พระปิลินทวัจฉะ

ภาพประกอบสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ ใช้เพื่อสื่อสารเนื้อหาเท่านั้น
สรุปเนื้อหาและบทวิเคราะห์จากวิดีโอรายการ "พระไตรปิฎกยามเช้า EP.866" หัวข้อ "พระปิลินทวัจฉะ" บรรยายและขยายความโดยพระอาจารย์พระมหามิลค์ และพระอาจารย์สัจจาธิโก ดังนี้ครับ
พระปิลินทวัจฉะเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นผู้มีความรู้และฐานะดี ต่อมาออกบวชเป็นปริพาชกและได้เรียนวิชาคาถาชื่อ "คันธาระ" (ต่อมาเสื่อมลงเมื่อพระพุทธเจ้าบังเกิด)
การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์: ท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอเรียนวิชา "มหากันธาระ" (ซึ่งท่านเข้าใจว่าเป็นวิชาที่ทำให้พระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ได้)พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ท่านบวชเสียก่อน จากนั้นทรงสอนกรรมฐานให้ปฏิบัติจนกระทั่งหมดกิเลสบรรลุเป็นพระอรหันต์
เอตทัคคะผู้เป็นที่รักของเทวดา: ในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นกษัตริย์ชักชวนคนทำความดี เมื่อคนเหล่านั้นละโลกไปเกิดเป็นเทวดา และเมื่อรู้ว่าท่านบรรลุธรรมในชาตินี้ จึงพากันลงมาฟังธรรมและห้อมล้อมท่านเป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น "เอตทัคคะในทางผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย"
ในยุคของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านตั้งใจทำบุญใหญ่ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ 1 แสนรูป ตลอด 7 วัน 7 คืน ทานที่ท่านเตรียมอย่างประณีตมีมากมาย เช่น ร่ม ผ้าจีวร ยารักษาโรค และบริขารต่าง ๆ แสนชุด
อานิสงส์ของการถวายร่ม 8 ประการ ที่ติดตัวท่านมา:
ไม่รู้สึกหนาวเกินไป
ไม่รู้สึกร้อนเกินไป
ละอองและธุลีไม่เปรอะเปื้อนกาย
เป็นผู้ไม่มีอันตรายมากล้ำกราย
ไม่มีเสนียดจัญไร
คนทั้งหลายเกรงใจและยำเกรงอยู่เสมอ
มีผิวพรรณละเอียดอ่อน
มีจิตใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
ประเด็นหลักที่พระอาจารย์ทั้งสองเน้นย้ำคือเรื่อง "วาสนา" หรือนิสัยความคุ้นเคยเดิมที่ฝังรากลึก
คำพูดติดปาก "คนถ่อย": พระปิลินทวัจฉะมักใช้คำว่า "คนถ่อย" (คำอุทานหรือคำเรียกที่ฟังดูหยาบกระด้างในสมัยนั้น) เรียกผู้อื่นจนพระรูปอื่นไปฟ้องพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า ท่านไม่มีเจตนาหยาบคาย (เจตนาเป็นศูนย์) แต่เป็น "วาสนา" นิสัยที่ติดมาจากอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นกษัตริย์และผู้ปกครองมาถึง 500 ชาติ จึงพูดจาในลักษณะสั่งการเช่นนี้จนชินปาก
พฤติกรรมกระโดดข้ามคลองของพระสารีบุตร: พระอาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงพระสารีบุตร (พระอัครสาวก) ที่ละกิเลสได้หมดแล้ว แต่เวลาเจอช่องทางหรือลำธารเล็ก ๆ ท่านจะชอบกระโดดข้ามชึ้บอย่างรวดเร็วแทนที่จะค่อย ๆ เดินข้าม เนื่องจากท่านเคยเกิดเป็นลิงมาหลายภพหลายชาติ จึงมีนิสัยความคล่องตัวนี้ติดมาเป็นวาสนา
ความต่างระหว่างพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์: พระอรหันต์ทั่วไปสามารถกำจัดกิเลสจนหมดสิ้นไม่ส่งผลเป็นวิบากกรรมร้าย (เมื่อไม่มีเจตนาเบียดเบียนก็ไม่เป็นบาป) แต่ยังไม่สามารถละ "วาสนา" หรือนิสัยทางกายและวาจาเดิมได้ มีเพียง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้นที่ทรงละได้ทั้งกิเลสและวาสนาความคุ้นเคยทั้งหมด
พระอาจารย์สัจจาธิโกได้ถอดบทเรียนเพื่อให้ผู้ฟังนำไปใช้แก้ปัญหาชีวิตดังนี้ครับ:
อย่ามองคนแค่เปลือกภายนอก: คนเรามักติดเงื่อนไขในคำพูดหรือกิริยาท่าทางของคนอื่นจนทำให้หงุดหงิด หากเรามองข้าม "เปลือก" (คำพูดหรือพฤติกรรมที่เป็นเพียงความคุ้นชินแต่ไม่มีเจตนาร้าย) แล้วมองเข้าไปที่ "ใจ" หรือ "ความดี" ของเขา เราจะรักษาใจเราให้ใสสะอาดและได้ปัญญาในการดำเนินชีวิต
สำรวจและแก้ไขนิสัยของตนเองในชาตินี้: นิสัยแย่ ๆ ที่เราละเลยปล่อยให้ชินชาจะค่อย ๆ พัฒนาจาก นิสัย -> อัธยาศัย -> สันดาน -> วาสนา ที่ถอนออกยากมาก หากรู้ตัวว่ามีความคุ้นชินที่ไม่ดี วาจาไม่เพราะ หรือกิริยาไม่สุภาพ ให้พยายามสำรวจและตั้งใจแก้ไขเสียตั้งแต่ในชาตินี้เพื่อไม่ให้ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ
การพูดจาไพเราะดีที่สุด: พระอาจารย์มหากมิลค์เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า แม้บางคำพูดจะพูดด้วยความจริงใจ (เช่น คำหยาบที่พูดในกลุ่มเพื่อนสนิท) แต่เมื่ออยู่นอกกลุ่มอาจกลายเป็นคำที่ไม่สมควร ดังนั้นการ "พูดเพราะ" จึงปลอดภัยที่สุดและไม่สร้างภัยแก่ตัวเราเลย
สรุปการบ้านธรรมะประจำวัน: ให้ลองสังเกต "นิสัยคุ้น ๆ" ที่ไม่ค่อยดีของตนเอง แล้วเริ่มลงมือปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ชีวิตมีวิบากกรรมดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้ามาน้อยลงครับ
รับชมวิดีโอเต็มได้ที่