สตธรรมชาดก
ว่าด้วย สตธรรมมาณพ
ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า มีภิกษุบางรูปเลี้ยงชีพด้วยวิธีที่ไม่เหมาะกับสมณะเช่น รับจ้างทำงาน รับส่งข่าว หรือหาของมาแลกบิณฑบาตพระองค์จึงตรัสเตือนว่า“ของที่ได้มาไม่ถูกทางต่อให้กินอิ่ม ใจก็ไม่สบาย”แล้วทรงเล่าเรื่องหนึ่งในอดีตให้ฟัง
ชายสองคนบนถนนสายเดียวกันครั้งหนึ่งในกรุงพาราณสีมีชายสองคนออกเดินทางไปในทางเดียวกันคนแรก เป็น คนจัณฑาลฐานะต่ำในสายตาคนอื่นแต่เป็นคนรอบคอบก่อนเดินทาง เขาหุงข้าว เตรียมเสบียงติดตัวอีกคนหนึ่งชื่อ สตธรรมเป็นหนุ่มพราหมณ์จากตระกูลใหญ่แต่กลับออกเดินทางมือเปล่าเพราะคิดว่า “เดี๋ยวก็มีทางได้กิน”ทั้งสองเดินทางร่วมกัน

มื้อแรกที่เต็มไปด้วยทิฐิพอถึงเวลาเช้าคนจัณฑาลหยุดพัก เปิดห่อข้าว แล้วพูดว่า“มากินข้าวกันเถอะ”แต่สตธรรมส่ายหน้า“ข้าไม่กินอาหารของคนจัณฑาล”คนจัณฑาลไม่โกรธไม่เถียงเขากินของตัวเองอย่างสงบแล้วเดินทางต่อ

มื้อเย็นที่ความหิวชนะศักดิ์ศรีเดินทั้งวันจนเย็นสตธรรมเริ่มหิวมากแรงแทบไม่มีคนจัณฑาลเปิดห่อข้าวอีกครั้งกินเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรสตธรรมยืนมองใจคิดไปมาสุดท้าย ความหิวก็ชนะความถือตัว

เขาหยิบ เศษอาหารที่เหลือ มากินอาหารที่กินแล้วใจพังทันทีที่กินเข้าไปสตธรรมรู้สึกร้อนวูบในอกอาเจียนออกมาพร้อมเลือดเขานั่งร้องไห้ด้วยความอับอาย“เราเป็นพราหมณ์แต่กลับมากินเศษอาหารของคนจัณฑาลเพราะความโลภแค่นิดเดียวเราทำตัวเองตกต่ำ” ความละอายกัดกินใจจนเขาไม่อยากเจอใครเดินเข้าป่าและจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระพุทธเจ้าตรัสว่า “คนที่กินของไม่เหมาะกับตนใจย่อมไม่เป็นสุขภิกษุที่เลี้ยงชีพด้วยทางที่ไม่ควรต่อให้ได้ของมากแค่ไหนใจก็ไม่ผ่องใสเพราะรู้แก่ใจว่าตนกำลังอยู่ผิดทาง” เมื่อจบเรื่องภิกษุหลายรูปเข้าใจธรรมและบรรลุธรรมขั้นต้น
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ ทรงประชุมชาดก เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น.
บุตรคนจัณฑาลในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ในครั้งนี้แล.