ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในยามบ่ายที่ชานกำแพงยังอุ่นอยู่จากแสงแดด พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรเหล่าภิกษุที่กำลังใช้สอยจีวร บริโภคอาหาร และจัดแจงของใช้ต่าง ๆ อย่างเร่งรีบ…เร่งเกินไปบางรูปแทบไม่ทันได้พิจารณา ไม่ทันใคร่ครวญถึงเจตนาของการใช้ปัจจัยทั้งสี่พระองค์ตรัสเบา ๆ แต่ชัดเจน“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใช้สิ่งใดโดยไม่พิจารณา ก็เหมือนผู้กินยาพิษด้วยความไม่รู้ตัว…”แล้วพระพุทธองค์ก็เริ่มเล่าเรื่องในอดีตชาติ เรื่องของชายที่ชื่อว่า "นักเลงสกา" และบทเรียนที่เขาต้องเผชิญภาพในอดีตค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหมือนม่านหมอกเลื่อนออก
ย้อนกลับสู่อดีตกาล เมืองพาราณสีกรุงพาราณสีในยุคพระเจ้าพรหมทัตรุ่งเรืองสุดขีด ถนนคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงผู้คนและกลิ่นอาหารจากร้านรวงมากมายในเมืองนี้

มีชายผู้หนึ่ง พระโพธิสัตว์ เกิดในตระกูลมั่งคั่งเขาไม่ได้เป็นเจ้าชายหรือพ่อค้าใหญ่โตอะไรหรอกแต่เป็น… นักเลงสกา ที่เล่นเก่ง ฉลาด และมีไหวพริบสูงแต่ในวงการนักสกา

ย่อมมีทั้งคนซื่อตรง…และ “นักโกงมืออาชีพ” หนึ่งในนั้น คือชายที่มักโกงทุกครั้งที่ตัวเองแพ้เขามีเทคนิคเฉพาะตัวพอเห็นว่ากำลังเสียท่า เขาจะคว้าลูกสกาแล้วแกล้งยัดใส่ปากทำเป็นว่า “ลูกสกาหายไปแล้ว เล่นต่อไม่ได้หรอก!”แล้วก็เดินลอยหน้าลอยตาออกไป ทิ้งเกมไว้กลางอากาศพระโพธิสัตว์ที่รู้พฤติกรรมนี้ดี ก็ยังอดไม่ได้ที่จะฉุนแต่คราวนี้ ท่านคิดว่า…“ต้องมีสักครั้งสิน่า ที่เขาจะได้รู้รสชาติของการโกงเสียบ้าง”
ด้วยความเงียบสงบแบบคนมีแผน ท่านจึงเก็บลูกสกาบางลูกกลับบ้านไปแล้วค่อย ๆ ย้อมด้วย ยาพิษร้ายแรงย้อมทีละรอบ ตากให้แห้งทำจนพิษซึมลึกเข้าไปในลูกสกาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อไม้

วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์ยิ้มอย่างรื่นรมย์ เดินไปพบคู่กรณีและชวนอย่างเป็นกันเองว่า“มาเถิดเพื่อน เล่นสกากันอีกสักรอบ”ฝ่ายนักโกงได้ยินก็ยิ้มกว้างเพราะคิดว่าตัวเองก็มีแผนไว้แล้วเหมือนกันสนามถูกจัดขึ้นลูกสกาถูกโยนไปมาเสียงไม้กระทบพื้นดังก๊อกแก๊ก ๆ และแล้ว…ก็ถึงรอบที่นักโกงแพ้แน่นอน เขาทำแบบเดิมหยิบลูกสกาขึ้น แล้วยัดลงปากทันทีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาพระโพธิสัตว์มองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนเอ่ยประโยคหนึ่งอย่างแผ่วเบา แต่คมราวคมมีด“กลืนเข้าไปเถิด…ภายหลังเจ้าจะรู้เองว่ามันคืออะไร”

คำพูดยังไม่ทันจบดีนักโกงก็หน้าเบี้ยว ร่างสั่น ตัวแข็งยาพิษเริ่มแล่นไปทั่วร่างเขาทรุดฮวบลงต่อหน้าใครต่อใครนัยน์ตากลับ คอพับ ร่างแน่นิ่งผู้คนวิ่งเข้ามามุงแต่พระโพธิสัตว์เพียงก้าวเข้ามาอย่างสงบก่อนพูดว่า“แม้เขาจะทำชั่ว เราก็ไม่ควรทอดทิ้งชีวิตหนึ่งให้ตายต่อหน้า”

ท่านรีบลงมือช่วยให้ยาถอนพิษ ให้เนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดดูแลจนอีกฝ่ายค่อย ๆ ฟื้นคืนสติชายคนนั้นร้องไห้ทั้งที่ยังหายใจไม่ทั่วท้องด้วยความกลัวและสำนึกผิดพระโพธิสัตว์จึงสั่งสอนด้วยเสียงอ่อนลง“การทำผิดเล็กน้อย อาจนำภัยใหญ่หลวงมาสู่ตนอย่าได้ย้อนกลับไปทำอีกเลย” เขาพยักหน้าอย่างจริงใจจากนั้นทั้งคู่แยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเองแต่คำเตือนนั้น…ฝังเข้าไปในใจของนักโกงตลอดชีวิต
นักเลงผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต
ส่วนนักเลงโกงจะไม่กล่าวถึงในเรื่องนี้ เหมือนอย่างผู้ใดไม่ปรากฏในกาลนี้