
วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง "ตัวดูดพลังใจที่ซ่อนเงียบๆ อยู่ในจิต" พวกเราเคยเป็นไหมครับ ที่บ่อยครั้งยิ่งรีบกลับยิ่งรู้สึกว่าช้า เหมือนคนเดินทางไกลที่ยิ่งเร่งเท่าไหร่ก็ยิ่งลืมของ ยิ่งเร่งกลับยิ่งรู้สึกว่าไปไม่ถึงไหนสักที จริงๆ แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่าเราไม่มีพลัง ทั้งที่ตั้งใจทำเต็มที่และพยายามปรับความคิดแล้ว แต่ทำไมยังไม่ถึงเป้าหมาย?
ต้องเข้าใจก่อนว่า ใจของเรานั้นยิ่ง "อยาก" ไปถึงเป้าหมายเท่าไหร่ เราจะยิ่งถึงเป้าหมายช้าเท่านั้น การเห็นเป้าหมายให้ชัดกับการอยากไปถึงนั้นต่างกันครับ
การเห็นเป้าหมาย: คือการรู้ว่าเราจะไปไหน
การอยากถึงเป้าหมาย: คือความไม่พอใจในปัจจุบันที่เรายังอยู่ตรงนี้
ในทางธรรมมี "เครื่องกั้นขวางพลังงานของใจ" ซึ่งทำให้เราไม่อาจอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ หลายคนอยากกดข้าม (Skip) ปัจจุบันไปหาความสำเร็จ แต่ยิ่งอยากเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งถูกดึงพลังออกไปข้างนอกเท่านั้น ใจจะมีพลังก็ต่อเมื่อมันอยู่กับปัจจุบันและเบิกบานกับสิ่งตรงหน้า หรือที่ทางจิตวิทยาเรียกว่าสภาวะ Flow State คือการที่ใจไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่กังวลถึงอดีตหรืออนาคต
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ใจไม่มีพลังคือ "นิวรณ์ 5" ซึ่งพระพุทธเจ้าอธิบายว่าไม่ใช่แค่บาป แต่คือสิ่งที่หน่วงเหนี่ยวจิตใจ ประกอบด้วย:
กามฉันทะ: ความพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เมื่อเราพอใจเราก็อยากได้ แต่โลกนี้ไม่ได้ดั่งใจเราตลอดเวลา หากเราติดในความพอใจ เมื่อเจอสิ่งไม่ถูกใจเราก็จะทุกข์ทันที
พยาบาท: ความโกรธ ขัดเคือง หรือขุ่นข้องหมองใจ เป็นอาการผลักไสสิ่งที่ไม่ชอบ จิตที่มีพลังลบเช่นนี้จะทำให้เราไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะมัวแต่จะเอาชนะ
ถีนมิทธะ: ความง่วงเหงา ซึมเศร้า หรือขี้เกียจ คือสภาวะที่ไม่มีพลังและไม่อยากเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบ
อุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ และวิตกกังวล ทำให้ใจหนักและกลัว จนโฟกัสในสิ่งที่ควรทำไม่ได้
วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย กลัวไม่ปลอดภัย กลัวไม่ถูก ความกลัวเหล่านี้ดึงพลังใจให้ต่ำลงจนไม่สามารถโฟกัสได้
เราต้องฝึก "พละ" หรือพลังที่จะลุกขึ้นมาลุยกับนิวรณ์เหล่านี้ ใจเรามีเครื่องดึงดูดให้ดรอปลงอยู่ตลอด ทั้งความชอบและความไม่ชอบ ดังนั้นการรู้จักชื่อเรียกของเครื่องกั้นเหล่านี้จะช่วยให้เราฝึกจิตได้ถูกทาง เหมือนกับการไปยกเวทฝึกกำลังเพื่อให้ดันของหนักออกไปได้ง่ายขึ้นครับ
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/Lmiw-1VPS54?si=dKc6R0Ej98e4UrqI