
พระอาจารย์สัจจาธิโก : หัวใจหลักหลักหลวงพี่คิดว่าจริงนะคนจะมีเมตตาอุเบกขาได้ไม่มีปัญญาเนี่ยแย่เลย ทําไมแย่อะ คนเราจะคิด คิดหวังดีกับคนอื่นเนี่ยนะ คือมีเมตตาเนี่ย หากปราศจากปัญญาเสียแล้ว มันจะเป็นความเมตตาที่ ทําดีกับคนอื่นหรือทําความดีเพื่อพิสูจน์หรือหาพื้นที่ให้ตัวเอง ซึ่งมันจะต่างกันนะ ต่างกันกับเวลาคนที่ มีใจที่จะเมตตาแล้ว เวลาเรามีแค่ เรามีแค่ ปัญญาแล้วเราก็ถ้าเราไม่มีปัญญาแล้วเรามีแต่ความเมตตาอย่างเดียวกับคนมีปัญญาและมีความเมตตาด้วยเนี่ยเพราะปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ความฉลาด กับปัญญา อือ ปัญญาเนี่ยเป็นแสงสว่างนําทาง พอเปรียบปัญญากับประทีปเนาะ แสงสว่างคืออะไร แสงสว่างนําทางคือ ทําให้คนเห็นตามความเป็นจริง ปัญญาจึงเป็นเครื่องมือที่เรียกง่ายเรียกง่ายคือสิ่งที่ใช้มนุษย์ใช้สอนตัวเอง คนมีปัญญาคนนี้คิดสอนตัวเอง คิดสอนตัวเองคืออะไร คิดสอนตัวเองคือรู้จักทบทวน อ่า ทําให้ใจกลับมาอยู่กับตัว สอนตัวเองเอาคีย์เวิร์ดง่ายสุดแบบ ไม่ต้องพูดถึงโยนิโสมนสิการเนาะ ปัญญาเนี่ยคือความสามารถในการจัดการให้ตัวเองทุกข์น้อยลงด้วยตัวของตัวเองได้เนี่ยคือปัญญาในการสอนตัวเอง ก็คือเราสอนอะจนกระทั่งว่าเราเนี่ยทุกข์น้อยลงละ เริ่มเห็นหนทางในการแก้ไขปัญหาที่จะไม่ทําให้เกิดความทุกข์ ไอ้อย่างนี้นี่เรียกว่ามีอะไร มีปัญญา นะครับมีปัญญา
ทีนี้ ปัญญาเนี่ยถ้าเรามีถึงพร้อมเนี่ย เราจึงจะสามารถที่จะเมตตาคนอื่นได้จริงจริงคือเมตตาโดยที่หวังดีจริงจริงนะ หวังดีแล้วก็ทําให้เขา เขาเป็นยังไง เขาดีขึ้นโดยที่ไม่ใช่หวังดีเพื่อตัวเรา ธรรมชาติของใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของตัวเอง มนุษย์เนี่ยนะสุดท้ายก็ยังมีความเห็นแก่ตัว มีความหลงเป็นพื้นอยู่ การช่วยคนอื่นโดยมากแล้วก็จะมีตัวเองแฝงไปด้วย ขนาดแม่ช่วยลูกยังแฝงตัวเองลงไปด้วยเลย มันไม่ได้แบบบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีเลย ฉันไม่ได้ช่วยโดยไม่หวังอะไรเลย เราช่วยแล้วเราก็มีหวังลึกลึก ฉะนั้นเมื่อหวังลึกลึก อุเบกขาจะเกิดไหม ไม่เกิด เราก็ช่วยไป แต่เราก็ช่วยไปหวังไป ช่วยลูกไปยังคิดว่าลูกจะดีไหมนะ คิดว่าลูกจะดีไหมนะเนี่ย ก็คือช่วยแล้วลูกต้องดีสิ มันถึงจะถูกใจ แต่อย่างนี้ก็คือช่วยไปหวังไป ช่วยไปก็ใจก็มีความคาดหวัง มีความอยาก มีความรู้สึกแบบ ถ้าสมมุติฉันช่วยแล้ว เขาก็ต้องเห็นคุณค่านะ เขาต้องเข้าใจนะ เขาเนี่ยต้องอย่างงู้นอย่างงั้นอย่างงี้ คือเนี่ยแหละเขาเรียกว่าช่วยไปหวังไป คือช่วยแล้วอะแต่ว่า สภาวะใจของเรามัน มันไม่ได้วางเต็มที่ไม่ได้บริสุทธิ์เต็มที่ อุเบกขามันจึงไม่เกิดเพราะอุเบกขาจึงเป็นบารมีสุดท้ายที่ฝึกยากมาก ฝึกยากที่สุดเลยอุเบกขาเนี่ย มันฝึกยากเพราะว่าธรรมชาติของคนเราอะมันไม่กลาง ใจมันชอบไปติด ติดกับอารมณ์นั่นอารมณ์นู่นอารมณ์นี่ อื้อ ความไม่รู้มันบีบบังคับเราให้เรา ใจเราไปติดไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง จนกระทั่งมัน มันไม่ไม่สงบอะนะ ฉะนั้นนี่แหละนะคือ ปัญญาเมตตาอุเบกขา งั้นถ้าเราอยากจะฝึกเมตตาเราเริ่มอยากช่วยคนอื่นแล้วก็หมั่นต้องเช็กใจตัวเองบ่อยบ่อย อย่าให้ความรู้สึกอยากช่วยคนอื่นเนี่ย มันเป็นเพียงความ ความอยากทําเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แล้วไอ้ที่เราอยากช่วยคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเองนี่แย่มากเลยเหรอหลวงพี่ คําตอบคือไม่แย่ ก็ดีกว่าไปทําอย่างอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเองอะแหละ ดีกว่าไปติดเหล้าเมายาหรือทําที่เป็นอกุศล หรืออยากช่วยคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ก็ยังดี สะท้อนว่าเราเนี่ยรักดีนะ คือรักดีแล้วเอาดีแล้วแต่ใจยังต้องดีด้วยเห็นไหมมันก็เหมือนละชั่วทําดีทําใจให้ผ่องใสนั่นแหละคือรักดีอะรักแล้วเอาดีอะเอาแล้วแต่ว่า ที่สําคัญคือใจดีด้วยหรือเปล่า ถ้าใจยังไม่ดีก็เพิ่มเพิ่มนิดเดียว เพิ่มให้ใจดีขึ้นไง ถ้ารักดีเอาดีแล้วก็ใจดีไปด้วยล่ะก็ เออ เดี๋ยวไอ้เมตตาอุเบกขาที่จะทําเพื่อคนอื่นน่ะ มันก็ได้บุญเนื้อเนื้อ ไม่ใช่ทําไปแล้วก็ ช่วยคนอื่นไปบ่นไป ช่วยคนอื่นไปเหนื่อยไป ช่วยคนอื่นไปหนักไป ไอ้อย่างนี้ก็ต้องอีกนิดน่ะถึงจะถูก ก็ปรับอีกนิดนึงก็น่าจะโอเค
ฉะนั้นแล้วหลวงพี่อยากให้ทุกท่านนะ อยากเป็นกําลังใจทุกท่านในการเขาเรียกว่าใช้ชีวิต อยากเป็นกําลังใจทุกท่านในการสร้างชีวิตให้ทรงพลัง อยากให้ชีวิตของทุกท่านเนี่ยมันมีสิ่งดีดีมากขึ้น เราก็ต้องเริ่มจากค่อยค่อยสั่งสมสร้างปัญญาให้ตัวเอง กลับมามองตัวเองให้ดี แล้วทําแบบนี้หลวงพี่คิดว่ามันก็จะค่อยค่อยค่อยค่อย ส่งผลดีนะ ส่งผลดีต่อตัวของเราเองในระยะยาวนะครับ การช่วยคนอื่นการได้บุญบารมีนั้นก็จะได้อย่างทรงพลัง หลวงพี่คิดว่าเรื่องเนี้ยคือเรื่องที่ดีมากมาก เพราะว่ามันดีกว่าการที่เราก็แค่ ก็แค่ใช้ใช้ไปช่วยช่วยไป แต่กลายเป็นว่าช่วยหนึ่ง เขาเรียกว่าช่วยหนึ่งหน่วยเวลาเท่ากัน แต่บุญไม่เท่ากัน เหมือนคนน่ะเอาแรงไปทํางานเหมือนกันแต่ได้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน เอ้า มันต่างกันตรงไหน ต่างกันตรงปัญญายังไง เอ้อ เช่นเดียวกัน ไอ้ที่เราเมตตาคนอื่นอะเมตตาแล้วได้บุญเยอะบุญเยอะบุญน้อย ไอ้คิดว่าเมตตาดีแล้วไหม เอาก็ดี ออกแรงขยันทํางานดีแล้วไหม เอาก็ดี แต่ขยันไม่ถูกที่ เราเคยได้ยินไหม ขยันผิดที่สิบปีก็ไม่เจริญ เหมือนกัน ทําบุญซะเยอะแยะ แต่ทําผิดที่ ผิดที่สองสถาน ไม่ถูกเนื้อนาบุญก็หนึ่งล่ะ ใจเราไม่ดีก็อีกหนึ่งล่ะ เอ่อ คือทําผิดที่คือทําแล้วไม่รักษาใจ คือทําแล้วไม่ถูกเนื้อนาบุญ ช่วยไปหมดเลยแต่ว่าช่วยแล้ว ช่วยแล้วมันเกิดประโยชน์เกิดปัญญาเกิดขึ้นมากไหม ไอ้อย่างงี้เนี่ยทําสองอย่างนี้ทําเท่าไหร่บุญมันก็เกิดน้อย เปรียบเสมือนกับเราเคยได้ยินเคสแบบ โอ้ ทําบุญในอดีตในพุทธกาลเนาะ จะเป็นนั่งสมาธิเดินจงกรมรักษาศีลแค่ถวายประทีป แก่พระพุทธเจ้าเนี่ย โอ้ทําไมผลลัพธ์มันเยอะจังเลย มันถูกเนื้อนาบุญน่ะ ถูกเนื้อนาบุญคือ มันไปถูกต้องกับผู้มีศีล แล้วมันถูกผู้มีศีลแล้วมัน มันมันยังไงหลวงพี่ ก็เราทําแล้วอะ เปรียบเสมือนระหว่างพืชในนาที่ ในนาที่อุดมคือนาที่พร้อมจะ พร้อมจะ พร้อมที่จะให้เมล็ดพืชขึ้น อ้าวแล้วทําไมผู้มีศีลถึงเมล็ดพืชขึ้นง่ายกว่าล่ะ ก็เพราะผู้มีศีลน่ะหนึ่ง ท่านปฏิบัติดี การทําทานแก่ท่านเนี่ย มันย่อมยังปัญญาให้เกิดขึ้นแก่คนหมู่มากหรือไง สองแล้วถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นแค่พระพุทธรูปดิ มันทําให้คนทั้งหลายหันกลับมามองและศึกษาคําสอนพระพุทธเจ้าเหตุเพราะเราบํารุงทํานุบํารุงตรงนั้น มันแตกต่างกับเราทําบุญกับบุคคลทั่วไปที่ทําไปแล้วเขาก็ไม่รู้จะเป็นคนดีไหม ทําไปแล้วเขาก็เขาก็อิ่มแหละแต่ว่าเขาก็ไม่ได้ไปขยายผลของความดีต่อ
ดังนั้นไม่ได้หมายถึงว่าทําบุญกับบุคคลทั่วไปไม่ควรทํา พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นแม่น้ําเนี่ยนะ เราใจเราต้องเหมือนแม่น้ํา คือไหลไปยังทุกพื้นที่โดยไม่เลือก ช่องไหนไปได้ก็ไปทางช่องนั้น แต่ช่องไหนใหญ่ก็ไปช่องนั้นใหญ่หน่อย ฉะนั้นความหมายเดียวกันคือ ไอ้เราก็ไหลไปทุกช่องแหละ แต่ไอ้ที่เราทําเพื่อเราจะได้อริยปัญญาของตัวเองก็ต้องทํา ฉะนั้นเวลาเรามีปัญญาแล้วเราทําความดีเนี่ยมันก็ทั้งส่วนนึงคือทําด้วยใจที่บริสุทธิ์ สองคือทําแล้วเนี่ยก็ต้องรู้จักเลือกทําให้ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดในหนึ่งหน่วยเวลา ทําความดีเหมือนกันแต่ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน นอกจากทํากับเนื้อนาบุญแล้วมันก็หมายถึงตัวเราเองที่จะเมตตาคนอื่น ในหนึ่งหน่วยเวลาคือเวลาที่เท่ากันเนี่ย เราทําด้วยใจแบบไหนบุญมันเกิดไม่เท่ากัน ฉะนั้นคนออกแรงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ก็ไม่เท่ากันเนาะ ในชีวิตจริงจริงนะ ผมใช้แรงงานเวลาเท่ากันเลย แต่ได้เงินก็ไม่เท่ากัน หลวงพี่คิดว่า การมีปัญญาจะทําให้เมตตาได้ถูก เมตตาได้บุญมากและเอาบุญไปทําอะไรเอาบุญเนี่ยไปเป็นทุน ทุนในการที่ชาติหน้าเราเองจะได้ขจัดกิเลสได้ดีขึ้น ทรงพลัง เกิดไปชาติหน้าฉันใดจะได้ตกต่ําน้อยลง คร่าวคร่าวประมาณนี้ละกันครับ
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่