อัฏฐสัททชาดกว่าด้วย
สดับเสียง ๘ อย่าง
คืนหนึ่งในพระราชวังอันเงียบสงัดพระเจ้าโกศลสะดุ้งตื่นกลางดึกเสียงหนึ่งดังขึ้น…ตามด้วยอีกเสียงแล้วอีกเสียงหนึ่งรวมทั้งหมดแปดเสียงแห้งแล้ง โหยหวน เหมือนเสียงลางร้าย
พระองค์บรรทมต่อไม่ได้หัวใจเต้นแรง ความกลัวค่อย ๆ กัดกินความคิดรุ่งเช้า พระองค์เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามด้วยพระสุรเสียงไม่มั่นคงว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเสียงที่ข้าพระองค์ได้ยินนั้นจะมีอันตรายเกิดขึ้นหรือไม่?” พระพุทธเจ้าทรงยิ้มอย่างสงบ“มหาบพิตร อย่าทรงหวั่นพระทัยเลยเสียงนั้นไม่ใช่ลางร้ายแต่เป็นเสียงของสัตว์และผู้มีทุกข์”แล้วพระองค์จึงเล่าเรื่องในอดีตกาลให้ฟัง…

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสีได้ยินเสียงแปดอย่างกลางดึกเช่นกันทรงตกพระทัย คิดว่าเป็นลางร้ายพวกพราหมณ์รีบกราบทูลทันที“มหาราช อันตรายกำลังจะมาต้องบูชายัญ ฆ่าสัตว์อย่างละสี่ เพื่อแก้เคราะห์!”สัตว์จำนวนมากถูกจับมามัดรอฆ่าแต่ในราชสำนัก

มีมาณพหนุ่มคนหนึ่งผู้มีปัญญาและเมตตา เขาคิดในใจ “จะแก้ความกลัวของคนหนึ่งด้วยชีวิตของสัตว์นับร้อยหรือ?” เขาออกจากวังไปหาผู้มีปัญญาที่จะช่วยได้ในสวนหลวง มีฤๅษีองค์หนึ่งพำนักอยู่ท่านคือพระโพธิสัตว์มาณพเข้าไปกราบแล้วพูดอย่างร้อนใจ “ท่านผู้เจริญ พระราชาจะฆ่าสัตว์มากมายเพราะเสียงเมื่อคืนท่านช่วยเถิด”ฤๅษีตอบเรียบ ๆ “ถ้าพระราชามาถาม เราจะบอกความจริง” มาณพรีบกลับไปกราบทูล

พระราชาจึงเสด็จมาพบฤๅษีทันทีฤๅษีกล่าวอย่างสงบ“มหาบพิตรเสียงเหล่านั้นไม่ใช่ลางร้ายแต่เป็นเสียงของความหิว ความคิดถึง และความทุกข์”
แล้วท่านอธิบายทีละเสียง…เสียงนกยางสระน้ำในสวนแห้งขอดปลาหมดนกยางหิวโหย จึงร้องครวญ “ถ้าพระองค์ทรงเมตตาจงเติมน้ำในสระเถิด” พระราชาสั่งให้ขุดลอก เติมน้ำทันที

เสียงแม่กาแม่กาทำรังที่โรงช้างแต่นายควาญช้างตาบอดข้างหนึ่งคอยรื้อรัง ทำลายลูกมันมันร้องด้วยความโกรธและเจ็บปวดพระราชาเรียกนายควาญมาว่ากล่าวแล้วตั้งคนใหม่แทน

เสียงแมลงภู่แมลงภู่เจาะกินกระพี้ไม้จนหมดติดอยู่ที่ช่อฟ้าหาทางออกไม่ได้ร้องเพราะความจนตรอกจึงสั่งให้ช่วยมันออกมา เสียงนกดุเหว่านกถูกขังกรงในวังคิดถึงป่าคิดถึงอิสระพระราชาทรงปล่อยมัน

พระราชาปล่อยมันเช่นกันเสียงลิงลิงถูกพรานจับมาใจยังอยู่ในป่าเสียงนั้นคือเสียงโหยหาอิสระก็ปล่อยมันไปเสียงกินนร กินนรถูกพรากจากกินรีคิดถึงคำพูดอบอุ่นยามเคยจับมือกันเดินลงเขาเสียงนั้นคือเสียงของความคิดถึงพระราชาก็ทรงปล่อย
เสียงสุดท้ายเสียงสุดท้าย…ไม่ใช่สัตว์เป็นเสียงอุทานของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาปรินิพพานในสวนหลวงเสียงนั้นคือเสียงแห่งความหลุดพ้น “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายไม่ต้องเวียนกลับมาอีก” ฤๅษีพาพระราชาไปทอดพระเนตรสรีระพระราชาทรงเลื่อมใสถวายสักการะอย่างยิ่งใหญ่

จากความกลัว สู่ความเมตตาพระราชาทรงยกเลิกการบูชายัญทันทีปล่อยสัตว์ทั้งหมดตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ทั่วเมืองเมืองที่เกือบเปื้อนเลือดกลับกลายเป็นเมืองแห่งการให้ชีวิต
ดังนี้แล้วให้พระราชาทรงบำเพ็ญชีวิตทาน ให้ตีกลองประกาศให้มาฟังธรรมทั่วพระนคร
แล้วทรงแสดงธรรมประชุมชาดกว่า
พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
มาณพ ได้เป็น พระสารีบุตร
พระดาบส ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.