ว่าด้วย การขอ
เช้าวันหนึ่งในเมืองอาฬาวี พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์เมื่อทรงเห็นภิกษุบางรูปทำสิ่งไม่เหมาะสมกับวัตรของสมณะ ทรงระลึกถึงเหตุการณ์หนึ่งในอดีตกาล จึงตรัสเล่าเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า
“ในอดีตกาลนานมาแล้ว ยังมีฤๅษีผู้หนึ่ง ชื่อว่า อัฏฐิเสนะ...”ฤๅษีผู้ไม่เคยเอ่ยปากขอ ณ นครพาราณสี อันรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าพรหมทัต มีพราหมณ์หนุ่มผู้หนึ่งเกิดในตระกูลดี เขามีชื่อว่า อัฏฐิเสนกุมาร ตั้งแต่เล็ก เขาเฉลียวฉลาด เรียนรู้ศิลปวิทยาทุกแขนงที่เมืองตักกสิลา แต่เมื่อเติบใหญ่ เขากลับมองเห็นความวุ่นวายของโลก ความโลภ ความหลง ที่กัดกินใจมนุษย์ไม่สิ้นสุด

วันหนึ่ง เขาตัดสินใจละทางโลก ออกบวชเป็นฤๅษี ถือเพศบรรพชิต เดินทางสู่ป่าหิมพานต์อยู่ด้วยสมาธิและความสงบ จนจิตใจสว่างไสว มีอำนาจฌานและอภิญญาแต่ถึงจะอยู่ในป่า ฤๅษีก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายบางครั้งเขาก็คิดถึง “รสเค็ม” และ “รสเปรี้ยว” ของอาหารที่ไม่ได้ลิ้มมานานจึงออกจากป่า เดินทางสู่เมืองพาราณสี เพื่อบิณฑบาต



รุ่งเช้า พระองค์จึงเสด็จไปหาฤๅษีอีกครั้งเมื่อถวายบังคมแล้ว ตรัสถามด้วยความสงสัยว่า“ท่านอัฏฐิเสนะ… ยาจกคนอื่นต่างมาขอของจากเราแต่เหตุใดท่านจึงไม่ขอสิ่งใดเลย?”

ฤๅษีเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคงว่า“ขอถวายพระพร มหาบพิตร...ผู้ที่ขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้ส่วนผู้ให้ หากไม่อาจให้สิ่งที่ถูกขอได้ ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอเพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงไม่ขอสิ่งใดเลยขอเพียงอย่าให้มีความบาดหมางในใจกันเท่านั้น”
ฤๅษียิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า “ผู้มีปัญญาแท้ ย่อมไม่ออกปากขอส่วนผู้มีใจละเอียด ย่อมรู้ได้เองว่าควรถวายสิ่งใดพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมื่อปรารถนาจะภิกขาก็เพียงยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่ต้องเปล่งวาจาใด ๆนั่นแหละคือ ‘การขอ’ ของพระอริยเจ้า” ทานแห่งไมตรีพระราชาฟังจบ ก็ยิ่งเลื่อมใสยิ่งนักจึงตรัสด้วยความปิติว่า “ท่านผู้มีศีลอันงดงาม โยมขอถวายโคนมสีแดงพันตัว พร้อมโคผู้หนึ่งแก่ท่านผู้ใดมีธรรมอันประเสริฐเช่นท่าน เหตุใดเราจะไม่ถวายทานเล่า?”
ฤๅษีจึงกล่าวปฏิเสธด้วยความสงบ “ขอถวายพระพร มหาบพิตรผู้บรรพชิตไม่มีความห่วงใยในทรัพย์หรือโภคสมบัติใด ๆอาตมภาพเพียงต้องการความสงบ และการไม่เบียดเบียนเท่านั้น” พระราชาทรงซาบซึ้งในคำตอบนั้นตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็ประพฤติธรรม ทำทานอย่างสม่ำเสมอและได้บังเกิดในสวรรค์หลังสิ้นพระชนม์
ส่วนฤๅษีอัฏฐิเสนะ หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าสมาธิ ละสังขารด้วยใจสงบ และไปเกิดในพรหมโลก
“การขอแม้จะดูเล็กน้อย หากไม่รู้กาละและจิตใจผู้ให้ ก็อาจสร้างความขุ่นข้องได้
แต่ผู้มีปัญญาย่อมขอด้วยใจที่บริสุทธิ์ และผู้ให้ก็ให้ด้วยใจที่เบิกบาน
การให้และการขอที่แท้จริง ล้วนเกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่ความอยาก”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ในครั้งนั้น พระราชาในเรื่องนั้นคือพระอานนท์
ในบัดนี้ส่วนฤๅษีอัฏฐิเสนะนั้น คือ เราตถาคต เอง”