
คำถาม: ที่เมื่อวานหลวงพี่ก็อาจจะได้ให้ธรรมะไปแล้วว่าเดือนมกรามันมีหลายอย่างเข้ามาก็ให้เราพยายามจัดการตัวเอง แต่ว่าจริง ๆ พอได้ยินข่าวสารบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่มีอํานาจตามข้อมูลมันทําให้เราเชื่อได้ว่าเขาทําไม่ดีจริงๆ เขาเอาเปรียบคนในประเทศทําหน้าที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพแล้วเขาก็ยังพยายามสานต่ออํานาจนั้โดยที่ไม่สนความถูกต้องหรือว่าความถูกผิดใดๆทั้งสิ้นนะคะไม่สนใจแม้กระทั่งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นคือพอฟังแล้วมันก็รู้สึกแบบโมโหแล้วก็หงุดหงิดทุกทีเลยค่ะเวลาเราพูดหรือะไรเงี้ยเราก็จะรู้สึกแบบโอ๊ยโมโหจังหงุดหงิดจังค่ะคือมันอาจจะเป็นเพราะว่าปลายทางเรามีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนั้นมันก็เลยรู้สึกว่าใกล้ตัว รู้สึกว่า relate ค่ะก็เลยอยากจะถามวิธีการเหมือนเป็นhow to วางใจว่าจะทํายังไงดี
พระอาจารย์: จริงจริงแล้วเวลาเราเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจเราค่อยให้ เราฟังช้าช้านะเวลาเราเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจเจอเรื่องที่ได้ยินแล้วรู้สึกอึดอัดเจอเรื่องที่ได้ยินแล้วรู้สึกหงุดหงิดเจอเรื่องที่ได้ยินแล้วไม่ถูกใจอะสิ่งสําคัญคือเราต้องค่อยค่อยยอมรับก่อนว่าเราถูกกระทบเพราะเราได้ยินน่ะยังไงนะหลวงพี่ หลายคนจะสงสัย และตั้งคําถามว่า ฮะมันยังไงนะใช่ได้ยินไม่ผิดหรอกหลวงพี่พูดแล้วว่าเราถูกกระทบเพราะเราได้ยินลองนึกภาพวันนี้มีคนพูดเรื่องไม่ถูกใจพูดเลยนะตําหนิเลยนะด่าเราเลยนะอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปคือเราไม่ได้ยินน่ะถามว่า เราจะหงุดหงิดไหมฟังช้าช้านะทุกอย่างเหมือนเดิมเลยนะเขาตําหนิเขานินทาเขาอุ๊ยไม่ชอบใจเรา อุ๊ยไม่โอเคอุ๊ยไม่น่ารัก อุ๊ยพูดไม่ดี อุ๊ยอย่างงั้นอย่างงู้นอย่างงี้เขาทําอย่างงู้นอย่างงี้หมดเลยอะแต่อย่างเดียวที่เปลี่ยนไปเลยคือเราอะไม่ได้ยินเออเราเราไม่ได้ยินจริง สมมุติมันเป็นแค่นั้นพอนะฮะคือเราไม่ได้ยินอะเนี่ยเหมือนเดิมเลยนะเขาจะตําหนิเขาจะว่าเขาจะต่อด่าทอเขาจะอะไรกับเราเขาทําเหมือนเดิมเลยแต่เราดันไม่ได้ยินแล้วอะคําถามง่ายๆ ที่ถามพวกเราก็คือผลลัพธ์มันจะเหมือนเดิมไหมครับ ถ้าเราไม่ได้ยินตอบมาได้นะเราว่าเหมือนเดิมไหม ดูว่าเหมือนเดิมไหม ถ้าเราไม่ได้ยินไม่เหมือนเดิมค่ะสิ่งแรกที่เราตั้งสมมติฐานได้หรือเขาเรียกว่า สิ่งแรกที่เราตั้งทริกเกอร์หรือว่าตั้งคําถามหรือว่ากลับเข้ามาสํารวจโลกภายในของเราได้สิ่งแรกเลยครับและเป็นเรื่องสําคัญเสมอนะ คือเราได้ยินคือเราตั้งคําถามถูกว่าเราดันได้ยินมันไม่ได้หมายถึงกําลังโทษตัวเอง แต่กําลังเข้าใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาพูดอะไรปัญหาอยู่ที่หูโดนกระทบแล้วเราจัดการกับการกระทบทางหูยังไงปัญหาอยู่ที่หูโดนกระทบแล้วเราจัดการกับสิ่งที่มากระทบทางหูอย่างไรถ้าเราเข้าใจแบบนี้ฮะเราจะเริ่มเทคปัญหามาอยู่ที่หูเราแล้วก็เริ่มเข้าใจว่าเขาก็มีสิทธิ์นะเขามีปากแล้วคนมีปากในการเปล่งเสียงก็เป็นอิสระที่ไม่มีจํา ไม่มีความจําต้องควบคุมเสียงกระทบเราได้แต่เราให้เสียงมีอิทธิพลต่อเราได้ไหมนั่นเป็นเรื่องของเราละเสียงกระทบอะไรครับ กระทบเราได้แต่เราอนุญาตให้เสียงมีอิทธิพลต่อเราแค่ไหนอะอันนั้นเป็นเรื่องของเราล้วน ๆ เลยพ่อตามทันไหมฉะนั้นถ้าเสียงกระทบเราได้ แต่เราปล่อยให้เสียงมีอิทธิพลต่อเราได้ขนาดไหนมันก็จะกลับมาจูนใจเราแบบนั้นงั้นวันนี้หลวงพี่อาจจะขอทดไว้เลยก่อนครับว่าเสียงกระทบเราก็ต่อเมื่อเราอนุญาตให้เสียงนั้นกระทบเราเสียงมันกระทบหูอยู่แล้วแต่เราอนุญาตให้ทุกทุกเรื่องที่เกิดหลังจากนั้นที่เป็นการปรุงแต่งเราล้วนล้วนน่ะ จะพบเราได้ไหมเป็นเรื่องของเราอ้าวเมื่อเมื่อเรากลับมาเทคแล้วว่ามันเป็นเรื่องของเรานะ แต่เราก็ไม่ชอบอยู่ดีหลวงพี่ก็จะค่อยกลับมาแยกต่อว่าหนึ่งในเมื่อวันนี้ เสียงมันไม่ใช่ความรับผิดชอบเขามันเป็นความรับผิดชอบเราและเราไม่ชอบคําถามคือถ้าวันนี้เราแต่งตัวหล่อสวยกระทบตาคนอื่น แล้วคนอื่นไม่ชอบ อันนี้ความรับผิดชอบของใครแต่มันก็แต่งตัวเรานะ ไม่ได้ไปพูดว่าใครสักหน่อย เอ้าแต่มันกระทบตาเขาไงแล้วใครเช็คให้เขาดูวะใครใช้ให้เราฟังเขาจงใจว่าใส่หน้าเราอ่ะ เอาเพราะแกแต่งตัวเดินผ่านหน้าเขาอ่ะมันก็เหมือนกันนะพอเราพอเราเปลี่ยนแค่เปลี่ยนบริบทนิดหน่อยเราจะเริ่มเห็นภาพว่า สุดท้ายมันเหมือนกันเลยครับ การที่เราจะแต่งตัวไปกระแทกตาใครทั้งเราก็ไม่ได้ตั้งใจหรือเราจะตั้งใจก็เราอยากทําแบบนี้ของเรามันก็เป็นสิทธิ์อันพึงมีของเราและเขาก็มีสิทธิ์เลือกเขาจะดูหรือจะไม่ดูจะทํายังไงนะครับถูกต้องไหม และการที่ตัวเราเองเช่นกัน โดนกระทบครับโดนกระทบครับฉะนั้นเราสามารถเข้าใจเข้าใจสภาวะภายในเข้าใจกลับมา โลกภายในของตัวเราเองนะหลวงพี่อยากเชียร์แบบนี้นะครับให้กลับมาเข้าใจสภาวะเข้าใจโลกภายในเข้าใจตัวเราเอง
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/KOjA--pL8iA?si=PlR_y1SXc2lyQKc6