โยมพ่อกับโยมแม่

วันที่ 24 พย. พ.ศ.2568

โยมพ่อกับโยมแม่

 

โยมพ่อกับโยมแม่

 

ชีวิตหลวงพี่ผูกพันกับโยมแม่มาก ได้ฟังธรรม ได้ไปวัด ได้มีโอกาสดีๆ เราก็อยากจะให้โยมพ่อได้สิ่งที่เราได้ ได้ความคิด ได้ความสุขจากที่เรา นั่งสมาธิ อยากให้โยมพ่อได้แบบนี้ด้วย

 

              ภาพโยมพ่อของเราคือ ท่านเป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาดมาก แล้วก็เป็นคนแข็งมากด้วย แค่เราอ้าปากขึ้นมาแม้บวชเป็นพระแล้วก็ตาม ท่านจะบอกว่า "พ่อนี้นะไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ตั้งใจ รับผิดชอบครอบครัว คนรักทั้งบ้านทั้งเมือง แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรัก เมื่อมีคนมาขโมยของๆ พ่อ พ่อเองก็รู้ว่าหมอนี่เป็นคนขโมย เวลามันป่วย พ่อยังเอายาไปให้มันกิน เอากระติกน้ำร้อนไปให้ไปดูแลมัน ใครเจ็บไข้ ได้ป่วย ใครไม่สบาย หรือใครเดือดร้อนพ่อก็ช่วย พ่อเป็นคนแบบนี้ยัง ไม่ดีพออีกหรือ”

 

              เมื่อโยมพ่อพูดมาแบบนี้เราจะไปเทศน์ให้ท่านฟังได้อย่างไร จะชวนท่านมานั่งสมาธิด้วยกันได้อย่างไร ในเมื่อท่านคิดว่าใจของท่านดี อยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องนั่งเมื่อเป็นเช่นนี้หลวงพี่เองก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร เคยคิดอยากให้โยมแม่ช่วยพูดชวนให้ไปฟังธรรมด้วยกันก็ยาก

 

              โยมพ่อมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เข้าครัวเอง ท่านชอบทานปลา ซื้อปลาเป็นๆ มาแล้วทำปลาเอง จะต้องทำปลาสดๆ โยมพ่อทำกับข้าวเก่ง โยมแม่เลยสบายไม่ต้องทำ แม่ไหว้พระอย่างเดียว

 

              พอโยมพ่อซื้อปลาเป็นๆ มาใส่ในกะละมังแล้วก็เอาถาดมาปิด เป็นฝาขังปลาเอาไว้ ตั้งใจว่าทำงานเสร็จแล้วจะมาทำปลาเป็นอาหารมี้อเย็น พอโยมพ่อไปทำธุระ โยมแม่ก็เอากะละมังที่ใส่ปลาไปท่าน้ำ เอาปลาไปปล่อย และก็เอากลับมาวางไว้อย่างเดิม ปิดคลุมไว้เหมือน เดิมทุกอย่าง

 

              พอโยมพ่อเสร็จงานแล้วจะกลับมาทำปลา เปิดมาไม่เห็นปลาแล้วปลาไปไหน หาปลาอยู่พักหนึ่งก็ไม่เจอปลา แต่พอหันไปหาโยมแม่ก็เจอรอยยิ้ม โยมแม่ท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โยมแม่เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

 

              ที่เมืองจีน ก๋ง (พ่อของโยมแม่) เป็นหมอมีฐานะ มีข้าทาสบริวารเยอะ มีโรงงิ้วอยู่ประจำที่บ้านโยมแม่เป็นลูกสาวเกือบจะเป็นคนเล็กสุดไม่ว่าคนในบ้านหรือว่าคนข้างบ้านอดอยาก โยมแม่จะเอาของไปแจก ท่านชอบทำทาน ชอบช่วยเหลือคน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

               ตรุษจีนต้องมีการเชือดไก่ เพี่อนของโยมพ่อและลูกค้าของโยมพ่อเอาไก่มาให้ที่บ้าน 3 ตัว สำหรับเชือดไหว้เจ้า ตอนนั้นหลวงพี่อายุประมาณ 5 ขวบ โยมพ่อผูกไก่ไว้จะจัดการทำไก่ต้มพอเผลอหน่อยเดียว โยมแม่เอาไก่ไปปล่อยวัดหมดเลย หลังจากนั้นมาโยมแม่ก็ไม่กินไก่ ตลอดชีวิต

 

               พอโยมแม่เอาปลาไปปล่อย เอาไก่ไปปล่อย พอโยมพ่อหันมา เห็นโยมแม่ยิ้มๆ ก็รู้เลย เอาอีกแล้ว เอาไปปล่อยอีกแล้ว แต่การปล่อย ปลาปล่อยไก่นี้ไม่ได้ทำให้ท่านทั้งสองทะเลาะกัน โยมพ่อท่านเข้าใจ เพราะโยมพ่อจะไปหาคนแบบโยมแม่นี้ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ โยมพ่อได้ แต่รำพึงว่า “โง่จังเลย เอาอีกแล้วเจ้าเด็กโง่”

. . . . . . . . . .

 

โยมพ่อ

 

ตอนที่หลวงพี่บวช โยมพ่อจะไม่ค่อยพอใจ โยมพ่อมีลูกทั้งหมด 4 คน มีหลวงพี่กับน้องสาวเท่านั้นที่เรียนจบได้ปริญญา แล้วก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับโยมพ่อ ท่านหวังให้ไปสืบทอดกิจการ อยากให้ไปเป็นคนรวยที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงทางโลก ท่านฝากความหวังไว้อย่างนี้

 

               พอเรามาบวชเรามาเจอคุณยาย มาเจอหลวงพ่อถึงอยู่ได้ถ้าไม่ได้ เจอหลวงพ่อ คุณยาย ก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ตอนที่บวชก็บอก โยมพ่อว่าจะบวชสักพรรษาหนึ่ง โยมพ่อก็มาบวชลูกชายที่วัดปากน้ำ สะพายบาตร ถือตาลปัตรเดินนำหน้าเลย ท่านปลื้มใจ

 

               พอครบพรรษาหลวงพี่ก็ยังไม่ลาสิกขา หลวงพ่อธัมมชโยบอกให้ หลวงพี่อ่านพระไตรปิฎกให้จบเสียก่อน หลวงพี่ก็บอกโยมพ่อว่าขอ ศึกษาพระไตรปิฎกให้จบก่อน แล้วค่อยลาสิกขา หลวงพี่อ่านไป 2 ปิฎก คือ พระวินัยกับพระสูตร ส่วนพระอภิธรรมหลวงพี่ไม่เปิดอ่านและ ไม่แตะต้องเลยเพราะกลัวจบจน บัดนี้ก็ยังอ่านไม่จบ ถ้าจบเดี๋ยวโยมพ่อคงต้องมาทวงสัญญาให้หลวงพี่สึก

. . . . . . . . . .

 

ความห่วงของโยมพ่อ

 

หลวงพี่เป็นลูกชายคนแรกในตระกูลที่เรียนจบปริญญามา โยมพ่อท่าน จึงอยากให้หลวงพี่ประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมในจังหวัด เพราะท่านเองเป็นคนที่มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในจังหวัดระดับหนึ่งท่านคาดหวังไว้สูง อยากให้หลวงพี่เป็นยิ่งกว่าท่าน

 

               การที่ท่านอนุญาตให้หลวงพี่บวชเป็นเรื่องของประเพณีท่านปลื้ม ปิติใจในตอนแรก แต่ตอนหลังเมี่อเห็นหลวงพี่อยู่ต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เริ่มเป็นห่วงกังวลห่วงว่าถ้าหลวงพี่บวชไปไม่ตลอดแล้วออกมาทางโลก ถึงเวลานั้นแล้วจะไม่ทันเพื่อน ไม่ทันหมู่คณะ ที่สำคัญที่สุดคือ กลัวว่า หลวงพี่จะได้นิสัยที่ขี้เกียจติดมาด้วย เพราะภาพที่ท่านเห็นพระบางรูป คือ เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน คํ่าจำวัด และวันๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร

 

24-11-68_b1%282%29.jpg

 

'หลวงพี่เป็นลูกชายคนแรกในตระกูลที่เรียนจบปริญญา'

 

นิสัยจะค่อยๆ เสียไปเรื่อยๆ เพราะขี้เกียจ ท่านจึงเป็นห่วง

 

               แต่ว่าการอยู่สร้างบารมีกับหลวงพ่อกับคุณยาย ไม่มีโอกาสได้ สบายตามที่โยมพ่อท่านคิด เราทำงานไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา เราทำงานกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปี ไม่ได้พักเลย ทั่วไปเขา ยังหยุดวันเสาร์อาทิตย์หยุดวันนักขัตฤกษ์ หยุดตามเทศกาลต่างๆบ้างขณะที่ทั่วไปเขาหยุดกัน ชีวิตของพวกเราที่กำลังบุกเบิกสร้างวัดต้อง ทำงานหนักมากขึ้นเป็น 2 เท่า 3 เท่า เพราะต้องเตรียมงานรับสาธุชน ที่จะมาทำบุญ

 

               โยมพ่อรบเร้าเกริ่นมาเรื่อยๆ แต่หลวงพี่ผัดผ่อนการลาสิกขา ออกไปโยมพ่อเลยให้โยมแม่มาตาม ให้มาพูดแทน แต่โยมแม่ก็เฉย โยมแม่อนุโมทนากับหลวงพี่เต็มที่อยู่แล้วต่อมาโยมแม่มาปลูกกระต๊อบ อยู่ข้างๆ วัด

 

               โยมแม่เห็นหลวงพี่ทำงานทุ่มเทมาก งานที่วัดหนักมากแม้แต่ วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดพัก ทำงานไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน ทำจน กว่างานจะเสร็จ แล้วก็ไม่มีหน้าฝน หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าแล้ง ทุกหน้าลุยงานเหมือนกันหมด จนร่างกายหลวงพี่ซูบผอม

 

               ช่วงพรรษาที่ 3 หลวงพี่ฝันว่ากลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้าน พอรู้ว่า โยมพ่อมา หลวงพี่ก็ไปแอบอยู่ที่ข้างตู้เย็น กลัวโยมพ่อเห็น ในฝันกลัว ถึงขนาดนั้น กลัวทำให้ท่านผิดหวังในตัวเรา ในชีวิตเราต้องการสร้าง บารมี และชีวิตเป็นของเรา กระทั่งเคยฝันว่า ถ้าโยมพ่อจะเอาเรากลับ ไป ร่างกายโยมพ่อให้มาก็จริง แต่จิตใจของเราจะอยู่กับคุณยาย อยู่กับ หลวงพ่อเท่านั้น เราเคยฝันแบบนี้

 

              จน 7 พรรษาไปแล้วโยมพ่อมาเยี่ยมโยมแม่ที่กระต๊อบและท่าน คงมาเห็นอะไรหลายๆ อย่าง โยมพ่อได้มาพูดกับหลวงพี่ว่า “ คนอื่นเขากินข้าววันละ 3 มี้อ 4 มี้อ เขาก็ยังไม่ได้ทำงานหนักเหมือนพระเลยนะ พระต้องรู้จักระวังสุขภาพตัวเองบ้าง รู้จักพักผ่อนบ้างนะ”

 

             หลวงพี่เข้าใจว่าที่ท่านพูดมาอย่างนี้เพราะเป็นห่วง ท่านรักเรามาก พอรู้อย่างนี้แล้วเราก็อ่อนตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงพรรษาที่ 3 พรรษาที่ 4 ที่ท่านยังรู้สึกไม่พอใจที่หลวงพี่ยังบวชไม่สึก ท่านถึงกับ บอกว่า ถ้าตายไม่ให้เผาผี หมายถึงถ้าท่านเสึยชีวิต ไม่ต้องให้หลวงพี่ ไปเผาศพท่าน แต่พอพรรษาที่ 7 นี้ ท่านได้มาเห็นและเข้าใจมากขึ้น เมื่อท่านบอกให้หลวงพี่ดูแลสุขภาพให้พักผ่อนบ้างสำหรับหลวงพี่แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุด

 

             ปกติโยมพ่อเป็นคนแข็งแรง แต่เมื่อต้องล้มหมอนนอนเสื่อเข้า โรงพยาบาล หลวงพี่เป็นคนนั่งข้างโยมพ่อตลอด และคอยดูแลจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่างให้ท่าน พาท่านเข้ารักษาที่โรงพยาบาลคิริราช หาห้องพิเศษ ห้องที่ดีที่สุด หาหมอเก่งที่สุดมารักษาโยมพ่อ หลวงพี่ไปนอน เฝ้าท่านด้วยที่โรงพยาบาล

 

              พี่น้องทุกคนพอมีครอบครัวแล้วก็ดูแลท่านไม่ได้ เพราะต้อง ดูแลครอบครัวของตัวเอง และบางคนอยู่ต่างจังหวัด การดูแลท่านจึงมี หลวงพี่เป็นหลัก ต่อมาเมื่อท่านเสียชีวิต หลวงพี่ก็เป็นหลักในการจัดงานศพทุกอย่าง ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อธัมมชโย ทำให้งานศพ โยมพ่อเป็นงานใหญ่ระดับอำเภอและจังหวัดเลยทีเดียว

. . . . . . . . . .

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00071556568145752 Mins