
มีบางคนเขาบอกว่าตั้งแต่เจอโบสถ์มา โบสถ์ของเราไม่ใช่โบสถ์พุทธ หลวงพี่ก็ถามเขากลับว่าถ้าไม่ใช่โบสถ์พุทธแล้วเป็นโบสถ์ของอะไร เขาบอกว่ามันคล้ายๆ โบสถ์คริสต์ เลยให้เขาไปช่วยสำรวจดูว่าทั่วโลกโบสถ์คริสต์มีหน้าตาแบบนี้ไหม สุดท้ายเขาบอกมาว่าไม่มี แล้วอย่างนี้จะมาบอกว่าเหมือนโบสถ์คริสต์ได้อย่างไร
แบบโบสถ์ที่เป็นอย่างนี้เพราะหลวงพ่อท่านมอบนโยบายมาให้ตอนแรกๆ ที่จะเริ่มสร้างโบสถ์ หลวงพ่อท่านให้เถ้าแก่เว้งซึ่งเป็นคนที่สร้างหอระฆัง สร้างกุฏิคุณยาย สร้างกุฏิพระ สร้างหอฉันอาคารยามา ต้องการให้เขาสร้างโบสถ์เพราะว่างานเขาฝีมือประณีต แต่เถ้าแก่บอกว่าสร้างไม่ไหว งานใหญ่เกินไป
เถ้าแก่เว้งเป็นคนที่ใช้ได้ เขารู้กำลังของเขาเอง ส่วนหลวงพี่ต่างหากที่ไม่รู้กำลังของตัวเอง
. . . . . . . . . . .
เริ่มต้นสร้างโบสถ์
วันหนึ่งหลวงพ่อธัมมชโยท่านเดินมา ตอนนั้นหลวงพี่มหาชิโต หลวงพ่อทัตตชีโวก็อยู่พร้อมหน้ากันหมด หลวงพ่อท่านมาบอกว่าให้สร้างโบสถ์แบบนี้ๆ แล้วท่านก็ถามว่า "สร้างไหวไหม" หลวงพี่มหาชิโตท่านก็มองมาทางหลวงพี่ หลวงพี่เองเป็นประเภทวัวหนุ่มไม่กลัวเสืออยู่แล้ว ก็บอกท่านว่า "ไหว" หลวงพี่มหาชิโตก็เลยตอบรับปากหลวงพ่อไปว่า"ไหวครับ" หลวงพ่อก็ตกลงให้ลุยสร้างได้เลย
ในเวลานั้นส่วนตัวของหลวงพี่เองต้องบอกว่า กระต๊อบสักหลังก็ยังไม่เคยสร้างเลย สร้างอย่างมากแค่ถนนเท่านั้น พอจะต้องมาสร้างโบสถ์จะเป็นไปได้อย่างไร
เมื่อมีโจทย์ให้สร้างโบสถ์มา ก็ต้องเริ่มหาจุดเริ่มต้นในการสร้างจุดแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของการสร้างโบสถ์นั้นเริ่มต้นขึ้นจากนักสร้างบารมีใจบุญที่ชื่อสัมพันธ์ เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยใจคอดีมาก เป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มีทีมงาน มีช่างอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วก็มีความศรัทธาในหลวงพ่อ ได้เข้ามาปวารณาบอกว่าจะเอาทีมงานของเขามาช่วยหลวงพ่อสร้างโบสถ์ให้หลวงพี่บริหารเองหมดทุกอย่าง จากจุดนี้ต้องบอกว่าคุณสัมพันธ์นี้เป็นคนทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอย่างมากว่าแล้วเขาก็เลยส่งทีมมา พอเริ่มมีจุดเริ่มต้นเราก็เริ่มเดินหน้าต่อไป
. . . . . . . . . . .
นโยบายสร้างโบสถ์
หลวงพ่อท่านให้นโยบายมาตั้งแต่เริ่มสร้างโบสถ์แล้วว่าให้ใช้ได้ตลอดชีวิตดังนั้นสิ่งก่อสร้างของเรา
1. ต้องประหยัดที่สุด
2. ประโยชน์ต้องสูงที่สุด
3. ต้องมั่นคงแข็งแรงที่สุด ชั่วชีวิตของเราไม่ต้องกลับมาซ่อมแซม
อะไรอีก เพราะเราไม่ได้บวชมาเพื่อจะมาก่อสร้างหรือซ่อมแซม เรามาบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และอย่าให้เป็นภาระหนักของคนรุ่นหลัง
ถ้าจำเป็นต้องซ่อมแซม ก็ต้องซ่อมได้ง่ายๆ
4. ต้องดูแล้วเรียบง่ายแต่สง่างาม จนเกิดคำพูดที่เป็นวลีของท่านที่ติดหูและนำไปใช้ได้ว่า "เรียบ หรู ดูดี มีสไตล์ แล้วก็ไฮคลาส ประหยัดสุด ประโยชน์สูง และโปร่ง โล่ง สะอาด มีระเบียบ ไม่มีเสากลางห้อง"
5. งานก่อสร้างจะต้องเร็วที่สุดด้วย
เพราะฉะนั้นการที่จะต้องมาแกะสลักลวดลายตามที่หลายๆ คน

บอกมาว่าต้องมีช่อฟ้า ใบระกา มีหางหงส์ มีทรงกนกต่างๆ เหล่านั้นต้องงดไป เพราะส่วนใหญ่วัสดุที่ใช้คือไม้แล้วมาแกะสลัก
หลวงพ่อท่านบอกว่า ในยุคของเราช่างฝีมือดีๆ จากจังหวัดเพชรบุรี จากอยุธยา อ่างทอง ยังสามารถหาได้ แต่จะเป็นภาระให้กับคนรุ่นต่อไป พวกเขาคงไม่ได้นั่งหลับตาแน่ เพราะต้องคอยมานั่งซ่อมแซมกันอยู่เรื่อยๆ หลวงพ่อท่านมองไปไกลมาก มองไปถึง 2-3เจนเนอเรชั่น (Generation) ในอนาคตข้างหน้าเลย ให้สบายใจไม่ต้องเป็นภาระ แล้วก็ให้ดูสะอาด ดูสว่าง ทำความสะอาดได้ง่าย จึงได้หันมาใช้วัสดุคอนกรีตเป็นหลัก
ทั้งหมดนี้คือนโยบายที่หลวงพ่อให้มาครั้งเดียว แล้วเราสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิต
. . . . . . . . . . .
ก่อนสร้างต้องตอบคำถามให้ได้
การก่อสร้างยุคหลังๆ มานี้ แม้เป็นแค่เพียงแบบสเก็ตช์คร่าวๆ นำไปให้หลวงพ่อดู หลวงพ่อท่านจะต้องถามก่อนเป็นอันดับแรกเลยว่าทำความสะอาดกันอย่างไร การดูแลรักษายากไหม จะเป็นภาระให้กับคนรุ่นหลังหรือเปล่าต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำงานต่อถ้ายังตอบคำถามตรงนี้ไม่ผ่านก็ยังไม่ต้องไปออกแบบ แสดงว่าสอบตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้าง
. . . . . . . . . . .
เสาโบสถ์
เสาหน้าโบสถ์ต้นใหญ่ๆ ที่ยอดเสาเป็นดอกบัว ความจริงแล้วในการรับน้ำหนัก ตัวเสาไม่ต้องใหญ่ขนาดนี้ แต่ทำไมต้องทำให้ใหญ่ เพราะต้องการข่มทิฐิคน
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาเจอเสาโบสถ์ ไม่ว่าใหญ่มาจากไหนก็ตามก็ใหญ่ไม่เท่าเสาโบสถ์ และเมื่อลองเทียบกันจริงๆ เสาโบสถ์ข่มได้หมดเลยข่มทั้งรูปร่างภายนอกและเข้าไปข่มทิฐิที่อยู่ภายในได้ด้วย
เมื่อเดินผ่านเสาโบสถ์เพื่อจะเข้าไปกราบพระประธานที่อยู่ภายในอย่างน้อยก็ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า เราจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตามก็ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าโลง
. . . . . . . . . . .
ข่มทิฐิช่าง
ตอนสร้างโบสถ์หลังนี้ เราจ้างช่างเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีมากชื่อช่างถวิลกับช่างสุพจน์ มาช่วยทำงาน ตอนนั้นค่าแรงของเขาวันละ 180 บาทขณะที่ค่าแรงคนงานสมัยนั้นวันละ 18 บาท ค่าแรงของเขาสูงสิบเท่าตัวของค่าแรงทั่วไป แสดงว่าฝีมือเขาย่อมไม่ธรรมดา พวกเขาทำงานละเอียดมาก ให้เขามาช่วยทำแม่แบบ
พอเขาขึ้นไปวางแบบ ซึ่งแม่แบบแต่ละชิ้นเป็นรูปโค้งที่ต้องมาต่อกันหลายๆ แผ่น แต่ละแผ่นต้องต่อให้สนิท ต่อให้เนี้ยบหมดทุกแผ่นเรียกว่าเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมืออย่างมาก เพราะความโค้งที่คานวิ่งมาชนกับฝ้า เมื่อตีฝ้าแล้วมันต้องพอดี งานนี้เป็นงานที่ไม่ง่าย
เขาขึ้นไปวางแบบเคิร์ฟ (Curve) ส่วนโค้งของโบสถ์ เขาจับระดับน้ำไล่ไปไล่มาอยู่นาน ตอนแรกหลวงพี่ก็ปล่อยให้เขาทำไปก่อน เขาวางไม้แบบแล้วก็ไล่ระดับน้ำจากด้านหน้าไปถึงด้านหลังปรากฏว่าไม่เท่ากันหายไปแล้ว 2 เซนติเมตร พอไล่ระดับจากด้านหน้าและด้านหลังเข้ามาปรากฏว่าตรงกลางหายไปอีก พอไล่จากทางซ้ายมาได้ มาเจอทางขวากลับไม่เท่ากัน พอหลวงพี่บอกวิธีของหลวงพี่ให้เขาไปว่า ช่างถวิลช่างทำแบบนี้นะ เขาบอกว่า หลวงพี่ผมขอแก้ตัวใหม่ ด้วยศักดิ์ศรีและฝีมือของเขาจะต้องเอาให้ดีให้ได้ด้วยวิธีของเขา
ช่างเขาวิ่งงานข้างบนซึ่งข้างบนทำงานยากเขาใช้สายยางจับระดับน้ำ แล้วดินสอขีดวัดระดับต่างๆ เพื่อให้เท่ากัน ซ้ายกับขวาต้องเท่ากันบนกับล่างต้องเท่ากัน ข้างหน้า ตรงกลาง ตรงริม ตรงท้ายของโบสถ์ต้องเท่ากัน เขาวนกับงานนี้อยู่ 7 วัน ยังทำไม่สำเร็จ ตอนนั้นงานเราเร่งมาก แต่ต้องการที่จะข่มทิฐิช่าง เพราะช่างเขามีทิฐิเยอะ เราต้องเอาทิฐิช่างให้ลงแล้วยอมเราเพื่อที่เราจะได้คุมงานเขาได้ในเมื่อเสียเวลามาขนาดนี้แล้วเขายังไม่ยอมแพ้ เราจำเป็นต้องยอมเสียเวลาเพิ่ม หลวงพี่ให้เวลาเขาแก้ตัว
เขาหาซื้อสายยางวัดระดับน้ำมาใหม่ ดินสอที่ใช้เขาเหลาให้คมจนเรียกได้ว่าแทบจะโกนขนได้คมกริบเลย แล้วเขาขึ้นไปเล็งวัดระดับใหม่จากระดับนี้ไล่ระดับไปเรื่อยๆ ตรงจุดนั้น ครั้งนี้เขามั่นใจมาก พอไล่ไปเรื่อยๆ จากหัวไปท้ายปรากฏว่าก็ยังไม่เท่ากัน ผ่านไปอีกอาทิตย์หนึ่งผ่านไป 2 อาทิตย์ ในที่สุดเขาเข้ามาบอกว่า "หลวงพี่ครับผมยอม ไม่รู้มันทำไมถึงไม่เท่ากัน ผมว่าผมเล็งดีแล้วนะครับ"
การไล่ระดับโดยใช้สายยางจะมีแรงตึงผิวน้ำ สายยางจะตกท้องช้างทำให้การวัดไล่ระดับคลาดเคลื่อนไปทีละนิดๆ เคลื่อนตรงนี้แค่นิดเดียวแต่พอไล่วัดไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงจุดโน้นก็เคลื่อนไปตั้งเท่าไรแล้วช่างเขาบอกว่าเขาลองใช้วิธีเฉลี่ยค่าออกมาแล้วก็ยังใช้ไม่ได้ หลวงพี่ก็เลยบอกวิธีของหลวงพี่ให้เขา บอกให้เขาทำนั่งร้านสำหรับตั้งกล้องเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ
ให้เขาตั้งนั่งร้านจากตรงนี้ไปตรงนั้นรวม 3 นั่งร้าน หลวงพี่เอากล้องทำระดับขึ้นไปตั้ง แล้วก็ทำตามขั้นตอน ถ้าเราตั้งกล้องได้ดี พอส่องกล้องยิงระดับตั้งแต่หน้าโบสถ์ถึงท้ายโบสถ์ ทั้งซ้ายทั้งขวา ทั้งหน้าทั้งหลัง ผลออกมาได้ระดับเดียวกันหมดเลย งานนี้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงจบ ช่างเขาเลยบอก "ผมยอมหลวงพี่แล้วครับ"
การจะเอาทิฐิช่างลงได้ ถ้าเราไม่มีฝีมือ เอาเขาไม่ลง เราต้องเป็นงานจริงๆ เราถึงจะคุมเขาอยู่ ต่อไปเราสั่งซ้ายเขาไปซ้าย สั่งขวาเขาไปขวา ไม่เช่นนั้นเขาจะเถียงเราตลอด ที่ผ่านมาหลวงพี่จะเจอช่างแบบนี้เยอะ
งานของเราใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าเขาไม่ทำตาม เราไล่ออกไปไม่ได้ถ้าเราอยากได้คนมาทำงาน อยากได้ม้าดีๆ มาขี่ เราต้องเอามันให้อยู่
ม้าเก่งๆ เท่านั้นที่เราอยากขี่ ถ้าเราฝีมือไม่ดี ขี่แล้วมันดีดเราตกหลังม้า หลังเราหักเลย จะขี่ม้าดีต้องมีฝีมือ ม้าพยศเราต้องปราบให้อยู่แล้วถึงจะใช้งานมันได้
. . . . . . . . . . .
เทช่อฟ้าโบสถ์
วันที่เทปูนช่อฟ้าเป็นวันที่ทุกคนตั้งใจที่จะมาเอาบุญกันเต็มที่เลย มีคนสงสัยมาถามหลวงพี่ว่า โบสถ์วัดพระธรรมกายไม่มีช่อฟ้าหรือ ก็เลยชี้ให้เขาดูว่าที่เห็นโค้งสวยงามสองข้างซ้ายขวาวิ่งสูงขึ้นไปบนฟ้านั่นไง'ช่อฟ้า' ชี้กันไปบนฟ้าเป็นช่อๆ เลย และไม่ใช่มีแค่หนึ่งแต่มีถึง 4 ช่อฟ้า
ในพิธียกช่อฟ้าโบสถ์ของเราไม่ได้มีประธานพิธีมากดอยู่แค่คนเดียว คนมาเป็นร้อยๆ ชาวบ้านทั้งนั้นเลยมาช่วยกันยก มาช่วยกัน
เทปูนช่อฟ้ากันทุกคน




ตอนนั้นคนที่ทำงานในโรงงานต่างๆ พวกเขาหยุดงานกันมาเลยชาวบ้านแถวสะพานใหม่ รังสิต คลองหลวง เขาก็หยุดงานลางานกันมาพ่อค้าแม่ค้าก็พากันปิดห้างร้านเพื่อจะมาเทช่อฟ้า ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เทได้แค่คนละกระป๋องเท่านั้น
การเทปูนช่อฟ้าก็จะนั่งบนนั่งร้าน นั่งบนไม้หน้าสามที่ต่อสูงขึ้นไปเป็นเหมือนบันไดทีละขั้นๆ คนก็ขึ้นไปยืนเป็นแถว อยู่ห่างกันเป็นช่วงๆช่วงละหนึ่งแขน รับกระป๋องแล้วส่งต่อขึ้นไป ก็ประมาณสักเมตรครึ่งราวๆ นี้ แล้วคนที่ส่งขึ้นไปต้องก้าวขึ้นไป ค่อยๆ กระเถิบไปทีละขั้นๆคนที่อยู่ข้างบนสุดเมื่อเทเสร็จก็เดินลงมาอีกทางหนึ่ง คนที่ถัดมาก็ขึ้นไปบนสุดแล้วก็เท ก็หมุนเวียนเช่นนี้จนครบหมดทุกคน ส่วนหลวงพี่มีหน้าที่คอยกำกับอยู่บนนั้น ปีนขึ้นไปข้างบน และการเทเราเททีละช่อช่ออื่นก็ทำแบบเดียวกันหมด
ช่างเหล็กของหลวงพี่ที่ว่าเซียนๆ เกเรมากที่สุดยังมาขอร่วมเทด้วย
"หลวงพี่ครับวันนี้ผมขอเทปูน"
หลวงพี่ก็บอกว่า "เราเป็นช่างเหล็กนะไม่ใช่ช่างปูน"
"ผมขอเทปูนด้วยคนครับ วันนี้ผมไม่ขอรับค่าแรงครับ ขอให้ผมได้เทปูน"
"ได้ ... อย่างนั้นเรามาร่วมบุญกัน"
บนช่อฟ้าโบสถ์วัดเรานี้มีทั้งแหวน ทอง สายสร้อยทอง มีทั้งสตางค์เหรียญบาท เหรียญห้าบาท ใส่เข้าไปตั้งเยอะ กว่าจะเทได้แต่ละกระป๋องโยมยกขึ้นเหนือหัว กว่าจะอธิษฐานจบปูนก็จะแห้งคากระป๋อง เลยต้องให้อธิษฐานล่วงหน้าไว้ก่อน พอส่งกระป๋องปูนขึ้นไปถึงแล้วต้องเทเลย
คนหนึ่งเทได้แค่กระป๋องเดียว พอเทเสร็จ ต้องลงมาต่ออยู่ในแถว กระป๋องเปล่า แล้วก็ค่อยๆ กระเถิบลงมา หมุนเวียนให้คนที่ยังไม่ได้เทขึ้นไป
. . . . . . . . . . .
โยมแฉ่งเทปูน
โยมแฉ่งแกเป็นคนช่างคุย บ้านอยู่ข้ามคลองสามไป ใครไปใครมาแกจะคอยต้อนรับ โอภาปราศรัยเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมเลยในสมัยนั้น
โยมแฉ่งจะทำขนมตาล ทำขนมถ้วย ขนมดอกโสนมาเลี้ยงพระแกถือไม้เท้าเดินย็อกแย็กๆ หิ้วปิ่นโตมาด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง แกเป็นคนไทยโบราณ หลังแกงอๆ โค้งๆ และตัดผมทรงกระทุ่มแบบผู้ชายโบราณเลย แกจะมาเทปูนด้วย แล้วมีโยมแก่ๆ อีกหลายคนบอกว่าอยากจะยกช่อฟ้าด้วย
หลวงพี่บอกว่า "โยม! โยมอยู่ข้างล่างดีกว่าไหม คอยช่วยตักและส่งก็ได้บุญแล้ว โยมไม่ต้องขึ้นไปหรอก"
"โยมอยากได้บุญ อยากเทกับมือ"
"แต่ว่ามันสูงนะ"
โยมแฉ่งก็บอกว่า "สูงไม่กลัว โยมไม่กลัวหรอกความสูง ดูแล้วมันไม่สูงเท่าไรหรอก ขอขึ้นไปเถอะ"
ในแถวก็ค่อยๆ กระเถิบขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงคิวโยมแฉ่ง พอเทเสร็จตอนจะลงแกลงไม่ได้ ยืนขาสั่น ก้าวขาไม่ออก
"โยมเป็นอะไร"
"โยมลงไม่ได้"
"ไหนโยมรับปากหลวงพี่แล้วใช่ไหมว่า ไม่กลัวความสูง"
"ความสูงโยมไม่กลัว แต่โยมกลัวความต่ำ ทำไมมันต่ำจังเลย"
"โยมอย่ามองลงไปดูข้างล่าง ให้โยมดูมาทางหลวงพี่ ค่อยๆ ถอยไปทีละก้าวนะ จับให้แน่นๆ นะ" กว่าจะลงมาได้เป็นที่จดจำประทับใจกันมากกับเรื่องโยมแฉ่งเทปูน
. . . . . . . . . . .
ส่วนผสม
การผสมปูนสมัยนั้นรถโม่ตัวใหญ่ๆ หลวงพี่ไม่ใช้เลย หลวงพี่ใช้โม่เล็กจำนวน 4 ตัว โม่ตัวเล็กๆ นี้เองช่วยให้ได้คุณภาพอย่างที่ต้องการ
ที่หลวงพี่ไม่ใช้โม่ตัวใหญ่เพราะว่าเป็นการผสมแบบสำเร็จรูปทำให้ความสะอาดไม่ได้ตามมาตรฐานของเรา คุณภาพของหินของทรายสู้ที่เราไปเลือกมาเองไม่ได้
หินที่ใช้สร้างโบสถ์ต้องไปเลือกถึงโรงโม่หินที่สระบุรี หินจาก 20กว่าโรง มีอยู่โรงหนึ่งที่เป็นหินตรงตามที่เราต้องการ คือมีความสะอาดไม่มีลูกรัง ไม่มีหินผุ ไม่มีรากไม้ หินของเจ้านี้ใช่ จึงเลือกใช้หินจากโรงโม่แห่งนี้
ทรายที่จะใช้ก็เช่นเดียวกัน ต้องไปเสาะหาคัดเลือก เดินทางไปกาญจนบุรีจะมีท่าทรายบ่อทรายตลอดเส้นทางถึง 20 กว่าแห่ง ดูความสะอาดของทราย ดูลักษณะรูปร่างของเม็ดทรายว่าสวยไม่สวย ก็ยังไม่เจอทรายที่ต้องการ ต้องเดินทางผ่านเข้าไปในตัวเมือง ทะลุออกไปอีกไกลจนไปเจอทรายที่ต้องการ ทั้งสะอาดและเม็ดทรายสวย นึกถึงคำพูดที่บอกว่าผู้หญิงสวย ผู้ชายสวย เราพอจะทราบว่าเป็นอย่างไรแต่พอบอกว่าเม็ดทรายสวย คนส่วนใหญ่ดูไม่เป็น แต่เราดูเป็นเพราะเราจับทรายสวยๆ เหล่านั้นมากับมือ หินสวยๆ ก็เช่นกัน
ทรายที่สวยๆ เม็ดทรายจะมีคมเป็นสี่เหลี่ยมและมีความหยาบในระดับหนึ่ง ทรายที่สะอาดต้องไม่มีเปลือกหอย ไม่มีพวกสิ่งสกปรกพวกใบไม้หรือกิ่งไม้ผสมมาด้วย เมื่อเอาน้ำไหลผ่านทราย น้ำก็จะสะอาดไม่เป็นโคลน ถ้าเอามือช้อนทรายขึ้นมาถูกันแล้วปล่อย ทรายจะต้องไม่ติดมือและจะต้องไม่มีโคลนติดอยู่ที่มือด้วย ถ้าทรายมีขี้โคลนพอถูแล้วทรายจะยังติดมือ เลยไม่ยอมหล่น
น้ำที่เราใช้ผสมคอนกรีตเป็นน้ำบาดาลของเรา เป็นน้ำที่ดื่มได้ หินสะอาด ทรายสะอาด น้ำสะอาด ปูนซีเมนต์มีคุณภาพ 4 อย่างนี้ผสมในอัตราที่เหมาะสม ปูนซีเมนต์ละลายน้ำแล้วจะเคลือบหินได้รอบด้านหินต้องเป็นก้อนสี่เหลี่ยมหรือต้องมีลักษณะกลม ถ้าหินยาวๆ หักง่ายรับแรงหน่อยก็หักกลาง
เมื่อผสมปูนเข้าไปในสัดส่วนที่พอดีแล้วหินกับทรายจะถูกเคลือบด้วยปูน ถ้ามีดินเข้าไปอยู่ในหินในทราย เวลาปูนเข้าไปก็จะจับไม่ถูกเม็ดทราย จับไม่ถูกเม็ดหิน แต่ไปจับติดโคลน ฉะนั้นเวลารับแรง พวกขี้โคลนที่ปูนซีเมนต์หุ้มอยู่จะร่อนออก ทำให้งานของเราไม่แข็งแรง
นอกจากความสะอาดแล้ว ยังมีเรื่องส่วนผสมด้วย หินใหญ่เป็นก้อนๆ พอมารวมกัน และแต่จะก้อนมีช่องว่างอยู่ ช่องว่างใหญ่ๆ เราต้องเอาหินเล็กหน่อยใส่ลงไป แล้วจากหินเล็กที่แทรกในหินใหญ่ก็ยังมีช่องว่างที่ขนาดเล็กๆ อีก คราวนี้เราก็จะเอาทรายใส่ลงไปในนั้น ฉะนั้นใส่ทุกอย่าง ใส่ให้แน่น ไม่ให้มีช่องว่าง ไม่ให้มีฟองอากาศ โดยใช้ไม้กระทุ้งใช้เหล็กกระทุ้งให้แน่น เพื่อไล่อากาศออก ปัจจุบันทันสมัยหน่อยจะใช้เครื่องมือจี้ลงไปแล้วมันจะสั่น
การจี้ก็ต้องพอดี จี้มากไปก็ไม่ได้ จี้น้อยไปก็ไม่ได้ ดังนั้นเวลาเราทำงานต้องทำเป็นทีมเวิร์ค แบบต้องดี ไม้แบบช่างแบบต้องทำให้ดี คนจี้ก็ต้องจี้ให้ดี อย่าจี้ไปแล้วมีช่องทางให้น้ำปูนไหล ถ้าน้ำปูนไหล หินก็มีน้ำปูนมาเคลือบน้อยลง ทรายก็มีน้ำปูนเคลือบน้อยลง ต้องไม่ไหลต้องอุดให้แน่น
เวลาฝนตกการเทคอนกรีตต้องเทอีกแบบหนึ่ง หน้าฝนอากาศมันชื้น เวลาผสมในโม่เราต้องลดน้ำ แล้วเวลาแดดออกเปรี้ยงๆ อย่างตอนบ่ายต้องเทอีกแบบหนึ่ง ต้องเติมน้ำมากกว่าเดิมเผื่อน้ำระเหย ต้องคอยพรมน้ำตาม เติมมากก็ไม่ได้ น้อยก็ไม่ดี ตอนกลางคืนไม่มีแดด ส่วนผสมต้องอีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนและใส่ความประณีตลงไปด้วย
. . . . . . . . . . .
ทำการทดสอบ
หลวงพี่นำคอนกรีตไปทำการทดสอบความแข็งแรงเป็นร้อยเป็นพันลูกเดินถือไปทดสอบที่คณะวิศวะฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีคนนำคอนกรีตที่ทำตึกแถวมาทดสอบเช่นกัน เขาถือมาหลายลูก เดินสวนกับหลวงพี่ ระหว่างที่เดินสวนกัน คอนกรีตของเขาร่วงลงพื้นแตกเลย แค่หล่นก็แตกแล้ว ส่วนของหลวงพี่เข้าทำการทดสอบ อัดแรงเครื่องกดไฮดรอลิกส์ (Hydraulics) ขนาดร้อยตัน อัดไม่แตก จนกระทั่งอาจารย์
ที่คุมห้องแล็ปทดลองบอก "หลวงพี่ครับเครื่องผมจะพัง ร้อยตันแล้วยังอัดไม่แตก ผมกลัวเครื่องผมจะพัง งานของหลวงพี่เกินสเปคแล้วครับ"
ตามทฤษฎีบอกว่า หินต้องสะอาด ทรายต้องสะอาด น้ำต้องสะอาด ปูนซีเมนต์ต้องได้สัดส่วน ทฤษฎีเขาว่าแบบนี้ แต่เมื่อปฏิบัติจริงจะไม่ได้ตามทฤษฎี เพราะหินสกปรก ทรายสกปรก น้ำสกปรก ผลงานที่ออกมามันก็แตกไม่แข็งแรง ไม่ได้ตรงตามทฤษฎี
หลวงพี่ลองนำไปทดสอบต่อที่คณะวิศวะฯ ของสถาบันเอไอที(AIT) ที่นั่นเขามีเครื่องอัดน้ำหนักขนาด 500 ตัน ถึงจะอัดแตกวัดผลได้
คนงานที่ช่วยผสมปูน หลวงพี่ฝึกจนมีความชำนาญ เมื่อบอกภาษาช่างกับเขาว่าต้องการให้ผสมน้ำมากหรือน้อย บอกแค่ต้องการสลัมพ์เท่าไร (Slump Test เป็นการทดสอบความข้นเหลวของคอนกรีต)เขาก็ผสมให้หลวงพี่ได้ใกล้เคียงมากเลย ซึ่งกว่าจะฝึกคนงานที่ผสมคอนกรีตได้อย่างที่ต้องการก็ไม่ใช่ง่าย ปัจจุบันนี้ต่างคนก็ต่างไปเป็นเถ้าแก่กันหมดแล้ว
ผลงานของเราสูงกว่ามาตรฐานเยอะมากเลย เยอะมากๆ อาศัยความสะอาดที่หลวงพ่อและคุณยายสอนมาอย่างเดียวไม่ต้องไปซื้อน้ำยาเคมีมาผสมช่วยเลย อาศัยความสะอาดอย่างเดียว
ดังนั้นถ้าสมมุติว่าจะต้องสร้างโบสถ์อีกหลวงพี่จะไม่ใช้โม่ตัวใหญ่แบบที่ผสมสำเร็จ หลวงพี่จะใช้โม่ตัวเล็กๆ อย่างที่ใช้สร้างโบสถ์นี้ ค่อยๆโม่ทีละโม่ ช้าหน่อยแต่เราจะได้งานที่มีคุณภาพและได้ความปลื้มปีติภาคภูมิใจ
. . . . . . . . . . .


สร้างโรงทานไม่แพง
ตอนนั้นสร้างโรงทานหลังอาคารยามาฯ เป็นอาคารที่สร้างเพิ่มขึ้นมาคร่อมคูน้ำ แล้วหลวงพี่ก็คุมการก่อสร้าง ตอนนั้นออกแบบคำนวณ
โครงสร้างเอง คุมก่อสร้างเอง ทำอะไรเองเกือบทั้งหมด
อาม้าของคุณวรรณาท่านมาทำบุญกับหลวงพ่อ แล้วถามหลวงพี่ว่าค่าก่อสร้างเท่าไร หลวงพี่ก็บอกว่าหลังนี้ 3 ล้าน โยมอาม้าท่านบอก "โอ ทำไมแพงนักล่ะ" หลวงพี่เลยบอกว่า "โยมอาม้าเชิญทางนี้หลวงพี่จะพาไปดู"
ตอนนั้นกำลังทำศาลาดุสิต ก็ออกแบบเอง คุมก่อสร้างเองอีกเช่นกัน เชิญอาม้ามาดูว่าหลวงพี่ทำงานอย่างไร ท่านเห็นหลวงพี่เอาถัง น้ำมัน200 ลิตรผ่าครึ่ง แล้วก็ใส่น้ำเพื่อทำการล้างหินล้างทราย แต่ก่อน ที่จะล้างจะมีคนมาคัดเลือกหินผุและสิ่งสกปรกออกเสียก่อน หลวงพี่เลือกหินจากโรงโม่มาแล้วชั้นหนึ่ง แต่เผื่อหลุดลอดจากด่านโรงโม่มาก็จะมาเจอด่านนี้คัดเลือกหินอีกที จากนั้นก็เอามาล้าง คน 2 คนคอยถือตะแกรง ล้างน้ำเหมือนเราล้างถั่วงอก ล้างจนกระทั่งหินสะอาดแล้วค่อยยกขึ้นไปใช้งาน ทรายก็ทำเช่นเดียวกัน ล้างเหมือนล้างถั่วงอกเลย มีคนอยู่ประจำจุดนี้ 12 คน
พอนำมาผสมมีคนอยู่หน้าโม่อีก 4 คน พออาม้ามาเห็นการทำงานแค่การผสมคอนกรีตที่ละเอียดประณีตถึงกับบอกว่า "ไม่มีใครเขาทำอย่างนี้ สามล้านไม่แพง"
. . . . . . . . . . .

แรงบันดาลใจการผสมคอนกรีต
เมื่อก่อนตอนที่หลวงพี่เทคอนกรีต หลวงพี่เปิดดูตำราผสมคอนกรีตไปด้วย ตอนนั้นหลวงพี่ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้เรื่องสร้างโบสถ์พอเทคอนกรีตโยมเจ้าของโรงงานทำเสาเข็มถามหลวงพี่เลยว่าคอนกรีตของหลวงพี่รับแรงอัดได้กี่กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร
โยมคนหนึ่งเป็นเจ้าของบริษัทเกี่ยวกับการก่อสร้างได้ส่งเสาเข็มมาตอกที่โบสถ์เรา เขาบอกว่าสเปคของเขาทำได้ไม่ต่ำกว่า 400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เพราะเสาเข็มเป็นแบบเสริมแรงอัด งานของเขาเป็นพรีสเตรสคอนกรีต (Prestress Concrete) ส่วนของเราได้แค่ 280กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรเอง
หลวงพี่ก็มาเปิดตำราว่าเราไม่ได้ตรงไหน แล้วหลวงพี่ก็ขอตามไปดูถึงที่โรงงานเขาเลย เขาใช้ปูนอะไร ของบริษัทอะไร เขาใช้แหล่งหินจากไหน หินเขาจากราชบุรี หินเราจากสระบุรี ขอตัวอย่างหินจากโรงงานเขามาเลย แล้วเอาหินของเรามาส่งเข้าแล็ปเพื่อตรวจสอบว่าหินที่มาจาก2 แหล่งนี้ความแข็งแตกต่างกันอย่างไร
นอกจากนั้นก็ยังมาสังเกตดูสีของหิน สีของหินราชบุรีออกเขียวนิดหนึ่ง แต่ของสระบุรีออกสีเทาดำ แต่พอเข้าเครื่องทดสอบออกมาแล้วความแข็งไม่ต่างกัน
คราวนี้มาดูที่ทราย ทรายของเขามาจากราชบุรี ของเราก็มาจากราชบุรี ทรายไม่ต่างกัน
มาเรื่องน้ำ เขาบอกของเขาน้ำประปา ส่วนของเราน้ำมาจากน้ำบาดาล น้ำก็ไม่ต่างกันอีก
มาถึงส่วนผสม ของเราผสมเหลวกว่าของเขา อย่างนั้นเราก็ต้องมาปรับจุดนี้ เขามีส่วนผสมที่ทำให้คอนกรีตแข็งเป็นพิเศษไหม สอบถามแล้วก็ไม่มี แล้วเขาทำได้ 400 ทำไมเราได้แค่ 280 หลวงพี่จึงเริ่มศึกษาลงในรายละเอียดที่ลึกไปเรื่อยๆ เริ่มปรับน้ำลดลงมา เวลาผสมไม่ให้เหลวมาก ปรับขั้นตอนต่างๆ แล้วก็ส่งเข้าห้องแล็ปตรวจสอบ แล้วกลับมาปรับใหม่ แล้วส่งตรวจสอบอีก หลวงพี่ปรับอย่างนี้จนกระทั่งรับแรงอัดขึ้นไปได้ถึง 420 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ตอนนี้งานของเราเหนือเขาแล้ว ซึ่งความเป็นจริงงานโครงสร้างออกแบบกำหนดไว้แค่ 210 แต่หลวงพี่ปรับไปถึง 400 กว่าแล้ว
เมื่อให้ความสำคัญกับการคัดหิน คัดทราย และการทำความสะอาด จนต่อมารับแรงอัดสูงขึ้นไปถึง 600 กว่ากิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เรียกว่ารถถังมาชนรถถังพัง ทั้งที่ไม่ได้ผสมอะไรเพิ่มเป็นพิเศษเลย แค่รักษามาตรฐานการคัดหินให้ดี ให้สวยๆ สะอาดๆ คัดทราย
สวยๆ สะอาดๆ น้ำที่ผสมต้องสะอาด ซึ่งน้ำบาดาลที่วัดของเราก็สะอาดอยู่แล้ว ผสมสัดส่วนให้ได้เท่านี้เอง
เพื่อนในรุ่นหลวงพี่ที่จบมาด้วยกันบอกว่า ไม่มีใครเขาทำแบบนี้หลวงพี่ถึงบอกว่ารถใหญ่ๆ ที่ผสมคอนกรีตเสร็จมาแล้ว หลวงพี่จะส่งทีมงานหลวงพี่ไปตรวจถึงแพลนท์ (Cement Plant สถานที่ผสมปูน)ที่ทำงานเลยว่าถูกต้อง สะอาดได้ตามที่เราต้องการไหม ถ้าผ่านเราถึงอนุญาตให้มาเทในวัดได้ บางแห่งหลวงพี่เคยสั่งห้ามว่าคอนกรีตจากแพลนท์นี้ไม่ให้เข้ามาเทในวัดเพราะคุณภาพไม่ได้ เมื่อเจอเราสั่งห้ามมาเทในวัดเพราะคุณภาพไม่ถึง เขาก็ตกใจกันเป็นแถวเลย ผู้หลักผู้ใหญ่ในบริษัทของเขาลงมาดูกันเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นเรื่องที่ลือกระฉ่อนในวงการก่อสร้าง จนเขายกนิ้วให้ แล้วบอกว่า เขาไม่เห็นที่ไหนเข้มงวดมากมายแบบนี้
ตอนหลังทางบริษัทต่างๆ เขาต้องปรับปรุงกันยกใหญ่ เมื่อเราไปตรวจดูหินก็บอกเขาว่าให้หมาไปอีกในกองหินได้อย่างไร หินผุแบบนี้คุณภาพไม่ถึง ทรายสกปรกใช้ไม่ได้ ทีมงานของเราเวลาตรวจก็เข้มงวดมากเรื่องนี้ ในวงการเวลาเขาเสนอประมูลงานเรา เขาต้องบวกเพิ่มเพราะเจอรูปแบบการทำงานของเรา แต่คนที่ผ่านการทำงานกับเราแล้วเขาไปทำงานที่ไหนก็ได้รับคำชื่นชมยอมรับตลอด
มีบริษัทหนึ่ง เมื่อก่อนเขาทำงานให้ห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆแล้วมาทำงานอยู่กับเรา พอเขากลับไปทำงานให้ที่เดิม ทุกคนต่างพอใจผลงานว่าทำงานฝีมือเนี้ยบ เขาได้รับคำชมต่อเนื่องจนเป็นที่รู้จักกันดีในวงการ
. . . . . . . . . . .
คัดเลือกหินสีขาว
ตอนที่จะทำหินล้างบริเวณผนังของโบสถ์ เราทำการคัดเลือกใช้แต่หินสีขาว ช่างที่รอทำงานเขาเริ่มรำพึงออกมา "โอ้ย เมื่อไรเขาจะได้ทำผนัง
โบสถ์เสียที วันๆ คัดได้เพียงแค่นี้"
ตอนนั้นเราคัดเลือกหินอย่างกับเลือกเมล็ดข้าว เวลาคุณยายท่านให้เด็กหุงข้าวให้พระฉันท่านจะสอนหลานให้เก็บข้าวเปลือกและตัวมอดออกไป ถ้ามีเศษหินกรวดอยู่ให้เอาออกไป ให้มีแต่ข้าว หินล้างก็เช่นกัน เลือกหินผุ หินสีดำ หินสกปรกออก คัดเลือกแต่หินสีขาวที่สะอาด พอคัดมาได้จำนวนหนึ่ง ช่างเขานำไปฉาบครั้งสองครั้งก็หมดแล้ว เราต้องมานั่งเลือกกันใหม่ ช่างก็มาช่วยเลือกกับเราด้วย
หลวงพี่ชวนคนจากรังสิต จากสะพานใหม่ จากคลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม คลองสี่มาช่วยกันนั่งเลือกใส่ถาด ค่อยๆ เลือกไป วันอาทิตย์มีคนมาช่วยเยอะหน่อย พอสาธุชนฟังหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเทศน์เสร็จ ก็มาช่วยกันเลือกหิน คุณหญิงคุณนายท่านใส่แหวนเพชรก็
มาเอาบุญนั่งเลือกหิน เลือกไปแหวนเพชรส่งประกายแว็บๆๆ ตลอด

ช่วงที่หลวงพี่ไปเชียงใหม่ไปลุยบุกเบิกสร้างธุดงค์ล้านนา ได้ไปเจอช่างคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขาเข้ามาทักทาย "หลวงพี่ภูเบศใช้ไหม"พอเขาเอ่ยชื่อและแนะนำตัวมา ถึงรู้ว่าเป็นลูกน้องช่างลาภ เขาบอกว่าเขาทำงานกับช่างลาภ แต่ตอนนี้ช่างลาภตายไปแล้ว เขาบอกหลวงพี่เคยคุมงาน เขาทำหินล้างที่โบสถ์ ตั้งแต่สร้างโบสถ์มา 30 ปี เขายังจำหลวงพี่ได้ เขาบอกเขาต้องมานั่งเลือกหิน จะไม่ให้จำได้อย่างไร
ช่างลาภเคยบอกกับหลวงพี่ว่า ทำหินล้างมาตลอดชีวิต 40 กว่าปี เพิ่งมีงานของวัดพระธรรมกายที่ให้ผมมานั่งเลือกหิน งานแบบนี้เพิ่งเคยเจอ หินที่เลือกมาใช้ ช่างบอกว่าเขาคัดมาพิเศษที่สุดแล้ว ใช้หินชั้นหนึ่งเลย ปูนขาวของเขาเป็นปูนตรากิเลนก็สั่งมาจากญี่ปุ่นคุณภาพชั้นหนึ่ง ชีวิตเขารับทำเฉพาะหินล้างหินขัดอย่างเดียว "ผมคัดหินมาแล้วนะ หลวงพี่ยังมาคัดอีก 11-12 ถุงปุ๋ยใหญ่ๆ คัดแล้วใช้ได้อยู่แค่นี้นอกนั้นคัดทิ้ง ... " ช่างเขาทำไปก็รำพึงไป แต่หลังจากนั้นกลับทำให้เกิดความภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งดี ประณีต ที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยตลอดชีวิต
. . . . . . . . . . .
เสาเข็มโบสถ์
ตอนช่วงวางฐานรากในวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. 2520 เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรและเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์
วันนั้นลูกเสือชาวบ้านมาคอยต้อนรับกันคึกคักที่สุด เสาเข็มที่ใช้ตอกเป็นเสาเข็มโบสถ์เป็นเสาเข็มที่ยาวที่สุดที่รู้จักในสมัยนั้น คือ 21 เมตร ซึ่งตอนที่สร้างกุฏิ เรายังใช้เสาเข็มยาวแค่ 6 เมตร แต่เพิ่งจะมามี21 เมตร ก็ช่วงสร้างโบสถ์
พอเริ่มตอกเสาเข็ม โบสถ์ยาว 21 เมตร เราก็เริ่มตอกเสาเข็มกำแพงวัด 21 เมตรด้วย ตอนนั้นมันเริ่มทรุด กำแพงด้านข้างเพิ่มแรง
รับน้ำหนักของเสาเข็มเป็น 300 เปอร์เซ็นต์ยังทรุดเลย เพราะมันเป็นเลน
ตอกเสาเข็มโบสถ์ เขาตอกไปเป็นสี่เหลี่ยมตันเลยนะ ตอกไปปรากฏว่าตอกจนแน่น ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าตอกขนาดนี้ก็พอแล้ว ก็บอกให้ตอกไปเรื่อยๆ ให้ตอกจนกว่ามันจะไม่ลง เมื่อตอกไม่ลงจริงๆ ก็จบปรากฏว่ากระสอบที่เขารองหัวเสาเข็มไหม้เลย ไหม้อยู่ 2 ต้น
เสาเข็มที่โบสถ์ตอกแน่นมาก ตำราเขาว่าอย่างไร เราตอกตามแบบนั้นเลย
. . . . . . . . . . .
บุญพิเศษตอนค่ำ
เพื่อนที่คุมงานหรือดูแลงานก่อสร้างที่จบวิศวะฯ มาด้วยกันเขามาเยี่ยมหลวงพี่ช่วงที่กำลังสร้างโบสถ์ เขาแค่มาเห็นไม้แปนิ้วครึ่งหน้าสามที่หลวงพี่จัดเรียงเป็นระเบียบ เขาก็ยอมรับการทำงานของเราว่าประณีต
สมัยก่อนยังไม่มีแบบเหล็ก มีแต่ที่เป็นแบบไม้ทั้งหมดและไม่ใช่ไม้อัด สมัยนั้นใช้ไม้กระบาก ใช้ไม้ยางมาทำเป็นแบบ เป็นค้ำยัน เป็นนั่งร้าน เราก็เอามาจัดเรียงเป็นระเบียบอย่างสวยงาม
ถ้าหากว่าไม้ยางนิ้วครึ่งหน้าสาม เมื่อก่อนเขาซื้อกันศอกหนึ่ง4-5 บาท แต่ถ้ายาว 3 เมตรแบบนี้ ศอกหนึ่งจะ 10 กว่าบาท ยิ่งยาวมากยิ่งแพง เวลาที่เห็นช่างไม้เอาไม้ยาวๆ มาตัดเพื่อต้องการใช้แค่เมตรหรือครึ่งเมตร หลวงพี่จะต้องดุและตำหนิทันที เพราะว่าเอาของมีค่ามาทำให้เป็นของไม่มีค่า ดังนั้นหลวงพี่จะต้องเรียงไม้ แยกแต่ละขนาดไว้ให้เขาพร้อมใช้เลย และตกลงกันว่าต่อไปจะไม่มีการเลื่อยตัดทอนโดยไม่จำเป็นนะ
ถ้าจะเลื่อยไม้ต้องตรวจดูให้ดีว่าไม้สั้นตามขนาดที่ต้องการไม่มีจริงๆ หลวงพี่ถึงอนุญาตให้เลื่อย หรือไม่หลวงพี่ก็สั่งไม้ขนาดสั้นมาให้เขาเลย เพราะราคาถูกกว่ากันมาก พอหลังจากที่ช่างไม้เขาทำนั่งร้านตั้งแบบเทปูนแล้ว เขาจะทิ้งไม้กันเกลื่อนเลย ก็เหมือนกับงานก่อสร้างทั่วๆ ไปที่มันรกไปหมด แต่คุณยายกับหลวงพ่อสอนมาให้เป็นระเบียบหลวงพี่ก็จะเอาไม้หน้าสามมาเรียง แต่ก่อนที่จะเรียงก็ต้องมาถอนตะปูออกก่อน
เวลาช่างไม้เขารื้อถอนนั่งร้านและแบบ ตะปูยาว 3 นิ้ว จะโผล่เขาจะพับตะปูก่อน เขาจะพับล้ม พับล้มแล้วกองไม้เอาไว้ พอตอนเย็นห้าโมงครึ่งเลิกงานแล้ว ชาวบ้านจากที่ต่าง ๆ จากสะพานใหม่ จากรังสิตคลองหนึ่ง คลองสอง บางขันธ์ คลองสาม คลองสี่ จะมารับบุญพิเศษกัน คืนหนึ่งมาประมาณ 40-50 คน แล้วก็มาช่วยรับบุญถอนตะปูและจัดเรียงไม้
คุณยายท่านก็จะเตรียมน้ำปานะ บางทีโยมแม่ก็จะต้มถั่วเขียวเอามาเลี้ยงชาวบ้าน พวกช่างเลิกงานแล้วก็ยังมาช่วยงานด้วย สมัยนั้นบรรยากาศมันสนุก
พอกลางคืนอากาศเย็นสบาย ทุกคนที่มาช่วย คล้ายๆ มาสังสรรค์ของครอบครัว เขาไม่ได้รู้สึกว่ามาทำงาน แต่เขามารับบุญพิเศษ มีพ่อมีแม่มีลูกมีหลานรวมกันทุกวัย มาทำความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น
. . . . . . . . . . .
งัดตะปู
หลวงพี่มหาชิโตท่านเอารถดัมพ์ที่ใช้สำหรับเข็นไปให้โยมของท่านรับบุญใส่ยางรถยนต์ล้อใหญ่ๆ เพราะพื้นที่เราเป็นดินท้องนา ถ้าเป็นยางเส้นเล็กๆ เหมือนที่ใช้ก่อสร้างทั่วไป พอเข็นๆ ไปล้อจะจมดิน พอดินเจอฝนหน่อยดินก็นิ่มเละ เข็นไปล้อมันก็จม แต่พอใส่เป็นยางรถยนต์ ทำให้รับน้ำหนักได้เยอะและล้อไม่จม
เริ่มงานประมาณสัก 6 โมงเย็น เราก็จะให้เด็กอายุประมาณ11-12 ขวบ เข็นรถลงจากไซต์ที่ก่อสร้าง พวกนี้ชอบเข็นรถ เด็กรุ่นๆอย่างนี้ว่องไวมาก เข็นไปเอาไม้ที่จะต้องถอนตะปูมากองในลานข้างๆโบสถ์ ฝ่ายพ่ออยู่ที่ลานข้างโบสถ์คอยงัดตะปู ส่วนลูกไปเข็นไม้มาให้พ่อ
เด็กเล็กๆ อายุ 3-5 ขวบ ก็มาช่วยด้วย จะให้เขาไปเข็นแบบนั้นก็ไม่ไหว ยกไม้ก็ไม่ค่อยไหว แต่จะคอยช่วยหนุนไม้เล็กๆ ได้ สมัยนั้นอุปกรณ์มีอย่างละอันสองอัน มีค้อนหงอนซึ่งหมายถึงค้อนที่มีแง่งไว้งัดแล้วมีค้อนตุ้มที่หัวเป็นตุ้มไว้ใช้ตี แล้วก็มีชะแลง เรามีอย่างละไม่กี่อันมีอยู่แค่นี้
ส่วนไม้ที่ช่างเขาพับล้มตะปูมาแล้ว ทางแม่จะคอยงัดตะปูให้ตรงโดยเอาไม้มารองแล้วก็ตีให้หัวตะปูโผล่มา แล้วทางพ่อก็จะเป็นคนงัดถ้างัดเลยจะไม่ถนัดต้องมีไม้มาหนุนให้สูงขึ้นมานิดหนึ่งก่อน แล้วใช้ชะแลงงัดขึ้นมา อย่างนี้ถึงถนัด เด็กเล็กๆ อายุ 2-3 ขวบ มาช่วยพ่อหนุนไม้นี้ได้
เมื่อทางพ่องัดตะปูขึ้นมา ตะปูจะหล่นไปอยู่ที่พื้น เด็กที่โตขึ้นมาหน่อยอายุ 5-6 ขวบ ที่ยังไม่รู้จะช่วยทำอะไร แล้วเราจะปล่อยให้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เลยต้องหากิจกรรมให้เล่น หลวงพี่ไปหาแม่เหล็กมาให้เขาใช้แม่เหล็กนี้คอยดูดตะปู เพราะกลางคืนมองหาตะปูไม่ค่อยเห็น ตะปูจะปนอยู่กับดินก็เลยให้เอาแม่เหล็กนี้ไปดูดตะปูแล้วใส่ในกระป๋องที่ใช้เทปูน พอได้รับบุญนี้เขาก็สนุก ดังนั้นทุกคนจะมีโอกาสทำงาน รับบุญกันหมดทุกคน
. . . . . . . . . . .
อนุโมทนาบุญ
ผู้ชายที่แข็งแรงๆ เขาก็จะมาช่วยเลื่อยไม้ให้ตรง ไม้หน้าสามมันหักมาเป็นปากฉลาม เขาจะนำมาเลื่อยใหม่ให้ตรง แล้วค่อยเอาไม้ที่เลื่อยตรงดีแล้วนี้มาเรียงเก็บเข้าที่ให้สวยงาม
พองัดตะปูเสร็จเรียบร้อย เขาก็จะเอาไม้ให้เด็กอายุ 12-13 ขวบเข็นไปส่งที่ตั้งเป็นนั่งร้านขึ้นมา ให้วางไม้ศอกหนึ่งไว้กองนี้ ไม้เมตรหนึ่งวางไว้ตรงนี้ ไม้เมตรครึ่ง ไม้สองเมตร สามเมตร สี่เมตร แยกเป็นกองแล้ววางเรียงเป็นแถว คนที่จะเรียงไม่ได้ดีที่สุดคือคนมีอายุ
ผู้สูงอายุ 70-80 เขาอยากจะรับบุญด้วย แต่จะให้เข็นรถดัมพ์แบบเด็กๆ ไม่ไหว แต่จะเรียงไม้ได้สวย เลือกดูไม้เรียบสวยแล้วค่อยๆวางเรียง สักพักหลานก็เข็นรถเอาไม้มาส่ง ก็ส่งกันไปเรียงกันไป สวยเป็นระเบียบเหมือนกับเป็นร้านขายไม้
ชุดที่ทำได้คล่องแคล่วที่สุดคือ ชุดที่มาจากสะพานใหม่กับรังสิตพวกเขารับบุญกันเป็นทีม แม่ค้าจากตลาดสะพานใหม่มาช่วยรับบุญกันเยอะเลย แล้วพวกนี้เขาทำงานไวเพราะเขามีเวลาน้อย เดิมปกติเขาจะปิดร้านตอนประมาณ 2 ทุ่ม แต่พอจะมารับบุญตอน 5 โมงเย็นก็เริ่มปิดร้านเตรียมตัวมาเอาบุญกัน ชวนกันมาเป็นคันรถๆ โดยที่เขาไปพูดชวนกันในตลาด เขาพูดกันปากต่อปาก เขาชวนกันมาเองเลย
งานบุญของเรามีทุกคืน ไม่ถอนตะปูก็มีการผูกเหล็ก ไม่ผูกเหล็กก็ต้องมีเทปูน มีงานให้เขารับบุญตลอดทั้งปี
วันเสาร์อาทิตย์เราก็มีงานบุญให้เขาทำ พอหลวงพ่อทัตตชีโวเทศน์เสร็จ บางคนมาผูกเหล็ก บางคนมาจังหวะเทปูนก็เทปูน บางจังหวะต้องมาถอนตะปู และตอนทำหินล้างก็มาช่วยคัดเลือกหินกัน
ทุกคนที่มานี้ก็ฝึกทำงาน ไม่ได้ชำนาญ แต่ทุกคนสามารถทำประโยชน์ได้หมด ต่างก็มีประโยชน์กับงานหมดทุกคน ทำให้หลวงพี่เข้าใจว่า Put the right man on the right job เป็นอย่างนี้ ต่างก็มีกิจกรรมในงานบุญทุกคนเลย
พอถึง 4 ทุ่มก็พัก เก็บงานทุกอย่างเสร็จหมด ก็อนุโมทนาบุญกัน จากนั้นก็เดินทางกลับโดยรถสองแถวที่เขาหากันมาเอง
. . . . . . . . . . .
เปลี่ยนผลัด
พองานทุกอย่างของวันนั้นเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว 5 โมงครึ่ง หลวงพี่มหาชิโตท่านจะกลับไปสรงน้ำ ไปนั่งสมาธิ หลวงพี่ก็จะชักชวนขอแรงพวกช่างว่า อย่าเพิ่งกลับนะ เดี๋ยวมาเอาบุญกันก่อนนะ แล้วคุณยายก็จะเตรียมหามื้อเย็นมาให้พวกช่างที่มารับบุญ
สองทุ่มหลวงพี่มหาชิโตท่านก็จะออกมา ผลัดเปลี่ยนให้หลวงพี่กลับไปสรงน้ำ นั่งสมาธิบ้าง พอสามทุ่มหลวงพี่ก็ออกมา ก็จะมีช่วงเวลาที่คุยกันอยู่ประมาณไม่มาก คุยกันว่าพรุ่งนี้แผนงานจะเป็นอย่างไรต่อก็เป็นการคุยกันวันต่อวัน โดยที่หลวงพี่มหาชิโตท่านจะคอยรับนโยบายมาจากหลวงพ่อ ส่วนหลวงพี่จะเอาแต่เรื่องคนงาน เรื่องช่างด้านเทคนิคด้านงานสนามเป็นหลัก

. . . . . . . . . . .
ช่างเหล็ก
ช่างเหล็กที่เคยมาขอเทปูนช่อฟ้าด้วย มีลักษณะผมหยิก หน้ากล้อคอสั้น ลักษณะสุดๆ ตามที่คนโบราณว่าไว้เลยว่าคบไม่ได้ แต่พอมาทำงานอยู่กับเรา ก็ถูกอบรมขัดเกลานิสัย ฝึกให้เขาอยู่ในบุญ เราให้เขาสวดมนต์แล้วเทศน์ให้เขาฟัง จนเขาเปลี่ยนแปลง
วันหนึ่งหลวงพี่กำลังนั่งคำนวณเช็กโครงสร้างอยู่ในออฟฟิศสนามเขาก็เข้ามาหา นั่งคุกเข่าพนมมือแต้
"หลวงพี่ครับ ผมขออนุญาตกราบหลวงพี่หน่อยครับ"
"มีอะไรว่ามา"
"ผมขอถวายเหล้าให้หลวงพี่ครับ"
"เอ้ย! หลวงพี่ไม่ฉัน"
"เปล่าครับ คือว่า ผมจะเลิกเหล้าหมดแล้วครับ"
"โอ้! สาธุนะ"
"แล้วผมจะเลิกเล่นการพนันด้วยครับ"
"เอ้อ! สาธุ" เดิมช่างเหล็กนี้ทั้งเจ้าชู้ ทั้งขี้เหล้า ทั้งการพนันครบหมด มาถึงพนมมือกราบเรียนหลวงพี่ว่าจะเลิกเหล้า เลิกการพนันหลวงพี่ก็อนุโมทนาบุญและให้ศีลให้พรเขาไป
ตรงนี้เราได้สร้างสิ่งแวดล้อมให้เขา ทั้งงานที่ทำ ทั้งที่พักเราก็จัดสรรให้ดี ที่พักของเขาก็อยู่ประมาณโรงหุงข้าวในปัจจุบัน ตั้งเป็นกติกาเลยว่าไม่ให้มีการกินเหล้าในที่พัก ไม่ให้เล่นการพนัน ไม่ให้มีการทะเลาะกันภายในแค้มป์คนงานมันก็เลยไม่มีเหล้า ถ้ารู้ว่ามีเหล้าก็จะต้องทำตามกติกา คือ ไม่ให้ทำงาน ให้ออกไปเลย เรื่องเหล้าเรื่องการพนันจึงไม่มี
แล้วตอนเช้าต้องมาสวดมนต์ ตอนเย็นก็มานั่งรับบุญพิเศษกันแบบนี้ คนนั้นมารับบุญ คนนี้มารับบุญ เรามีเวลาคุยธรรมะให้เขาฟังตอนเช้าพอสวดมนต์เสร็จก็จะเทศน์ให้เขาฟังว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต สอนให้เขารู้ว่าเขาโชคดีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาสอนให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร อย่างไร ศีล 5 ดีอย่างไร ถ้าไม่รักษาศีล 5 แล้วจะเป็นอย่างไร เราก็คุยเล่าให้ฟังทุกวัน วันละนิดวันละหน่อยวันละ 10 นาที ก็ค่อยๆ หลอมเขาให้อยู่ในเบ้าแห่งความดี
มนุษย์ทุกคนอยากจะเป็นคนดีทั้งนั้น แม้แต่คนที่แสบที่สุด เขาก็อยากเป็นคนดี แต่ว่าสิ่งแวดล้อมจากที่เขาไปเจอมาต่างหากชักจูงเขาให้หลงไป แต่พอมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มาเจอหลวงพ่อ เจอคุณยายมาเจอพวกเราที่ยิ้มแย้มเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เวลาพระฉันแล้ว ยังมีอาหารอยู่ พวกคนงานเขาก็จะได้กินด้วย เป็นอาหารสิริมงคลหล่อเลี้ยงใจหล่อเลี้ยงกายแก่เขา และหลายๆ คนเมื่อทำงานเสร็จแล้ว แยกย้ายไปทำมาหากินที่อื่น ไปแล้วก็กลับมาเยี่ยมกันอยู่เสมอ
. . . . . . . . . . .
แผลสด
สมัยนั้นลุยงานเต็มที่ หลวงพี่จะมีแผลเกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้นตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมา สิ่งที่หลวงพี่ดูแลตัวเองได้ดีที่สุดคือ การใส่ยารักษาแผลสด
แผลสดของหลวงพี่จะไม่เคยเกิน 2 วัน หรือ 3 วันก็จะหายแล้วที่กุฏิของหลวงพี่ก็ไม่ได้มียาอะไรมากมาย มีแค่แอลกอฮอล์ สำลี ยาใส่แผลสด และก็มีปลาสเตอร์ปิดแผลเท่านั้นเอง
ขณะที่ไปตรวจงาน แค่โดนลวดผูกเหล็กเกี่ยวหน่อยเดียวก็ได้เลือดแล้ว พอปลงผมเสร็จ มุดเข้าไปในนั่งร้าน ศีรษะชนไม้นั่งร้านก็ได้เลือดอีกแล้ว บางทีก็เดินไปเหยียบตะปู บางทีก็ไปเตะเหล็กที่เขาทำระดับเทคอนกรีต เราไปเตะเข้าได้เลือดอีก จะได้เลือดทุกวัน
พอกลับไปถึงกุฏิ สรงน้ำเสร็จก็ต้องล้างแผลและใส่ยา หลวงพี่ทำแผลจนกระทั่งรู้เคล็ดลับเลยว่า ถ้าแผลสดจะให้มันหายไวที่สุด แผลจะต้องไม่โดนน้ำ พอเกิดแผลต้องรีบทำความสะอาดทันที ถ้าได้เลือดมาแต่เลือดแห้งแล้วไม่เป็นไร แต่อย่าให้โดนน้ำ พอทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์เสร็จก็ใส่ยา ใส่แผลสดแสบๆ เทอร์โมรอซอล ถ้าใส่ทิงเจอร์แสบเหมือนกัน แต่หลวงพี่จะถูกกับเทอร์โมรอซอลตัวนี้ สีจะส้มๆ หน่อยใส่แล้วอย่าให้โดนน้ำ ถ้าเป็นแผลที่ขาเวลาสรงน้ำก็ทรมานลำบากหน่อย
. . . . . . . . . . .
ไม่ค่อยป่วย
สมัยนั้นเนื่องจากท้องนาอากาศเปลี่ยนแปลงมาก แล้วหลวงพี่คุมงานแทรกเตอร์กลางแดดเปรี้ยงๆ ร่มที่ช่วยบังแดดหลวงพี่ก็ไม่ใช้ รู้สึกว่าเกะกะ หลวงพ่อเคยบอกให้ใช้ร่ม พอใช้แล้วไม่ค่อยถนัด จีวรจะคลุมศีรษะยังไม่ใช้เลย หน้าผากหลวงพี่โดนแดดเผาไหม้และลอกเป็นแผ่นไหล่เกรียม พอถอดอังสะออกมาผิวข้างในขาววอกข้างนอกดำเกรียมหลวงพี่ใส่รองเท้าคีบพอถอดรองเท้าเป็นรอยเส้นสีขาวนอกนั้นดำหมดเลย
คุมแทรกเตอร์กลางแดดเปรี้ยง พอฝนมา มันมาไวมาก ต้องรีบหาอะไรคลุมหน้าดิน คลุมหน้าลูกรัง คลุมหน้าพื้นที่เพื่อไม่ให้งานเสียฝนตกมากลางแดดกำลังเปรี้ยง ร่างกายจากที่โดนแดดอยู่ พอมาเจอฝนกระหน่ำ ร่างกายเนื้อตัวนี่หนาวสั่นเลย สั่นจนกระทั่งบางทีลมออกหูกลับไปถึงที่กุฏิ สรงน้ำแล้วฉันดีคอลเจน 1 เม็ด นั่งสมาธิแล้วหลับตอนเช้าตื่นขึ้นมาหาย เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ค่อยมี
. . . . . . . . . . .