บริโภคแต่พอดี

วันที่ 08 มค. พ.ศ.2569

8-1-69_b31%283%29.png

 

 

 

                     พระอาจารย์สัจจาธิโก : ครับ เจริญพร เจริญพรทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เรามาฟังธรรม เรื่องบริโภคแบบพอดี ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจว่ามนุษย์เนี่ยนะ มีพื้นฐานของการเกิดมาและการดํารงชีพ โดยใช้การบริโภคเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงเราก็ต้องบริโภคนะ ยังไงเราก็ต้องบริโภค ยังไงเราก็ต้องใช้สอยทรัพยากรบางอย่าง เพื่อทําให้ชีวิตของเราดํารงอยู่ได้ หลวงพี่ใช้คํานี้แล้วกันเนาะ เราต้องใช้สอยทรัพยากรแน่แน่เลย ทรัพยากรบางอย่าง เพื่อทําให้ชีวิตของเราดํารงอยู่ได้ หรือว่ายังคงดําเนินต่อไปได้ เรายังจําเป็นต้องใช้สอยทรัพยากร ฉะนั้นหลวงพี่คิดว่า ในการที่ตัวเรามีทรัพยากรของเรา เหลือตัวเรา ยังต้องอิงอาศัยทรัพยากรน่ะ มันหมายถึงการที่เรายังคงต้องเบียดเบียนโลกอยู่ดีอะนะ การมีอยู่ของชีวิต หรือยังไงก็ตามก็ยังต้องใช้ปัจจัยสี่เนาะ เบียดเบียนมากน้อยก็สุดแล้วแต่ แต่ก็ยังต้องเบียดเบียน จะเป็นอาหาร เป็น อารามหรือคือที่พัก แต่เป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ก็อาศัยจากปัจจัยสี่ทั้งนั้น แต่จะเป็นยารักษาโรค เช่นในการมีชีวิตมนุษย์คนนึงเนี่ย ไม่มีทางเลยที่เราจะไม่ต้องบริโภค หรือไม่ต้องใช้สอยทรัพยากร เราต้องบริโภคและต้องใช้สอยทรัพยากรอย่างแน่แท้ แล้วมันก็ยังเป็นเรื่องที่สําคัญสําหรับการเป็นมนุษย์

 

 

                     เพียงแต่ อ่า แม้กระทั่งในพระสูตรนะ เอ่อ คณกโมคคัลลานสูตรนะ ก็ยังมีในเรื่องของการ ประมาณในการใช้สอย เป็นเรื่องใหญ่ เพราะอะไรเอ่ย เพราะว่าการประมาณในการใช้สอยปัจจัยต่างต่าง คือการเริ่มมีสติรู้ตัว ว่าความสุขนั้นไม่ได้หาได้จากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายนอกเป็นเพียงเครื่องดํารงชีพ เลี้ยงชีวิตอยู่ แต่มิใช่เครื่อง หรือมิใช่สิ่งใหญ่ ไม่ใช่เครื่องหรือไม่ใช่สิ่งใหญ่ สิ่งสําคัญใหญ่ในการทําให้ชีวิตมีความสุข เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ หลายคนนะพอเราบริโภคไม่พอดี เราก็เลยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าความสุขจากการบริโภคค่อนข้างเยอะ เมื่อไหร่ความสุขจากการบริโภคค่อนเยอะ สติปัญญาความสามารถความรู้ก็หลุดไป หลุดไปแล้วก็หลงไปว่าการที่ เราได้สิ่งเหล่านี้ มันแปลว่าเราจะมีความสุขมากขึ้น การบริโภคแต่พอดีจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สติในการดํารงชีวิต ถ้าเราไม่ใช้สติ ในการดํารงชีวิต ถ้าเราไม่ใช้สติในการดํารงชีวิต ชีวิตของเรา ก็จะเป็นเพียงการ การทําไปอย่างนั้น อย่างนั้น ให้มันผ่านไป ให้มันผ่านไป สติเป็นเรื่องใหญ่ แล้วสติก็เริ่มต้นจากการ ฝึกวางใจในการใช้สอยปัจจัย 4 เพราะปัจจัย 4 คือสิ่งที่ยังไงก็ต้องใช้สอย อย่างเลี่ยงไม่ได้ เราทุกคนยังมีเหตุที่ยังต้องใช้สอยปัจจัยสี่อยู่ เราทุกคนยังมีชีวิตอะ เมื่อยังต้องดํารงชีวิตปัจจัยสี่ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ถ้าเราเองใช้สายปัจจัย 4 แต่ว่าไม่มีสติ นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ ใจมันจะเริ่มออกห่างจากตัว ใจจะเริ่ม ออกห่างจากตัว ออกห่างจากตัวแล้วก็หลงไปเยอะๆ หลงไปทีเล็กทีน้อย หลงไปว่า ของต่างต่างทั้งหลายคงเป็นเครื่องแน่แท้แห่งความสุข หลงทั้งที่ไม่อยากจะหลงเลยนะ คือบางทีความรู้เรามีแต่เพราะอาศัยความคุ้นในการใช้ชีวิต จิตของมนุษย์จึงไหลไปได้อย่างง่ายง่าย

 

 

                     เมื่อกี้หลวงพี่พูดถึงคณกโมคคัลลานสูตรเนี่ย หรือแม่บทในการฝึกอบรมพระศาสนานี่ก็จะมีทั้งหมดหกขั้นตอน ในหกขั้นตอนเนี่ยก็ต้องทวนสักนิดนึงว่าคณกโมคคัลลานสูตรเกิดจากอะไร เกิดจากพราหมณ์ พราหมณ์เนี่ยนะ ท่าน ท่านมาถามพระพุทธเจ้าว่าพราหมณ์ชื่อว่าคณกะเนี่ย เออซึ่งเป็นพราหมณ์ที่ถนัดในการคิดเลขคํานวณเลข คือเหมือนกับถนัดในการชอบคํานวณอะ แล้วก็บอกพระพุทธเจ้าว่าแบบเออในการเรียนเลขเนี่ยศาสตร์ที่ชื่อว่าเลขเนี่ยมันต้องเรียนเป็นลําดับนะ ต้องเรียนจากเรื่องบวกลบเรียนจากเรื่องจํานวนคืออะไรอะไรไม่ใช่จํานวน แล้วจึงค่อยเรียนบวกลบถึงค่อยเรียนคูณหารถึงค่อยเรียนทวิตอะไรก็ว่าไป แต่แล้วพุทธศาสนาเนี่ยมีการเรียนตามลําดับไหม เพราะว่าในการเรียนเป็นเลขเนี่ยคือมันเรียนข้ามลําดับไม่ได้ ถ้าเดินเข้าลําดับแล้วล่ะก็ มันจะทําให้ความเข้าใจไม่ครบถ้วน ในพระศาสนาเนี่ยมีการเรียนไปตามลําดับไหมเพื่อการบรรลุธรรม

 

 

                     ก็มีสิพราหมณ์ เรื่องแรกเลยข้อที่หนึ่งเลยคือสํารวมระวังในพระปาฏิโมกข์คือสํารวมในศีล ก็ถ้าเรายังคงเบียดเบียนทําร้ายคนอื่น จิตคงฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านก็จะนําไปสู่ การที่เราสงบจิตสงบใจไม่ได้ เหมือนหลักการที่พระพุทธเจ้ามอบให้เลย คือละชั่ว ทําดีทําใจให้ผ่องใส ต้องเริ่มจากการละชั่วก่อน ถ้าชั่วยังไม่ละ มันก็ฟุ้งซ่านวุ่นวายไปหมด สองคือละชั่วเสร็จก็ต้องระวังจิตมิให้คิดชั่วด้วย ละชั่วทางกายก็ระวังจิตคืออะไร คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลาย คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลายคือ มีสติล่ะ ว่าตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้ของเราเนี่ย เป็นทางผ่านเป็นเรื่องกระทบ เราก็จะมีสติในตาหูจมูกลิ้นกายใจของเรา มิให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเราเป็นโทษ คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลาย คือเอาใจกลับมาไว้ที่ตัว

 

 

                     ต่อไปคือ รู้จักประมาณในโภชนะ ในการ ละชั่วหรือให้ใจไม่ไปเกาะเกี่ยวกับเรื่องนอกตัวเนี่ย มันเริ่มจากการรักษาศีลนะ จะได้ไม่เกิดความเหนงใจ รักษาศีล จะได้ไม่เกิดความเหนงใจ รู้จักระวังในทวารอินทรีย์ คุ้มครองทวารอินทรีย์ ในคําว่าคุ้มครองทวารอินทรีย์ก็คือ ในอีกความหมายนึงมันก็คือว่าเอ้อเรารู้จักควบคุมไม่ให้กายหรือไม่ให้ใจของเราออกไปนอกตัวและสุดท้ายแต่ว่ามีสิ่งนึงยังถูกยั่วเย้าได้เสมอก็คือเรายังต้องอาศัยปัจจัยสี่ในการบริโภค ในการดํารงชีวิต ถ้าใช้อย่างไม่พอดี เราก็คุณยายไปใช้คําคุณยายอาจารย์ผู้สร้างวัดพระธรรมกายเนี่ย ใช้คําว่าใช้น้ำไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าน้ำ ใช้ไฟไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าไฟ และในทางกลับกัน เนาะ อันนี้คุณยายไม่ได้พูด แต่หลวงพี่เสริมเข้ามาให้ ก็คือ ถ้าเราใช้สิ่งของไม่เป็น ใช้อาหารไม่เป็น เราก็เป็นขี้ข้าอาหารเหล่านั้น เป็นเพียงขี้ข้าของอาหาร อาหารเหล่านั้น เป็นขี้ข้าของอาหารเราต้องพยายามดิ้นรนเป็นขี้ข้าคืออะไร เป็นขี้ข้าน้ำขี้ข้าไฟคือใช้น้ำใช้ไฟไม่เป็นก็เหมือนเราเป็นหนี้ เหมือนเราใช้บัตร บัตรเครดิตไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าบัตรเครดิตคือต้องทํางานหาเงินงกๆๆมาเพื่อใช้หนี้ของตัวเอง ใช้น้ำใช้ไฟไม่เป็นก็เหมือนเป็นขี้ข้าน้ำขี้ข้าไฟคือต้องทํางานหาเงินเพื่อมาใช้หนี้น้ำใช้หนี้ไฟของตัวเอง เป็นขี้ข้าของกินก็คือ เป็นขี้ข้าปากก็คือ ต้องทํางานหาเงินเยอะแยะเลยเพราะมันดิ้นรนตามใจปาก ให้จบไปชาตินึง จบไปครั้งนึง จบไปเรื่องราวนึง เราต้องดิ้นรนใหม่ โอ้โห เหนื่อยแย่หน่อย ถ้าใช้ไม่เป็นนะ เหนื่อยแย่เลย เพราะเราต้องดิ้นรนทั้งชีวิตเลย เพียงเพื่อมาเติมเต็มปากท้องของตัวเราเอง

 

 

                     ข้อที่สี่นี่คณกโมคคัลลานสูตรนะ ก็คือ ประกอบเนืองๆซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่ เมื่อเราเองละความชั่วแล้ว เราเองก็ต้อง อันนี้คือกระบวนการในการเจริญสติเลยนะ ละชั่วสํารวมในศีลคุ้มครองอินทรีย์ ประมาณในการใช้สอย ประกอบเนืองเนืองซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่ คือต้องเริ่มสั่งสมชั่วโมงให้ใจมันหยุดนิ่ง ใจมันหยุดนิ่ง คือใจมันผ่องใส เมื่อละชั่วแล้ว จิตของเราคุ้มครองตัวเองดีแล้ว ทําใจให้ใส ทําใจให้ดี มันคือการค่อย ๆ น้อมนําใจจากที่ทักทายข้างนอกกลับมาอยู่ในทรัพยากรคือกลับมาอยู่กับตัวจริงจริง ทําอะไรฉันก็รู้ตัว นั่นก็รวมหมายถึงทั้งการทําความดี และการเริ่มทําใจให้ผ่องใสละ นะ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วสุดท้ายคือ เสพเสนาสนะอันสงัด คือให้เวลาตัวเองในการได้หยุดใจนิ่งๆ จริงๆ ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ก็คือ คณกโมคคัลลานสูตร

 

 

                     กลับมาที่ตัวของเราที่เราคุยเรื่องบริโภคในวันนี้ ใช่เพราะการบริโภคเป็นเรื่องจําเป็น และเพราะอย่างไรเราก็ต้องบริโภค เราเลี่ยงไม่ได้เลย บริโภคแล้วเป็นโทษ ก็คือบริโภคโดยไม่มีสติ ตั้งแต่การเอาเข้าอย่างไม่มีสติคือบริโภคอย่างเพลิดเพลิน ใจส่งออกนอกตัวและกลายไปเป็นทาสการบริโภคนั้น โดยไม่รู้ตัว หลงไปว่าสิ่งเหล่านี้คือความสุข และบริโภคแล้วเมื่อหลงว่าสิ่งนี้มีความสุขคือความสุข ก็อยากได้เพิ่ม ครั้นอยากได้เพิ่มก็เร่งไปขวนขวายเพิ่ม ชีวิตร่างกายของเราจึงเกิดมาเพื่อขวนขวาย เพื่อกอบโกยแล้วก็ตายจากไป โดยที่ใจไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นั่นคือเรื่องอันตรายที่สุดของการบริโภคอย่างขาดสติ เราอาจจะมองว่าเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เพราะเรื่องเล็กน้อยจึงทําให้ชีวิตผิดเพี้ยน ความสบายเล็กเล็กน้อยน้อยที่ติดไปแล้วก็ติดจนทั้งชีวิตของเราลําบากไม่เป็น มีสติไม่เป็น ไม่เข้าใจจริงจริงว่าสุดท้ายเกิดมาทําไม หลงไปว่าเราคงจะต้อง มีเยอะๆเพื่อจะได้มีความสุข ก็เพราะไม่เข้าใจเรื่องเล็กน้อย จึงกลายเป็นว่าเอาความสุขไปฝากไว้กับปัจจัยภายนอกแล้วก็หลงละเลยการรักษาใจที่แท้จริงภายใน นี้นี่เอง เราจึงควรมีสติในการเริ่มต้นจากการบริโภค บริโภคได้ บริโภคของประณีตก็ได้ ไม่ต้องบริโภคของไม่ประณีตหรอก มีกําลังทรัพย์อะก็บริโภคของประณีตให้เต็มที่ แต่มีสติหน่อย ประมาณหน่อย เราไม่ได้เกิดมาเพื่อกอบโกย ยังไงเราก็ต้องตาย เราเกิดมาเพื่อยกระดับจิตใจ อย่าหลง อย่าให้การบริโภคล่อลวงเรา ให้เราหลง เพราะหลงกับไอ้แค่หลงการบริโภคบริโภคอย่างขาดสติ เราเองก็จะเริ่มค่อยค่อยหลงทําความชั่วเพราะความอยาก อยากได้อํานาจก็พร้อมโกหก พร้อมทําทุกอย่างเลย หักหลังสะบัดสัตย์ทําทุกอย่างเลยเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจ อยากได้ทรัพย์ อยากบริโภคเยอะ อยากได้เยอะ ๆ อยากกอบโกย ก็พร้อมโกงกิน พร้อมล่อลวง อยากเยอะๆ ก็พร้อมทําร้ายผู้อื่น เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความอยาก หรืออาจจะไม่ทําร้ายผู้อื่น ไม่เบียดเบียนไม่ได้โกหกไม่ได้ทําอะไรอย่างงั้น แต่เราก็คิดถึงได้แค่แต่ตัวเองไม่ได้คิดจะช่วยเหลือผู้อื่น เกิดมาใจก็แคบไปซะอย่างงั้น ฉะนั้นการบริโภคแต่พอดีจึงไม่ได้หมายถึงแค่การบริโภค แต่หมายถึงการมีสติในการใช้ชีวิตอย่างพอดี และให้เราทรัพย์ของเราเป็นทรัพยากรฮะ ที่จะได้ช่วยเหลือคนอื่น

 

 

                     วันนี้คง ฝากไว้ ให้เราได้กลับไปคิด และ พวกเราเองที่อยากให้ทรัพยากร เอ้า แล้วเราเองนะเนี่ย อยากจะคุ้มครองทรัพย์ของเราให้เป็นอริยทรัพย์ หลวงพี่ก็อยากเชื้อเชิญทํา ทั้งในห้องพระไตรปิฎกยามเช้าของเราที่เรายังคงมีรายการอย่างต่อเนื่องเนี่ย ก็จะมีการทําทานอยู่เรื่อยเรื่อย มีการชวนทําทานอยู่เรื่อยเรื่อย อย่างน้อยปีนึงก็หลวงพี่ขอแล้วกันที่อยากจะเชิญทุกท่าน สามถึงสี่ครั้งที่มาทําทานใหญ่ โอ้ เยอะไปไหมหลวงพี่ หลวงพี่บอกเลยว่าไม่เยอะหรอก จริงจริงแล้วทําทุกวันเนี่ยยิ่งควรทําทุกวันด้วยซ้ํา แล้วสามสี่ครั้ง สามสี่ครั้งต่อปีเนี่ย ก็มาทําใหญ่ของตัวเราเอง เพื่อให้เราไม่หลงลืมว่าทรัพยากรของเราไม่ได้มีไว้เพื่อกอบโกย เราไม่ได้เกิดมาเพื่อตระหนี่ ถ้าเราอยากบรรลุธรรมก็ต้องฝึกที่จะค่อยค่อย คลายออกจากความเป็นตัวตนเนาะ ที่เราวางไว้ ฉะนั้นหลวงพี่อยากเชิญทุกท่าน เอาบุญใหญ่ด้วยกัน เอาที่เราทําแล้วปลื้มนะ ทําแล้วต้องปลื้มนะทําแล้วต้องไม่ขาดทุนนะ เอ่อแล้วก็อยากเชื้อเชิญให้เราเอาเนี่ยไปทําหน้าที่กัลยาณมิตรเท่าที่จะทําได้ ก็ในห้องของเราก็จะมีบุญใหญ่ในการ ถวายภิกษุสามเณรเนาะ ในช่วงใกล้วันคล้ายวันเกิดหลวงพี่ ในเดือนเกิดหลวงพี่คือเดือนกันยายน ทุกปีในเดือนนี้เราก็จะทํากฐินล่วงหน้าเนาะ แก่วัดทั้งเก้าวัด ท่านใดที่อยากจะทําเนาะก็มาทําด้วยกันได้เลย ยิ่งเราได้ร่วมปัจจัยมาเยอะเราก็จะมีปัจจัยในการทํากฐินเพื่อซัพพอร์ตงาน กิจกรรมทางศาสนา เนาะ เพราะกฐินเนี่ยถือเป็นบุญพิเศษที่เกิดจาก พุทธานุญาตเป็นบุญเดียวเลยนะที่เกิดจากพุทธานุญาต พระพุทธเจ้าเห็นถึงความสามัคคีการรวมตัวกันของหมู่สงฆ์ บุญที่สามคือบุญในการสนับสนุนการเผยแผ่ จะเป็นอุปกรณ์ จะเป็นกิจกรรม บุญที่สี่ก็คือบุญในการที่ตัวเราเองได้ร่วมบุญในการอบรมธรรมะแก่เยาวชนแล้วก็บุคคลทั่วไป ทั้งสี่บุญนี้ก็อยากเชื้อเชิญสั่งสมในช่วงนี้ มาละความตระหนี่มาสร้างพื้นฐานให้ชีวิต ให้ทําแล้วมันเกิดความปลื้มใจเลยว่ะ เออทรัพยากรที่เราหามามันเกิดประโยชน์กับคนอื่น ทําเท่าที่ปลื้มทําให้เกิดความปลื้ม ทําให้ยิ่งกว่าปลื้มทําแล้วใจมันจะได้ ได้ตัดความตระหนี่จริงจริง ได้บุญบารมีจริงจริง ก็อยากเชื้อเชิญทุกท่านเท่าที่เราสะดวก แล้วก็เชื้อเชิญทุกท่านให้เราสามารถไปบอกข่าวนี้ แก่ผู้มีบุญทั้งหลาย ให้ทรัพยากรของเขาได้เกิดคุณค่าที่สุด ทรัพยากรแรงที่ออกมาแล้ว ออกไปเพื่อทํางาน เพื่อได้เป็นเงินมาแล้วล่ะก็ จะได้เป็นกุศลต่อไป ไม่ใช่ได้แค่เติมเต็มตัวเอง บริโภคแล้วก็จบไป และหลวงพี่เชื้อเชิญทุกท่านประมาณนี้เนาะ ท่านใดที่อยากได้ ในไลน์โอเพนแชทเนาะ สามารถเข้าไปในไลน์โอเพนแชทของพวกเรากันได้นะ วันนี้หลวงพี่คงฝากไว้ประมาณนี้ สาธุครับ

 

 

พระอาจารย์สัจจาธิโก

 

 

ฟังเพิ่มเติมได้ที่

https://youtu.be/9-P9Ob_CCvk?si=d1FQCoknDeCdb4T1

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00086453358332316 Mins