อรรถกถา วารุณิทูสกชาดก
ว่าด้วย ผู้มีปัญญาทรามทำให้เสียประโยชน์
เรื่องราวในปัจจุบัน
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภชายผู้ทำเหล้าเสีย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า “น เว อนตฺถกุสเลน” ดังนี้
ได้ยินมาว่า มีพ่อค้าเหล้าคนหนึ่ง เป็นเพื่อนของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เขาทำเหล้ารสเข้มข้นขายได้เงินทองมากมาย วันหนึ่งเมื่อมีผู้คนมาซื้อเหล้ามาก เขาจึงกำชับลูกจ้างว่าให้ขายเหล้าตามราคาปกติ แล้วตนเองก็ออกไปอาบน้ำ

ขณะที่พ่อค้าไม่อยู่ ลูกจ้างได้ขายเหล้าให้แก่ผู้คนตามปกติ เขาเห็นว่าผู้ที่ดื่มเหล้ามักเรียกหาเกลือมากินแกล้มเป็นระยะๆ จึงเข้าใจไปว่า เหล้านั้นอาจไม่เค็มพอ จึงคิดจะใส่เกลือผสมลงไปเพื่อให้รสดีขึ้น แล้วเทเกลือประมาณทะนานหนึ่งลงในเหล้า จากนั้นก็ตวงขายให้แก่ผู้ซื้อ

แต่เมื่อผู้คนได้ดื่มเหล้านั้น ต่างก็รู้สึกว่าเหล้าเค็มจัดจนดื่มไม่ได้ จึงพากันบ้วนทิ้ง แล้วเข้ามาถามลูกจ้างว่าได้ทำอะไรกับเหล้า ลูกจ้างตอบว่า เขาเห็นทุกคนดื่มเหล้าแล้วต้องคอยเรียกหาเกลือ จึงใส่เกลือผสมลงไปในเหล้าให้เลย

ผู้คนทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็พากันตำหนิลูกจ้างว่าเป็นคนโง่ ทำให้เหล้าดีๆ เสียหมด แล้วต่างก็ลุกหนีออกจากร้านไป
เมื่อพ่อค้าเหล้ากลับมา เห็นว่าไม่มีลูกค้าอยู่เลย จึงถามลูกจ้างว่าผู้ดื่มเหล้าไปไหนหมด ลูกจ้างจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พ่อค้าได้ฟังก็โกรธ ตำหนิว่าลูกจ้างโง่เขลา ทำให้เหล้าดีๆ เสียไปหมด แล้วไปเล่าเรื่องนี้ให้ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีฟัง

ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีได้ยินเรื่องนั้นแล้วคิดว่า เรื่องนี้มีแง่สอนธรรมที่ดี จึงเดินทางไปยังพระเชตวันมหาวิหาร เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลเรื่องทั้งหมดถวายพระศาสดาตรัสว่า มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ชายผู้นี้ทำเหล้าให้เสีย แม้ในอดีตกาลเขาก็เคยทำเหล้าให้เสียมาแล้วเช่นกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมากล่าวเป็นอุทาหรณ์ดังนี้
เรื่องราวในอดีต
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งในเมืองนั้น มีพ่อค้าเหล้าคนหนึ่งอาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่

วันหนึ่งพ่อค้าเหล้าทำเหล้ารสเข้มข้นไว้ แล้วสั่งลูกจ้างให้ขายแทนตนเอง ขณะที่ตนออกไปอาบน้ำ พอพ่อค้าจากไป ลูกจ้างก็ขายเหล้าให้ผู้คนเช่นเคย เขาเห็นลูกค้าเรียกหาเกลือมากินกับเหล้า จึงเข้าใจผิดว่าเหล้านั้นไม่เค็มพอ จึงใส่เกลือลงไปในเหล้า ทำให้เหล้าเสียรสและขายไม่ได้เลย

เมื่อพ่อค้ากลับมา ได้ทราบเรื่องทั้งหมดจากลูกจ้าง จึงไปเล่าให้ท่านเศรษฐีฟัง
ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ธรรมดาคนโง่ย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นประโยชน์ คิดว่ากำลังทำสิ่งดี แต่กลับทำให้เสียหาย ดังนั้น
ท่านจึงกล่าวคาถาธรรมว่า

“การทำสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ โดยผู้ที่ไม่เข้าใจในประโยชน์นั้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสุขได้เลย คนโง่เมื่อคิดจะทำสิ่งดี กลับทำให้สิ่งนั้นเสียไป เหมือนนายโกณฑัญญะที่ทำเหล้าดีๆ ให้เสียรสฉะนั้น”
ในคาถานั้น คำว่า “โกณฑัญญะ” หมายถึงชื่อลูกจ้างของพ่อค้าเหล้าคนนั้น ซึ่งคิดว่าจะทำให้เหล้าดีขึ้นด้วยการใส่เกลือ แต่กลับทำให้เหล้าเสียรสจนต้องเททิ้งทั้งหมด เปรียบเหมือนคนที่ไม่มีปัญญารู้จักประโยชน์แท้จริง แม้จะพยายามทำดี ก็อาจทำลายสิ่งดีนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรมจบด้วยคาถานี้
เมื่อจบการแสดงธรรม พระบรมศาสดาตรัสว่า มิใช่เพียงในชาตินี้เท่านั้นที่ชายผู้นี้ทำเหล้าเสีย แม้ในอดีตก็เคยทำเช่นเดียวกัน
จากนั้นพระองค์ทรงสืบอนุสนธิแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงว่า
คนที่ทำเหล้าเสียในครั้งนั้น คือคนที่ทำเหล้าเสียในครั้งนี้
ส่วนเศรษฐีผู้ฉลาดในอดีตนั้น ก็คือพระตถาคตเจ้าผู้ตรัสรู้ในปัจจุบันนี้เอง
ข้อคิดจากเรื่องนี้
ผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้จะตั้งใจทำสิ่งดี ก็อาจทำให้สิ่งดีนั้นเสียไปได้ เพราะไม่รู้เท่าทันว่าอะไรคือประโยชน์แท้จริง ดังนั้น ก่อนจะทำสิ่งใด ควรใช้สติ ปัญญา และความเข้าใจให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้น ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นเหตุแห่งความเสียหายได้