที่เคยหลับใหลให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%873.png

 

              นางภรรยาเก่ารู้ดีว่าหัวใจของเขายังไม่ตัดขาด จึงลอง “ทดสอบใจ” วันหนึ่ง นางแสร้งทำทีสนุกสนานกับชายหนุ่มรูปงามต่อหน้าบ้านหัวเราะหยอกล้อราวหญิงสาววัยแรกรักภิกษุผู้ผ่านมาเห็นเข้า

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%874.png

 

              ใจสั่นสะเทือนดุจใบไม้ต้องพายุความหึง ความเจ็บ และความอยากกลับมาครอบงำเขายืนนิ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “เราจะ... สึก”

 

              วันนั้นเอง พระศาสดาทรงทราบเหตุทั้งหมดจึงตรัสเรียกภิกษุรูปนั้นมาพบ ทรงมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่มั่นคง “ดูก่อนภิกษุ มิใช่เพียงชาตินี้ที่เจ้าถูกหญิงนั้นครอบงำ แม้ในอดีตกาล เจ้าก็เคยสูญเสียฌานเพราะนาง แต่เมื่อได้อาศัยเรา เจ้าก็ฟื้นใจกลับมาได้อีกครั้ง”

 

               แล้วพระองค์ตรัสเล่าเรื่องในอดีต...นานมาแล้ว เมืองพาราณสีรุ่งเรืองด้วยวัดวาและเสียงสวดสาธยายกลางตลาดคึกคัก มีกลิ่นเครื่องหอมและเสียงคนขายเรียกลูกค้าเด็กๆ วิ่งเล่นไปตามตรอก เสียงระฆังจากวัดดังแว่วมาแต่ไกล

 

               ชายหนุ่มรูปงามชื่อ “โชติปาละ” บุตรของปุโรหิตใหญ่เป็นคนฉลาด มีแววตาลึก และชอบใคร่ครวญความจริงของชีวิต วันหนึ่งเขามองผู้คนในตลาด ทั้งคนรวยที่โลภ คนจนที่อิจฉา เขาคิดในใจ “มนุษย์ช่างดิ้นรนเพื่อสิ่งที่อยู่ไม่นานเลย”

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%872.png

 

              จากความคิดนั้น เขาจึงละเรือน ออกบวชเป็นฤๅษีไปอยู่ในป่าใหญ่ที่ท้าวสักกะเทวราชเนรมิตให้ป่าเงียบสงบ มีเสียงน้ำตกและกลิ่นดอกไม้ป่าลอยอ่อนในลมโชติปาละเจริญฌานจนจิตสงบเย็น มีศิษย์มากมายเคารพหนึ่งในศิษย์นั้น ชื่อ “นารทะ” เป็นฤๅษีหนุ่มผู้มีใจใสสะอาด แต่ยังไม่มั่นคงพอ

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%875.png

 

             วันหนึ่ง นารทะจำพรรษาอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ เช้าๆ จะเห็นหญิงสาวชาวบ้านมาอาบน้ำ สวมผ้าบางเปียกน้ำจนแสงแดดสะท้อนระยิบนางหนึ่งหัวเราะเบาๆ พลางสาดน้ำเล่นกับเพื่อน เพียงแววตาเดียว นารทะก็รู้ว่า... ใจตนเริ่มสั่น จิตที่เคยสงบเหมือนผิวน้ำในสระ กลับปั่นป่วนดุจคลื่นหลังฝนเขาพยายามภาวนา แต่ภาพหญิงนั้นกลับไม่เลือน ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่พูดกับใครเจ็ดวัน

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%877.png

 

            พี่ชายของเขา “กาฬเทวิลดาบส” รู้ด้วยญาณ รีบมาหาเห็นน้องซีดเซียวเหมือนคนป่วย จึงถามว่า“นารทะ เจ้าเป็นอะไร ทำไมไม่ภาวนา ไม่ฉันอาหาร” นารทะหลบตา พูดเพียงว่า “ไม่มีอะไร”

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%876.png

           

            กาฬเทวิลรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา จึงไปเชิญอาจารย์ใหญ่ “สรภังคดาบส” มาด้วยตนเองเมื่อมาถึง สรภังคมองเพียงครั้งเดียวก็รู้ความท่านพูดอย่างสงบ “นารทะ... เธอตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ใช่ไหม”เพียงคำนั้น น้ำตาของนารทะก็ร่วงเผาะเขาคุกเข่าลง “ใช่ครับ อาจารย์... ข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว”

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%878.png

 

           สรภังคพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ลูกเอ๋ย... สุขจากกาม เหมือนไฟที่อุ่นเพียงครู่ แต่สุดท้ายเผาใจให้ไหม้ แต่สุขจากความสงบ แม้จะต้องผ่านความยากลำบากก่อน ก็เย็นยั่งยืนกว่า”

 

            นารทะฟังแล้วเงียบไปนาน น้ำตาไหลอย่างสำนึก “ข้าพเจ้าอ่อนแอเกินไป อาจารย์ ข้าพเจ้าฝึกใจไม่ได้” สรภังคยิ้มบางๆ “ไม่มีใครฝึกใจได้ในวันเดียว แต่ทุกครั้งที่เจ้าล้ม แล้วลุกขึ้นอีกครั้ง นั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริง”

 

            เมื่อจิตของนารทะเริ่มสงบ กาฬเทวิลกล่าวต่อว่า “คนขยันทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต — นั่นคือดีชั้นหนึ่ง ผู้แบ่งปันทรัพย์ให้ผู้มีธรรม — ดีชั้นสอง ได้ลาภแล้วยังไม่หลง — ดีชั้นสาม เสื่อมลาภแล้วไม่ทุกข์ — ดีชั้นสี่ ผู้มีดีทั้งสี่นี้ ย่อมไม่พ่ายต่ออินทรีย์ใดๆ เลย”

 

            สรภังคดาบสพยักหน้า “ใช่แล้ว ลูกเอ๋ย...ผู้ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ ไม่มีใครเลวไปกว่านั้นแต่ผู้ชนะใจตน แม้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีชื่อเสียง ก็ประเสริฐที่สุด” นารทะกราบอาจารย์ น้ำตาไหลด้วยความเบาใจเขากลับไปบำเพ็ญเพียรใหม่ และในที่สุดก็ได้ฌานคืน

 

            พระศาสดาตรัสจบเรื่องนี้ภิกษุชราผู้เคยคิดสึกนั่งฟังเงียบๆ ดวงตาเปียกชื้นแต่ครั้งนี้ น้ำตาไม่ได้มาจากความเศร้า — มาจากความโล่งใจภิกษุนั้นพนมมือ ก้มลงกราบ น้ำตาแห่งศรัทธาไหลรินใจที่เคยสั่นไหว กลับสงบนิ่งราวผิวน้ำยามเช้าเสียงลมพัดผ่านร่มโพธิ์อีกครั้งเหมือนธรรมะของพระศาสดาได้ปลอบโยนใจผู้คนให้เย็นทั่วทั้งพระเชตวัน...

 

“ในกาลนั้น นารทะดาบส คือตัวภิกษุนี้เอง” พระองค์ตรัส
“
สรภังคดาบส คือ เราตถาคต ”

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

* * ชาดก 500 ชาติ แนะนำ * *

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล