ยามเช้าในพระเวฬุวันมหาวิหาร อากาศสงบ เย็นใจพระบรมศาสดาประทับนิ่ง ทรงระลึกถึงพระเทวทัต—ผู้เคยได้รับความเมตตา แต่กลับตอบแทนด้วยความคิดร้ายพระองค์จึงตรัสเล่าเรื่องหนึ่งในอดีตกาล เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่าใจที่เต็มไปด้วยความระแวงและความโลภ ย่อมไม่รู้จักคำว่า “พอ”
ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสีลึกเข้าไปในป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ มีช้างน้อยตัวหนึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ลืมตาดูโลก ร่างของมันก็ขาวสะอาด เปล่งประกายราวเงินบริสุทธิ์ดวงตาใสเหมือนแก้วมณีงวงงดงามดั่งพวงเงินประดับทองเท้าทั้งสี่แดงเรื่อราวย้อมครั่งไม่ใช่แค่รูปงามแต่แววตานั้นสงบ ลึก และเปี่ยมเมตตาเมื่อเติบโตขึ้นฝูงช้างทั้งป่าหิมพานต์ต่างยกย่องให้เป็นผู้นำช้างนับแปดหมื่นเชื่อฟังโดยพร้อมเพรียง

แต่ไม่นาน…พญาช้างกลับเลือกเดินออกจากฝูงไม่ใช่เพราะโกรธไม่ใช่เพราะดูถูกใครแต่เพราะเห็นว่า ความวุ่นวายของหมู่คณะ ทำให้ใจไม่สงบมันจึงไปใช้ชีวิตลำพังในป่าลึกรักษาศีล ไม่เบียดเบียนใครจนสัตว์ทั้งหลายเรียกมันว่า “สีลวนาคราช” — พญาช้างผู้มีศีล

วันหนึ่ง พรานจากเมืองพาราณสีหลงเข้าไปในป่าหิมพานต์ยิ่งเดิน ยิ่งหลงเสียงสัตว์ป่าดังรอบทิศความกลัวค่อย ๆ บีบหัวใจเขาร้องไห้ ตะโกนโวยวายคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแน่เสียงนั้นไปถึงหูสีลวนาคราชพญาช้างหยุดฟังแล้วความกรุณาก็เอ่อล้นขึ้นมา“เราควรช่วยเขา” มันเดินเข้าไปใกล้แต่ทันทีที่พรานเห็นช้างร่างใหญ่เขากลับวิ่งหนีสุดชีวิต

ช้างหยุด — พรานหยุดช้างเดิน — พรานวิ่งอยู่อย่างนั้นหลายครั้งจนในที่สุด พรานก็คิดได้ว่า “ถ้ามันคิดร้าย เราคงตายไปแล้วช้างตัวนี้…คงอยากช่วยเรา” ความเมตตาที่ไม่ตั้งเงื่อนไขสีลวนาคราชพาพรานไปยังที่พักหาอาหารผลไม้ให้กินดูแลเขาอยู่หลายวันจากนั้นจึงพูดด้วยเสียงสงบว่า “อย่ากลัวเลย เราจะพาเจ้าออกจากป่านี้” มันให้พรานนั่งบนหลังพาเดินฝ่าป่าดงดิบจนถึงทางใหญ่ที่มุ่งสู่กรุงพาราณสี

ก่อนแยกจากกัน พญาช้างกำชับเพียงข้อเดียว “ถ้ามีใครถามถึงที่อยู่ของเราขอเจ้าอย่าบอกใคร” พรานพยักหน้าแต่ในใจ… เขาเริ่มคิดอะไรบางอย่าง

เมื่อกลับถึงเมืองพรานเดินผ่านย่านช่างแกะสลักงาเห็นงาช้างถูกตีราคาแพงลิบความคิดชั่วแล่นวาบขึ้นมา “ถ้าเป็นงาช้างที่ยังมีชีวิต…ต้องได้ราคาอีกเท่าไร?” เขากลับไปหาสีลวนาคราชอ้างความยากจน ความลำบากขอ “ตัดงาไปขาย”พญาช้างนิ่งฟังไม่มีแววโกรธไม่มีคำตำหนิ “ถ้ามันช่วยให้เจ้ามีชีวิตต่อไปได้เราก็ยินดีให้” มันหมอบลงอย่างสงบให้พรานตัดงาไม่ใช่เพราะไม่รักงาของตนแต่เพราะในใจมันคิดว่าปัญญาและความหลุดพ้น มีค่ามากกว่าสิ่งใด

พรานขายงาเงินหมดแล้วกลับมาอีกขอเพิ่มแล้วเพิ่มอีกจนสุดท้าย… ขอถึงโคนงาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ขอแต่เหยียบย่ำทุบฉีกด้วยใจที่เต็มไปด้วยความโลภสีลวนาคราชไม่ร้องไม่โกรธไม่สาปแช่งแต่ทันทีที่พรานเดินลับตาแผ่นดินก็ไม่อาจรับน้ำหนักแห่งกรรมชั่วนั้นได้อีกพื้นดินแยกออกไฟจากนรกอเวจีพุ่งขึ้นกลืนร่างคนอกตัญญูลงไปทันที

รุกขเทวดาในป่าพากันกล่าวเสียงก้องว่า “แม้ให้แผ่นดินทั้งผืนคนอกตัญญูที่คอยมองโลกในแง่ร้ายก็ไม่มีวันรู้จักคำว่าพอ” เสียงนั้นสะท้อนไปทั่วป่าหิมพานต์สีลวนาคราชดำรงชีวิตต่อด้วยใจสงบจนสิ้นอายุขัยไปตามทางแห่งกรรมและบารมี
เทวดานั้นแสดงธรรมสนั่นไปทั่วป่าด้วยประการฉะนี้พระโพธิสัตว์ดำรงอยู่ตราบสิ้นอายุขัยได้ไปตามยถากรรมพระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ถึงในกาลก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน ดังนี้
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
บุรุษผู้ทำลายมิตรในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต
รุกขเทวดาได้มาเป็น พระสารีบุตร
ส่วนพญาช้างผู้มีศีลได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.