มายามรณะ

วันที่ 22 พค. พ.ศ.2562

เรื่อง มายามรณะ

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี พระองค์มีพระโอรส ๑๐๐ องค์ ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายพระองค์ ฉันในพระราชวัง พระราชกุมารองค์เล็กสุดของพระราชา กระทำหน้าที่ไวยาวัจกรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
วันหนึ่งพระราชกุมารทรงดำริว่า พี่ชายของเรามีมาก เราจะได้ราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ในพระนครนี้หรือไม่หนอ. ครั้นแล้วพระองค์ได้มีปริวิตกว่า ควรถามพระปัจเจกพุทธเจ้าดู ในวันที่ ๒ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมากันแล้ว ท่านถือเอาธมกรกมากรองน้ำสำหรับดื่ม ล้างเท้า ทาน้ำมัน ในระหว่างที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ฉันของเคี้ยว จึงบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง มีพระดำรัสถามความนั้น
ทีนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นได้บอกกะท่านว่า ดูก่อนกุมาร พระองค์จะไม่ได้ราชสมบัติในพระนครนี้แต่จากพระนครนี้ไป ๑๒๐ โยชน์ ในคันธารรัฐ มีพระนครชื่อว่า ตักกสิลา ถ้าท่านไปในพระนครนั้น จะต้องได้ราชสมบัติ ในวันที่ ๗ นับจากวันนี้ แต่ระหว่างทาง ในดงดิบใหญ่มีอันตรายอยู่ หากอ้อมดงนั้นไป จะไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ เมื่อไปตรงก็เป็นทาง ๕๐ โยชน์ ข้อสำคัญทางนั้นชื่อว่า อมนุสสกันดาร ในย่านนั้น ฝูงยักษิณีพากันเนรมิตบ้านและศาลาไว้ในระหว่างทาง ตกแต่งที่นอนอันมีค่า บนเพดานแพรวพราวไปด้วยดาวทอง แวดวงม่านอันย้อมด้วยสีต่าง ๆ ตกแต่งอัตภาพด้วยเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ พากันนั่งในศาลาทั้งหลาย หน่วงเหนี่ยวเหล่าบุรุษผู้เดินทางไปด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน พากันเชื้อเชิญว่า ท่านทั้งหลายปรากฏดุจดังคนเหน็ดเหนื่อย เชิญมานั่งบนศาลานี้ ดื่มเครื่องดื่มแล้วค่อยไป เถิด แล้วให้ที่นั่งแก่ผู้ที่มา พากันเล้าโลม ด้วยท่าทีอันยียวน ทำให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลส เมื่อได้ร่วมอภิรมย์กับตนแล้ว ก็พากันเคี้ยวกินพวกนั้นเสียในที่นั้นเอง พวกนางยักษิณีจะคอยจับมนุษย์ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ด้วยรูปนั่นแหละ ผู้มีเสียงเป็นอารมณ์ด้วยเสียงขับร้องบรรเลงอันหวานเจื้อยแจ้ว ผู้มีกลิ่นเป็นอารมณ์ด้วยกลิ่นทิพย์ ผู้มีรสเป็นอารมณ์ด้วยโภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆดุจรสทิพย์ ผู้มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ ด้วยที่นอนดุจที่นอนทิพย์เป็นเครื่องลาดมีสีแดงทั้งสองข้าง ถ้าพระองค์ไม่ทำลายอินทรีย์ทั้ง ๕ แลดูพวกมัน คุมสติมั่นคงไว้เดินไป จะได้ราชสมบัติในพระนครนั้นในวันที่ ๗ แน่.
พระราชกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เรื่องนั้นจงยกไว้ ข้าพเจ้ารับโอวาทของพระคุณเจ้าทั้งหลายแล้ว จะแลดูพวกมันทำไม ? ดังนี้แล้วขอให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทำพระปริต รับทรายเสกด้วยพระปริต และด้ายเสกด้วยพระปริต บังคมลาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระราชมารดา พระราชบิดา เสด็จไปสู่พระราชวัง ได้ตรัสกะคนของพระองค์ว่า เราจักไปครองราชสมบัติในพระนครตักกสิลาพวกเจ้าจงอยู่กันที่นี่เถิด.
ครั้งนั้นคนทั้ง ๕ กราบทูลพระราชกุมารว่า แม้พวกข้าพระองค์ก็จักตามเสด็จไป
พวกเจ้าไม่อาจตามเราไปได้ดอก ได้ยินว่า ในระหว่างทางพวกยักษิณีคอยเล้าโลมพวกมนุษย์แล้วจับกินเป็นอาหาร มีอันตรายอย่างใหญ่หลวง เราเตรียมตัวไว้แล้วจึงไปได้
ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพวกข้าพระบาทนั้นตามเสด็จพระองค์ จักแลดูรูปที่น่ารักทำไม แม้พวกข้าพระบาท ก็จะไปในที่นั้นได้เหมือนกัน.
พระราชกุมารตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วพาคนทั้ง ๕ หล่านั้นเสด็จไป.
ฝูงยักษิณีพากันเนรมิตบ้านเรือน นั่งคอยอยู่ก่อน ในคนเหล่านั้น คนที่ชอบรูป แลดูยักษิณีเหล่านั้นแล้ว มีจิตผูกพันในรูปารมณ์ ชักจะล้าหลังลงหน่อยหนึ่ง
พระราชกุมารตรัสว่า ทำไมเจ้าจึงเดินล้าหลังลงไปเล่า ?
ข้าแต่สมมติเทพ เท้าของข้าพระบาทเจ็บ ขอนั่งพักในศาลาสักหน่อยแล้วจะตามไปพระเจ้าข้า.
นั่นมันฝูงยักษิณี เจ้าอย่าไปปรารถนามันเลย
ข้าแต่สมมติเทพ จะเป็นอย่างไรก็เป็นเถิด ข้าพระบาททนไม่ไหว
ถ้าเช่นนั้น เจ้าจักรู้เอง ทรงพาอีก ๔ คนเดินทางต่อไป
คนที่ชอบดูรูปได้เข้าไปพวกมัน เมื่อได้อภิรมย์กับตนแล้ว พวกมันก็ฆ่าเขาที่นั้นเอง แล้วไปดักข้างหน้า เนรมิตศาลาหลังอื่นไว้ นั่งถือเครื่องดนตรีต่าง ๆ ขับร้องอยู่
ในคนเหล่านั้น คนที่ชอบเสียงก็ล้าหลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย. แล้วพากันไปดัก
ข้างหน้า จัดโภชนะดุจของทิพย์ มีรสเลิศนานาชนิดไว้เต็มภาชนะนั่งเปิดร้านขายอาหาร ถึงตรงนั้น คนที่ชอบรสก็ชักล้าลงพวกมันพากันกินคนนั้นเสีย แล้วไปดักข้างหน้า ตกแต่งที่นอนดุจที่นอนทิพย์ นั่งคอยอยู่ก่อน
ถึงตรงนั้น คนที่ชอบโผฏฐัพพะ ก็ชักล้าลง พวกมันก็พากันกินเขาเสียอีก.เหลือแต่พระราชกุมารพระองค์เดียวเท่านั้น.
ครั้งนั้นนางยักษิณีตนหนึ่ง คิดว่า มนุษย์คนนี้มีมนต์ขลังนัก เราจักกินให้ได้ แล้วเดินตามหลังพระราชกุมารไปเรื่อย ๆ ถึงปากดง
พวกที่ทำงานในป่า ก็ถามนางยักษิณีว่า ชายคนที่เดินไปข้างหน้าเป็นอะไรกับเธอ  
นางยักษิณีตอบว่า เป็นสามีหนุ่มของดิฉันเจ้าค่ะ.
พวกคนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า พ่อมหาจำเริญกุมาริกานี้อ่อนแอถึงอย่างนี้ น่าถนอมเหมือนพวงดอกไม้ ผิวก็งามเหมือนทอง ทอดทิ้งตระกูลของตนออกมาเพราะรักคิดถึงท่านจึงยอมติดตามมา เหตุไรท่านจึงปล่อยให้นางลำบาก ไม่จูงนางไปเล่า
พระราชกุมารตรัสว่า ท่านทั้งหลาย นั่นไม่ใช่เมียของเรา นั่นมันยักษิณีต่างหาก คนของ
เรา ๕ คน ถูกมันกินไปหมดแล้ว
ยักษิณี กล่าวว่า พ่อเจ้าประคุณทั้งหลาย ธรรมดาผู้ชายในยามโกรธ ก็กระทำเมียของตนให้
เป็นนางยักษ์ก็ได้ เป็นนางเปรตก็ได้
นางยักษิณีเดินตามมา แปลงเป็นหญิงมีครรภ์ จากนั้นแปลงเป็นหญิงแม่ลูกอ่อน อุ้มบุตรใส่สะเอวเดินตามพระราชกุมารไป คนที่เห็นต่างก็พากันถามตามนัยก่อนทั้งนั้น แม้พระราชกุมารก็ตรัสอย่างนั้นตลอดทาง จนถึงพระนครตักกสิลา มันทำให้ลูกหายไป ติดตามไปแต่คนเดียว
พระราชกุมารเสด็จถึงพระนครแล้ว ประทับนั่ง ณ ศาลาหลังหนึ่ง ฝ่ายนางยักษิณีนั้นเล่า ไม่อาจเข้าไปได้ด้วยเดชของพระราชกุมาร จึงเนรมิตรูปเป็นนางฟ้า ยืนอยู่ที่ประตูศาลา.
สมัยนั้น พระราชากำลังเสด็จออกจากพระนครตักกสิลาไปสู่พระอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นนางยักษิณี ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ ตรัสใช้ราชบุรุษว่า ไปถามซิ นางคนนี้มีสามีหรือไม่มี ?
พวกราชบุรุษเข้าไปหานางยักษิณี ถามว่า เธอมีสามีแล้วหรือ ?
นางตอบว่า เจ้าค่ะ ผู้ที่นั่งอยู่บนศาลาคนนี้เป็นสามีของดิฉัน.
พระราชกุมารตรัสว่านั่นไม่ใช่เมียของข้าพเจ้า มันเป็นนางยักษิณี คนของข้าพเจ้า ๕ คน ถูกมันกินเสียแล้ว
ฝ่ายนางยักษิณีกล่าวว่า ท่านเจ้าค่ะธรรมดาผู้ชายในยามโกรธ ก็จะพูดเอาตามที่ใจตนปรารถนา.
ราชบุรุษกราบทูลคำของคนทั้งสองแด่พระราชา.
พระราชารับสั่งว่า ธรรมดาสิ่งของไม่มีเจ้าของ ย่อมตกเป็นของหลวง แล้วตรัสเรียกยักษิณีมาให้นั่งเหนือพระคชาธาร ร่วมกับพระองค์ทรงกระทำประทักษิณพระนคร แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงสถาปนามันไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี เสด็จสรงสนานแต่งพระองค์เรียบร้อย เสวยพระกระยาหารในเวลาเย็นแล้ว ก็เสด็จขึ้นพระแท่นที่สิริไสยาสน์
นางยักษิณีนั้นเล่า กินอาหารที่ควรแก่ตนแล้ว ตกแต่งประดับประดาตน นอนร่วมกับพระราชาเหนือพระแท่นที่บรรทมอันมีสิริ เวลาที่พระราชาทรงเปี่ยมไปด้วยความสุขเพราะอำนาจความรื่นรมย์ ทรงบรรทมแล้ว ก็พลิกไปทางหนึ่ง ทำเป็นร้องไห้
พระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เจ้าร้องไห้ทำไม ?
ทูลกระหม่อมเพคะ กระหม่อมฉันเป็นผู้ที่พระองค์ทรงพบที่หนทางแล้วทรงพามา อนึ่งเล่าในพระราชวังของพระองค์ ก็มีหญิงอยู่เป็นอันมาก กระหม่อมฉันเมื่ออยู่ในกลุ่มหญิงที่ร่วมบำเรอพระบาท เมื่อเกิดพูดกันขึ้นว่าใครรู้จัก มารดา บิดา โคตร หรือชาติของเธอเล่า เธอนะพระราชาพบในระหว่างทาง แล้วทรงนำมา  นั่นจะเหมือนถูกจับศีรษะบีบ ต้องเก้อเขินเป็นแน่ ถ้าพระองค์พระราชทานความเป็นใหญ่ และการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นทั้งสิ้น แก่หม่อมฉัน ใคร ๆ ก็ไม่อาจกำเริบจิตกล่าวกับหม่อมฉันได้เลย.
นางผู้เจริญ ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น มิได้เป็นสมบัติของฉันทั้งหมด แต่ชนเหล่าใดละเมิด
พระราชกำหนดกฎหมาย กระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เราเป็นเจ้าของคนพวกนั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจให้ความเป็นใหญ่ และการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นทั้งสิ้นแก่เธอได้
ทูลกระหม่อมเพคะ ถ้าพระองค์ไม่สามารถจะพระราชทานการบังคับในแว่นแคว้น หรือในพระนคร ก็ขอได้โปรดพระราชทานอำนาจเหนือปวงชนผู้รับใช้ข้างใน ภายในพระราชวัง เพื่อให้เป็นไปในอำนาจของหม่อมฉันเถิดเพคะ
พระราชาทรงติดพระทัยในสัมผัสอันเป็นทิพย์เสียแล้ว ไม่สามารถจะละเลยถ้อยคำของนางได้จึงตรัสว่า ตกลงนางผู้เจริญ เราขอมอบอำนาจในหมู่ชนผู้รับใช้ภายในแก่เธอ เธอจงควบคุมคนเหล่านั้นให้เป็นไปในอำนาจของตนเถิด
นางยักษิณีรับคำว่าดีแล้วเพคะ พอพระราชาบรรทมหลับสนิท ก็ไปเมืองยักษ์ชวนพวกยักษ์มา ยังพระราชาให้ถึงชีพิตักษัย เคี้ยวกินหนังเนื้อและเลือดจนหมด เหลือไว้แต่เพียงกระดูก พวกยักษ์ที่เหลือก็พากันเคี้ยวกินคนและสัตว์ตั้งต้นแต่ไก่และสุนัข ภายในวังตั้งแต่ประตูใหญ่จนหมด เหลือไว้แต่กระดูก
รุ่งเช้าพวกคนทั้งหลาย เห็นประตูวังยังปิดไว้ตามเดิม ก็พากันพังบานประตูแล้วชวนกันเข้าไปภายใน เห็นพระราชวังทุกแห่งหน เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก จึงพูดกันว่า บุรุษคนนั้น พูดไว้เป็นความจริง หญิงนั้นเป็นยักษิณี แต่พระราชาไม่ทรงทราบอะไร ทรงพามันมาแต่งตั้งให้เป็นมเหสีของพระองค์ พอค่ำมันก็ชวนพวกยักษ์มากินคนเสียหมดแล้วไปเสีย เป็นแน่.
     ในวันนั้นพระราชกุมาร ทรงใส่ทรายเสกพระปริตที่ศีรษะ วงด้ายเสกพระปริต ทรงถือพระขรรค์ประทับยืนอยู่ในศาลานั้น จนรุ่งอรุณ.
พวกมนุษย์พากันทำความสะอาดพระราชนิเวศน์ ฉาบสีเหลือง ประพรมข้างบนด้วยของหอมโปรยดอกไม้ ห้อยพวงดอกไม้ อบควัน ผูกพวงดอกไม้ใหม่ แล้วปรึกษากันว่า เมื่อวานนี้บุรุษนั้นไม่ได้กระทำแม้เพียงแต่จะทำลายอินทรีย์ มองดูยักษิณีอันจำแลงรูปดุจรูปทิพย์เดินมาข้างหลังเลย เขาเป็นผู้ประเสริฐยิ่งนัก หนักแน่น สมบูรณ์ด้วยญาณ เมื่อบุรุษเช่นนั้น ปกครองแว่นแคว้น รัฐสีมามณฑลจักมีแต่สุขสันต์ พวกเราจงทำให้เขาเป็นพระราชาเถิด.
ครั้งนั้นพวกอำมาตย์และชาวเมืองทุกคน ร่วมกันเป็นเอกฉันท์ เข้าไปเฝ้าราชกุมาร กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เชิญพระองค์ทรงครองราชสมบัตินี้เถิด พระเจ้าข้า.  เชิญเสด็จเข้าสู่พระนครแล้ว
เชิญขึ้นประทับเหนือกองแก้ว อภิเษกให้เป็นพระราชาแห่งตักกสิลานคร. ท้าวเธอทรงเว้นอคติ ๔ ตั้งอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม.
จบเรื่อง มายามรณะ

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย