แก้กดลูกนัยน์ตา

วันที่ 18 กค. พ.ศ.2568

18-7-68_14b%281%29.png

แก้กดลูกนัยน์ตา

 

ปรับกาย-ปรับใจ

                        เมื่อเราบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ทุกคนตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ

 

                        ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ

 

                        หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา

 

                        แล้วทําใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทําใจให้ว่างๆ นะลูกนะ

 

ทางเดินของใจ ๗ ฐาน

                        สมมติว่า ภายในร่างกายของเราปราศจากอวัยวะ ไม่มีมันสมอง ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้สมมติว่าเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรงกลวงภายใน คล้ายท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ

 

                        คราวนี้ เราก็มาทบทวนหลักวิชชาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้อบรมสั่งสอนมา เราจะต้องให้ความสําคัญตรงนี้นะ ท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องทางเดินของใจ ไม่ว่าจะไปเกิดหรือมาเกิด มีทั้งหมด ๓ ฐาน ต้องรู้จัก ต้องทําความคุ้นเคยเอาไว้

 

                        ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา

 

                        ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตา ตรงหัวตาที่น้ำตาไหล ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา

 

                        ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรา

 

                        ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสําลัก

 

                        ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก

 

                        ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้อง ระดับเดียวกับสะดือของเรา

 

                        สมมติว่าหยิบเส้นด้าย ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองติดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖

 

                        ฐานที่ ๗ สมมติว่าเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกันนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น และเป็นเส้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน

 

                        ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ สำคัญนะลูกนะ จำให้ดีว่าอยู่ตรงนี้ซึ่งจะเห็นได้ชัดต่อเมื่อใจของเราหยุดนิ่งๆ ถูกส่วนสมบูรณ์ ๑๐๐เปอร์เซ็นต์ เมื่อเราเริ่มต้นฝึกฝนใหม่ใจยังหยุดไม่สนิท ก็จะยังไม่เห็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นจำง่ายๆ ว่าอยู่ตรงกลางท้อง ในตำแหน่งที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจําง่ายๆกว่านี้อีกก็คือ อยู่กลางท้อง ตรงจุดที่เรามีความรู้สึกว่า สบาย จำง่ายๆ แค่นี้พอ

 

บริกรรมนิมิต

                        ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากนํ้า ภาษีเจริญ ท่านสอนให้ตรึกนึกถึงดวงใสๆ คล้ายเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ โตเท่ากับแก้วตาของเรา

 

                        ตรีก คือ การนึกอย่างสบายๆ ถึงดวงใสที่กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใส บริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ โตเท่ากับแก้วตา

 

บริกรรมภาวนา

                        แล้วท่านก็ให้ประกอบบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ พร้อมกับตรึกนึกถึงดวงใส ให้ภาวนาว่า สัมมาอะระหัง ทุกครั้งที่ภาวนาท่านก็ให้ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใส

 

                        ภาวนาอย่างนี้เรื่อยไป กี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง แล้วก็จะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการที่คล้ายกับลืมภาวนา คือใจไม่ฟุ้ง หรือเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนาต่อ นี่คือสิ่งที่ท่านแนะนําเอาไว้ เป็นหลักวิชชาซึ่งต้องจำเอาไว้

 

นึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยเป็นบริกรรมนิมิต

                        อีกวิธีหนึ่งที่ท่านแนะนํานาคในโบสถ์ ซึ่งหลวงพ่อก็แนะนําไปทุกวัน แต่เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกวัน ก็จะต้องย้ำเตือนซ้ำๆ บ่อยๆ คนไหนเคยได้ยินแล้วก็อย่าเบื่อนะลูกนะ เพราะต้องให้โอกาสกับสมาชิกใหม่ของเรา จะได้ไปทําได้ถูกต้อง ทําเป็นก็จะได้เห็นภาพ

 

                        ท่านสอนให้นึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าเราจะคุ้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เรื่องผลหมากรากไม้ เรื่องเพชรนิลจินดา ค้าขายอะไรหรือคุ้นเคยจ๋าเจอยู่กับสิ่งใด เห็นเจนตา ท่านบอกว่าเริ่มต้นจากตรงนั้นก็ได้

 

                        เช่น จะนึกถึงชาลาเปาก็ได้ ถ้าเราค้าขายซาลาเปาไส้หวานไส้เค็ม เราก็รู้อยู่ ถ้าค้าขายผลไม้ก็นึกถึงทุเรียน นึกถึงเงาะนึกถึงมังคุด ลองกอง มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ อะไรก็ได้ทั้งนั้นนึกอย่างสบายๆ หรือจะนึกถึงไข่มุก นึกถึงเพชรถึงพลอย อะไรก็ได้ที่เราคุ้นเคย

 

นึกปอยผม

                        เหมือนอย่างที่ท่านสอนนาคที่อยู่ในโบสถ์ ท่านให้นาคนึกถึงปอยผมที่ปลงเมื่อเช้า จําให้ติดตาติดใจ นํามาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นาคนั่งอยู่ในท่าคุกเข่าพนมมือ ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถนัดแต่ก็ไม่ขัดต่อการเจริญสมาธิภาวนา พวกเรายังนั่งสบายกว่าด้วยซ้ำไป

 

                        ให้นาคนึกถึงปอยผม เอามาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้อง นาคก็ไม่ได้รู้จักว่า ฐานที่ ๗ อยู่ตรงไหน อย่างไรเพราะว่าใจยังไม่หยุด จึงไม่เห็น ก็สมมติว่าอยู่กลางท้อง นาคเลยนึกภาพปอยผมมาตั้งไว้กลางท้อง นึกใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยชัดหรอกรัวๆ รางๆ นุ่มๆ ค่ำๆ ไม่ชัด แต่ก็นึกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆแม้จะนั่งคุกเข่าพนมมือก็ตาม

 

                        จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง ไม่แวบไปคิดเรื่องอื่น ปอยผมที่นึกเป็นมโนภาพก็ชัดขึ้นมา เปลี่ยนจากการนึกเป็นการเห็นจริงๆเหมือนซีรอกซ์หรือก๊อบปี้ หรือจําลองภาพปอยผมเข้าไปไว้ในกลางท้อง เห็นปอยผมเป็นสีดำา โคนชี้ไปทางไหน ปลายชี้ไปทางไหนชัดเจนทีเดียว

 

                        นาคก็กราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านก็แนะนำด้วยวิธีเดิมว่าให้เอาใจหยุดกับนิ่งอย่างเดียว หยุดเรื่อยไป มองเรื่อยไปที่ปอยผมนั้น อย่าไปนึกเรื่องอื่น ท่านบอกให้นึกอย่างสบายๆ ดูเรื่อยไปนาคก็ทําตามคําสั่งสอนของท่าน โดยไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น

 

                        พอถูกส่วนเข้า ปอยผมก็เปลี่ยนสี จากสีดำาเป็นสีใส ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชรทีเดียว แต่ก็ยังทรงรูปร่างเดิมเอาไว้ว่า โคนไปทางไหน ปลาย ไปทางไหน ก็ยังทางเดิมอยู่ ก็ได้กราบเรียนให้ท่านทราบ

 

                        ท่านแนะนําว่า ให้หยุดใจต่อไปอีก ให้นิ่งๆ ไว้ ทําใจเฉยๆสบายๆ หยุดอยู่กลางปอยผมใสๆ นาคก็ทำตามไป

 

                        พอถูกส่วนเข้าก็ตกศูนย์วูบไปเลย ภาพปอยผมหายไป ตกศูนย์ไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ แล้วก็ดึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ลอยขึ้นมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เห็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ชัดเจนศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ก็เห็นชัดเจนด้วย แล้วก็เห็นดวงใสๆ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ลอยขึ้นมาแทนที่ ใสบริสุทธิ์ทีเดียว ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า ใสเหมือนเพชร

 

                        นาคก็กราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านบอก เออ ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปจะได้มอบผ้ากาสาวพัสตร์ให้ไปครอง แล้วจะได้ประกอบพิธีญัตติจตุตถกรรม เป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

 

                        ให้จําปฐมมรรคนั้นเอาไว้ให้ดี ทำหยุดทำนิ่งไว้กลางดวงนั้นจะได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชในคราวนี้คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง จะบวชสั้นบวชยาวไม่สําคัญ แม้ว่าบวชเพียงวันเดียว เช่น บวชหน้าไฟ ก็จะต้องตั้งเป้าหมายว่า บวชเพื่อทําพระนิพพานให้แจ้ง อย่างนี้ถึงจะถูกวัตถุประสงค์ของการบวชไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดเลย แล้วจะไปสู่พระนิพพานได้

 

                        จะทำพระนิพพานให้แจ้งได้นั้น ต้องได้ปฐมมรรคตรงนี้เสียก่อน เห็นดวงใสโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่เกิดขึ้นตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เอาใจหยุดเรื่อยไป จะเข้ากลางไปสู่ภายในได้ จะไปพบดวงธรรมในดวงธรรม พบกายในกาย กายภายในในกายภายใน แล้วก็จะพบกายธรรม ซึ่งเป็นตัวพุทธรัตนะ จะเข้าถึงธรรมรัตนะ แล้วก็สังฆรัตนะ ได้ชื่อว่า เข้าถึงพระรัตนตรัย ถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง พอหยุดใจต่อไปก็จะไปสู่จุดหมายปลายทางคือ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้

 

 

                        ท่านอบรมสั่งสอนอย่างนี้ ซึ่งนาคเมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมกาย ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว บวช ๒ ชั้น ข้างนอกบวชแบบญัตติจตุตถกรรมข้างในบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทา เข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอยู่ภายใน มีความสุขมาก

 

ต้องให้โอกาสตัวเอง

                        ลูกหลวงพ่อทุกคนก็เช่นเดียวกัน มีบุญบารมีที่สั่งสมอบรมมาอย่างดีแล้ว ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ก็มีอยู่ วิธีการปฏิบัติและผู้สอนก็ยังมีอยู่ ถ้าหากให้โอกาสกับตัวเองปฏิบัติธรรม แล้วทำให้ถูกวิธี ให้สม่ำเสมอ ต้องเข้าถึงอย่างแน่นอน และจะฝันในฝันเป็นในที่สุด

 

                        เพราะฉะนั้น จะต้องรู้ว่าเรามีบุญ เรามีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว มีทั้งดวงธรรม มีทั้งวิธีการ มีทั้งผู้สอน กัลยาณมิตร แล้วหลวงพ่อก็อยู่ทั้งคน ก็จะช่วยประคับประคองกันไป ขอให้ให้โอกาสแก่ตัวเองเท่านั้น ก็จะเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

 

แก้กดลูกนัยน์ตา

                        ทีนี้บางท่านพอนึกถึงนิมิตแล้ว อดที่จะไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่งไปจ้องด้วยอาการกดลูกนัยน์ตามองลงไปในท้องไม่ได้ปฏิบัติเมื่อใดก็เป็นอย่างนั้นทุกที เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายปีมาแล้ว นั่งไม่ได้ผลจนเกิดความรู้สึกท้อ

 

                        อย่าเพิ่งท้อนะลูกนะ เปลี่ยนวิธีใหม่ เมื่อเรานึกนิมิตแล้ว มันตึง มันมึน ไม่มีความสุข ก็ใช้อีกวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องไปนึกถึงนิมิตวางใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่ที่กลางท้อง ในตำแหน่งที่เรามั่นใจว่าเป็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็ได้ วางเฉยๆ นิ่งๆ จะบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหัง เป็นเพื่อนด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไรไม่ผิดวิธีนะลูกนะ

 

                        เมื่อเอาใจมาตั้งไว้กลางกาย ก็อดกังวลไม่ได้ อดความหาศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไม่ได้ พยายามแก้ไขก็ไม่สําเร็จสักที เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายปีมาแล้ว

 

                        ให้เอาอย่างนี้นะลูกนะ ถ้าหากเรานึกว่าศูนย์กลางกายอยู่ในตัวเราแล้วมันตึง เปลี่ยนใหม่ นึกว่าตัวเราไปอยู่ในศูนย์กลางกายที่ขยายแล้ว โตเต็มห้อง โตเต็มสภา โตไปสุดขอบฟ้า ศูนย์กลางกายขยายไปแล้ว กายของเราเป็นองค์พระที่ใสเป็นเพชร ใสเป็นแก้ว นั่งนิ่งๆ อยู่

 

                        ใจนิ่งตรงไหนก็ได้ที่เรารู้สึกสบาย อาจจะเป็นฐานที่ ๑ ก็ได้ฐานที่ ๒ ก็ได้ ฐานที่ ๓, ๔, ๕, ๖, ๗ ก็ได้ ตรงไหนสบาย เราก็เอาใจไปไว้ตรงนั้น แล้วก็สมมติว่าเรานั่งอยู่ตรงกลางศูนย์กลางกาย เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลาย อย่างนี้ก็ได้นะลูกนะ

 

นั่งแล้วง่วง

                        พอเรานั่งไปแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คือ สังขารของเรามันไม่ไหวแต่ใจเราสู้ แต่ฝืนไม่ได้ ก็อย่าไปฝืน ปล่อยให้หลับไปเลย แต่หลับอยู่ในศูนย์กลางกาย ไม่ว่าจะภายในตัวหรือตัวเราอยู่ภายในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็ได้ หลับไปนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม สบายๆอย่างนี้ก็ได้นะลูกนะ

 

                        แต่พอเรารู้สึกสดชื่น ตื่นขึ้นมาก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ ถ้าเมื่อยก็ขยับ อย่าไปฝืนอิริยาบถ แต่ว่าต้องค่อยๆ ขยับ อย่าให้ไปกระทบกระเทือนคนข้างๆ หรือหากเมื่อยมากกว่านั้น จะลุกไปเดินเห็นก็ได้ ไปบิตเนื้อบิดตัว ยืดเนื้อยืดตัว พอสดชื่นดีแล้ว กลับมานั่งใหม่ มาเริ่มต้นใหม่

 

                        ถ้าฟังก็ภาวนาสัมมาอะระหัง แต่ภาวนาแล้วสู้ไม่ไหว ก็ให้ลืมตาขึ้นมาเลย มาดูรูปคุณยาย มาดูรูปภาพพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากนํ้า ภาษีเจริญ มาดูดวงแก้ว หรือมาดูองค์พระก็ได้ ทําอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ เดี๋ยวเราก็เห็นดวง เห็นกายภายใน เห็นองค์พระใสๆ

 

ปรับที่ใจ อย่าปรับที่ภาพ

                        วันนี้มีเพิ่มนิดหนี่งคือ บางคนเห็นดวงใส เห็นองค์พระ แล้วก็เห็นกายภายใน บางคนเห็นอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยชัด ไม่ค่อยใส ไม่ค่อยสว่าง แล้วก็เข้ากลางไม่ค่อยได้ ให้ใช้วิธีอย่างนี้จำให้ดีนะลูกนะ

 

                        ปรับที่ใจ อย่าไปปรับที่ภาพ คือ ปรับที่ใจให้หยุดนิ่งพอใจเราหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า เดี๋ยวก็ชัด ก็ใส ก็สว่างไปเองปรับที่ใจ ไม่ใช่ปรับที่ภาพนะลูกนะ

 

                        แม้มืดก็ปรับที่ใจ ไม่ต้องนึกอะไร ปรับที่ใจให้นิ่งๆ เดี๋ยวก็สว่างเอง

 

                        แม้สว่างแล้วก็ปรับที่ใจ นิ่งๆ เดี๋ยวก็จะเห็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างเอง

 

                        เมื่อเห็นแหล่งกำาเนิดของแสงสว่าง ก็ปรับที่ใจอยู่กลางดวงนั้นต่อไปอีก เดี๋ยวก็เห็นดวงธรรมในดวงธรรม

 

                        ปรับที่ใจไปอีกในกลางดวงธรรม เดี๋ยวก็เห็นกายในกาย

 

                        ปรับที่ใจต่อไปอีก เดี๋ยวก็เห็นองค์พระ

 

                        ปรับที่ใจให้หยุดนิ่งกลางองค์พระ เดี๋ยวก็เห็นองค์พระในองค์พระต่อๆ กันไปอย่างนี้ ปรับที่ใจ ไม่ใช่ปรับที่ภาพ อย่าลืมนะ

 

                        เข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปปรับใจของตัวเราให้หยุดนิ่งๆนุ่มๆ ละมุนละไม อย่างสบายๆ อาราธนาพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และคุณยายอาจารย์ฯ ลงมาแก้ไข กลั่นจิตกลั่นใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ หยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายในให้ลูกทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆนะลูกนะ

 

อธิษฐานจิต

                        คราวนี้เราก็นึกถึงบุญที่เกิดจากธรรมปฏิบัติในคืนนี้ ซึ่งมีอานิสงส์มาก ยิ่งใหญ่ไพศาล ดลบันดาลให้กายวาจาใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรมวิบากมาร อุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิต ทุกข์โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดี ให้ละลายหายสูญไปให้หมด

 

                        ให้สมบูรณ์ไปด้วยสมบัติอัศจรรย์ทันใช้สร้างบารมีในชาตินี้ให้สมบัติไหลมาเทมาทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งนั่งนอนยืนเดิน ให้หมดหนี้สิน เหลือกินเหลือใช้ เหลือไว้สร้างบารมี

 

                        จะประกอบธุรกิจการงานอันใด ก็ให้ประสบความสําเร็จเป็นอัศจรรย์ ถ้าทํามาค้าขาย ก็ให้ชื้อง่าย ขายคล่อง กําไรงาม เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ถ้าทำงานส่วนตัว ทำงานเอกชน ทำงานรับราชการ ให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ถ้าศึกษาเล่าเรียน ขอให้เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ แทงตลอดในศาสตร์ความรู้ครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสอน ถ้าครองเรือนก็ขอให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัวธรรมกาย ครอบครัวตัวอย่างของโลก

 

                        ให้เป็นที่รักของมนุษย์ของเทวดาทั้งหลาย ให้สุขภาพพลานามัยแข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ อายุขัยยืนยาวเป็นร้อยปีเหมือนมหาอุบาสิกาวิสาขา

 

                        จะประพฤติปฏิบัติธรรมก็ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมอันใดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้บรรลุ ขอจงบรรลุธรรมนั้น

 

                        จะไปทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร ก็ให้วาจามีฤทธิ์ มีเดช มีความศักดิ์สิทธิ์ พูดจาให้ชนะใจ ถูกอกถูกใจ ถูกหทัยมนุษย์ทุกคน ใครได้ยินได้ฟังให้เกิดความปีติ เลื่อมใสในพระรัตนตรัยและมาสร้างบารมีร่วมกันกับพวกเรา

 

                        อัคคีภัย โจรภัย ราชภัย ภัยทุกชนิด อย่าได้มากล้ำกราย ให้พบปะแต่สิ่งที่ดีงาม ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

 

                        ที่เป็นบรรพชิตก็ขอให้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะไปเทศนาสั่งสอนบุคคลใดก็ตาม ให้แสดงธรรมไพเราะเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ใครได้ยินได้ฟังธรรม ก็ให้มีความรู้สึกปีติเลื่อมใสบรรลุธรรมาภิสมัยกันทุกคนให้มีกําลังใจไม่มีวันสิ้นสุด สร้างบารมีให้ได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าได้มีอุปสรรคอันใดมาขัดขวางการสร้างบารมี ให้บวชได้ตลอดชีวิตอุทิศให้แก่พระบรมศาสดา ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ตั้งใจเอาไว้อย่างดีก็ให้สมปรารถนา

 

อุทิศส่วนกุศล

                        ขอบุญนี้จงสำเร็จสัมฤทธิผลส่งไปถึงบรรพบุรุษ หมู่ญาติบุพการี ญาติสนิท มิตรสหาย สัมพันธชน ที่ละโลกไปแล้วจะไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ขออานุภาพแห่งพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากนํ้า ภาษีเจริญและคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้นำบุญที่เกิดจากธรรมปฏิบัติในคืนนี้ไปให้แก่หมู่ญาติ ที่มีทุกข์มากก็ขอให้ทุกข์น้อย ที่มีทุกข์น้อยก็ขอให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็ให้สุขมากมีสุขมากแล้วก็ขอให้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

 

                        ให้นำบุญนี้ไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ใน ๓๑ ภูมิ ในกำเนิดทั้ง ๔ ในกามภพรูปภพ อรูปภพ ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ที่มีทุกข์มากก็ให้ทุกข์น้อย ที่มีทุกข์น้อยก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็ให้มีสุขมากที่มีสุขมากแล้วก็ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็นึกถึงบุญกันอย่างนี้นะ

 

                        พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สําคัญมาก เพราะมีการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้มีชีวิตอยู่กับผู้ที่ละโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษของเรา ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายของเราก็ตาม ละโลกไปแล้ว จะอยู่ในภพภูมิไหนก็ตาม เราสามารถที่จะเชื่อมโยงได้ด้วยกระแสธารแห่งบุญ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า เมื่อทําทักษิณาทานในทักขิไณยบุคคล ย่อมมีอานิสงส์ไม่มีประมาณ

 

                        ให้เรานึกถึงบุญนี้ ไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา ตั้งจิตให้แน่วแน่อุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ละโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ถ้าเป็นภูมิที่ยังรับบุญไม่ได้ บุญนั้นก็จะรอคอยอยู่เมื่อพ้นจากอบายภูมิแล้ว ก็จะได้มารับผลบุญนี้

 

                        ส่วนผู้ที่อยู่ในภูมิที่รับได้ ก็สามารถอนุโมทนาสาธุการได้และยิ่งถ้าเข้าถึงธรรมกาย ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ยังสามารถเอาบุญนี้ไปให้บรรพบุรุษบุพการีของเราได้ ไม่ว่าจะไปตกนรก จะเป็นเปรต อสุรกาย แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์หรืออยู่ในสุคติภูมิก็ตาม สามารถเอาบุญนี้ไปให้ได้ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายที่มีอานุภาพไม่มีประมาณ

 

                        ไปจับมือถือแขนกับสัตว์นรกก็ได้ เอาบุญไปให้ได้ ไปสวรรค์ก็เอาบุญไปให้ได้ เปรต อสุรกายให้ได้หมด สัตว์เดรัจฉานก็ยังเอาไปให้ได้ ให้กายละเอียดของเขา เมื่อบุญมากหนักเข้า ไม่ช้าก็จะหมดจากวิบากกรรม ที่เป็นมนุษย์ก็เอาบุญไปให้กายละเอียดได้หรือไปบอกกายหยาบให้อนุโมทนาบุญได้ จะไปอยู่ในภพภูมิไหนก็เอาไปให้ได้ทั้งนั้น

 

                        ศาสนาที่มีคำสอนว่า ให้เคารพพระเจ้าเบ็ดเสร็จทุกอย่างอยู่ที่ตรงนั้น ตายแล้วไปรวมอยู่ที่ตรงนั้น ตรงนี้อันตราย เพราะว่าผู้มีชีวิตอยู่ไม่ทราบเลยว่าผู้ตายตายแล้วไปอยู่ที่ตรงนั้นจริงหรือเปล่า หรือไปไหน ในเมื่อกฎแห่งกรรมนั้นเป็นกฎของสากลโลก ไม่จํากัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม นรก สวรรค์เป็นของกลางอบายภูมิ สุคติภูมิ ก็เป็นของกลางๆ อันตรายตรงนี้ว่า ผู้ตายจะไม่มีโอกาสได้รับบุญจากผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลก อันตรายมาก ถ้ามีทุกข์ก็จะมีทุกข์มากยาวนาน ถ้ามีสุขก็มีสุขเล็กน้อย กับสุขพอประมาณเท่านั้น แทนที่จะสุขยั่งยืนเพิ่มขึ้นไปอีก

 

                        เพราะฉะนั้น ใครที่มีหมู่ญาติถูกดึงไปนับถือคำสอนที่นอกเหนือจากพระพุทธศาสนา อันตรายนะลูกนะ รีบไปบอกเขา ไปชักชวน ไปดึงเขากลับมา กลับจิตกลับใจเสีย อย่าไปเพราะเห็นแก่สนุก อย่าไปเพราะความเพลิน อย่าไปเพราะว่ามันง่าย ไม่ต้องมีอะไรมากมายเหมือนคำสอนในพระพุทธศาสนา หรือจะไปเพราะว่าต้องดำรงชีวิตเพื่อการเอาตัวรอดต้องมีปัจจัย ๔ ในการดำรงชีพ ก็ถูกล่อด้วยปัจจัย ๔ อย่างนี้ชีวิตมันไม่ง่ายอย่างนั้นนะลูกนะ มันซับซ้อนอย่างยิ่ง ใครมีหมู่ญาติสนิทมิตรสหายที่เป็นไปอย่างนั้น รีบไปกลับจิตกลับใจเขาเสียนะ

 

                        เราจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ชีวิตหลังจากตายแล้วไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา เราจะได้ไม่ต้องไปพูดว่า รู้อย่างนี้ทำบุญเสียก็ดี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาไว้ก็ดี รู้อย่างนี้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเสียก็ดี ทำบุญอยู่ในบุญเขตของศาสนาเสียก็ดี พอถึงตอนนั้น แม้พูดไปว่า รู้อย่างนี้ หรือคิดว่ารู้อย่างนี้ ก็หมดสิทธิ์ที่จะแก้ตัวแล้ว

 

                        เราโชคดีที่เป็นชาวพุทธนะลูกนะ รักษาความโชคดีนี้เอาไว้ให้ดี

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0010688861211141 Mins