
พระอาจารย์ : วันนี้หัวข้อครับเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้คำว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกัน คนไทยส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้ว เขาเรียกคำนี้ว่า มารยาท หัวข้อนี้ชื่อว่า ฝึกตนด้วยมารยาท มารยาท หรือ manner หรือ manner training self with manner
เขาบอกว่า แมนเนอร์ทำให้คนเป็นคน มารยาททำให้คนเป็นคน หลายคนเวลานึกถึงภาพการฝึกตน แม้กระทั่งการภาวนา เราชอบนึกถึงว่ามันคือการทำสมาธิ เดินจงกรม หรือต้องฝึกอะไรยากๆ แต่จริงๆคือมารยาทในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเปลือกนอก สังคมให้คุณค่ากับมารยาทเหรอ เออ หลายสังคมให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้หรอ
ต้องเข้าใจว่ารากศัพท์ของคำว่ามารยาทมาจากภาษาสันสกฤต ที่มาจากคำว่า มารยาท หมายถึง คำนาม มารยาท มารยาท หมายถึง คำนา นาดีต้องมีครรภ์ แนวครรภ์คือแนวดินที่ยกสูงไว้กักเก็บน้ำหรือระบายออกได้ ความต้องการฉันใด อาการกริยาของเราก็ฉันนั้น ถ้ามีขอบเขตหรือระเบียบแบบแผน มันก็จะไม่ได้วิ่งตามความต้องการ
มารยาทจริงๆ ไม่ได้หมายถึงแค่การแสดง แต่หมายถึงการเรียนรู้ที่จะจัดการความต้องการของตนเองให้มิกระทบกับผู้อื่น การเรียนรู้ที่จะจัดการความอยาก ความพุ่ง ความต้องการของตนเอง ไม่ให้กระทบกับผู้อื่น นั่นจึงเรียกว่ามารยาท นั่นจึงเรียกว่ามารยาทครับ
ฉะนั้นจริงๆ แล้วมารยาทไม่ใช่แค่ตัว คำว่า เฮ้ย มีมารยาทสิ พูดดีสิ คิดดีสิ แต่หมายถึงการที่ตัวเราน่ะครับ รู้จักเข้าใจการจัดการโลกภายในต่างหาก ลองนึกถึงผืนนาที่ไม่มีคันนาดู เรานึกถึงสวน สวนทราย สวนเซ็นอย่างเงี้ย ที่ทั้งก้อนหิน พื้นทรายและทุกองค์ประกอบอยู่ในขอบเขต space ที่เหมาะสม จึงดูแล้วสงบ
มารยาทในชีวิตประจำวันของเราก็เช่นกัน คือการที่เราทำโดยที่มีความเมตตาจิตแล้วก็มีความเอื้อเฟื้อไปถึงเขา แต่สุดท้ายถ้าเราเอื้อเฟื้อแล้ว เขาจะทุกข์มันก็เรื่องของเขานะ คือคนส่วนใหญ่ ก็เราต้องแยกแยะด้วยว่า ต่อให้เราเอื้อเฟื้อแล้ว แต่เขาจะยังไม่ชอบ มันก็เรื่องของเขานะ ไม่ใช่เรื่องของเรานะ เออ มารยาท ไม่ใช่ท่าทางภายนอกเพียงอย่างเดียว
หลายคนมีความเชื่อผิดว่า ใจดีก็พอ คือใจดีก็ได้บุญอ่ะนะ ท่าทางภายนอกไม่สำคัญ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็คงไม่มี การที่ให้ภิกษุจำเป็นต้องรู้จักวางตัว กายกับใจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ฉะนั้นภายนอกที่หยาบกระด้าง ย่อมบ่มเพาะจิตใจที่หยาบกระด้าง ใจที่ไม่เคยถูกคุ้นเคยกับการควบคุมจึงไม่สามารถกายที่ไม่ถูกควบคุมจึงควบคุมใจได้ไม่ดี
ฉะนั้นมันเหมือนเป็นห้องปฏิบัติการทางจิตวิญญาณ คือห้องทดลอง มารยาทหรือพื้นฐานภายนอกจึงเป็นห้องทดลอง ฉะนั้นแล้วนะเออแม้กระทั่งในการทานข้าวของพระภิกษุเราจะไม่เคี้ยวให้กระพุ้งแก้มตุ่ยอย่างเงี้ยก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่มันสำคัญเหรอหลวงพี่อะไรเงี้ยเอาจริงก็เป็นวินัยเล็กน้อยที่ มันเหมือนไม่สำคัญ แต่จริงๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรลดทอน เออ คือเรื่องมารยาทไม่ควรลดทอน เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบาก แต่มันทำให้เรามีสติต่างหาก
ฉะนั้นมารยาทจึงส่งผลถึงวิธีการพูดวิธีการทำ มารยาทจึงส่งผลโดยตรงถึงวิธีการพูดวิธีการทำ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญของมรรคมีองค์แปด เออ มันคือการที่เราฝึกวิธีการของเราผ่านกาย ผ่านการแสดงออก ผ่านการเคลื่อนไหว
ฉะนั้นหลวงพี่ เชิญเชิญทุกท่านนะ ให้เราลองฝึกสติในมารยาทวันละอย่างพอ
วันจันทร์ ฉันจะใช้หูฉันจะฟังมากกว่าพูด
วันอังคาร ฉันจะเคลื่อนไหวฉันจะวางของให้เบา
วันพุธ ฉันจะกินให้น้อยกินให้ช้า
วันพฤหัส วันนี้จะไม่ใช้ออนไลน์แกลองฝึกสติในการรู้ถึงสิ่งประโยชน์
วันศุกร์ ฉันจะทำความสะอาดสิ่งส่วนรวม
ถ้าเราทำอย่างนี้ สมมติเราทำ จันทร์ถึงศุกร์ขึ้นมาเป็นวันศุกร์ของเรา มารยาทจะไม่ใช่แค่เปลือกนอก แต่จะเป็นความงดงามที่เราได้ฝึก และจะเป็นคันนาอันสวยงามที่คอย คอยกั้นกิเลสหรือความต้องการ และคอยไม่ไปยุ่งกับความต้องการคนอื่น จนเดือดร้อนตัวเอง การไม่มีมารยาทบ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่เดือดร้อนคนอื่น แต่ก็เดือดร้อนตัวเองไปด้วย เพราะพอเราเข้าไป เช่น สมมุติเราไปสอดส่องเรื่องของคนอื่นเยอะ เขาเองก็เลยเข้ามาในชีวิต แล้วก็ไม่เกรงใจเราเช่นกัน
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/AXsFNjFKkZg?si=5Aw8qYMVbEMzvJfi