ศัตรูผู้มีปัญญา ยังดีกว่ามิตรผู้โง่เขลา
แสงแดดยามบ่ายสาดผ่านแนวป่าแห่งแคว้นมคธ เสียงแมลงดังระงมท่ามกลางความร้อนอบอ้าวชายคนหนึ่งกำลังใช้ขวานผ่าฟืนอย่างหน็ดเหนื่อย ก่อนเสียงหึ่ง ๆ จะดังขึ้นข้างหู“โอ๊ย! เจ้าพวกยุงนี่อีกแล้ว!”เขาฟาดมือลงบนแขนอย่างแรง แต่ยุงกลับบินหนีไปอย่างง่ายดายหลายวันมานี้ ฝูงยุงรบกวนชาวบ้านจนแทบทำงานไม่ได้ ในที่สุดทุกคนจึงรวมตัวกันหาทางจัดการ

“พวกเราจะทนอีกนานแค่ไหน!” ชายคนหนึ่งตะโกน“ก็ไปฆ่ามันให้หมดสิ!”สิ้นเสียงนั้น ชาวบ้านต่างคว้าดาบ หอก และธนู มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าด้วยความฮึกเหิมแต่เพียงไม่นาน เสียงโห่ร้องกลับกลายเป็นเสียงกรีดร้อง“ยุงอยู่บนหลังเจ้า! อย่าขยับ!”ฉึก!“โอ๊ย! เจ้าแทงข้าทำไม!”“ก็ข้าจะฆ่ายุง!”

ความวุ่นวายปะทุขึ้นทั่วป่า ทุกคนต่างใช้อาวุธไล่ฟันยุงอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง สุดท้ายพวกเขากลับทำร้ายกันเองจนบาดเจ็บระนาวกองทัพปราบยุงจึงต้องหอบหิ้วกันกลับหมู่บ้านอย่างหมดสภาพวันต่อมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จผ่านหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นผู้คนจำนวนมากนอนบาดเจ็บ จึงตรัสถามถึงสาเหตุ
ครั้นทรงทราบเรื่อง พระองค์จึงตรัสว่า“มิใช่เพียงในวันนี้เท่านั้น ที่คนเขลาคิดจะฆ่ายุง แต่กลับทำร้ายกันเอง แม้ในอดีตกาล ก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว”แล้วพระองค์จึงทรงเล่าเรื่องราวในอดีต...ณ หมู่บ้านช่างไม้แห่งหนึ่งในแคว้นกาสี สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี

เสียงขวานกระทบไม้ดังเป็นจังหวะท่ามกลางแดดร้อนจัดช่างไม้หัวล้านคนหนึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ในโรงไม้ เหงื่อไหลอาบใบหน้า ขณะที่บุตรชายของเขานั่งพักอยู่ใกล้ ๆทันใดนั้น...หึ่ง...ยุงตัวหนึ่งบินวนเหนือศีรษะ ก่อนร่อนลงบนหนังศีรษะที่ไร้เส้นผม“โอ๊ย!”ชายช่างไม้สะดุ้ง ยกมือตบศีรษะทันทีเพียะ!แต่ยุงกลับบินหนีไปได้“เจ้าตัวแสบนี่!”ไม่ทันขาดคำ ยุงตัวเดิมก็บินกลับมากัดซ้ำอีกครั้ง

ชายช่างไม้เริ่มหมดความอดทน“ลูกเอ๋ย! มาช่วยพ่อหน่อย!”“มีอะไรหรือพ่อ?”“ยุงมันกัดหัวพ่อไม่หยุด ช่วยฆ่ามันทีเถิด!” เด็กหนุ่มลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ“พ่ออยู่นิ่ง ๆ นะ ข้าจะจัดการมันในครั้งเดียว!”ขณะนั้นเอง พ่อค้าผู้หนึ่งซึ่งเดินทางผ่านมาได้แวะพักในโรงไม้ เขานั่งมองสองพ่อลูกอยู่เงียบ ๆ

หึ่ง...ยุงตัวเดิมกลับมาอีกครั้งมันบินวนช้า ๆ ก่อนเกาะลงกลางศีรษะของช่างไม้“พ่อ! อย่าขยับ!”เด็กหนุ่มกวาดสายตามองหาอุปกรณ์ ก่อนหยุดอยู่ที่ขวานเล่มใหญ่ซึ่งวางพิงกองไม้เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาแสงแดดสะท้อนบนคมขวานวาววับพ่อค้าที่นั่งอยู่ไม่ไกลเริ่มขมวดคิ้ว เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้าไปยืนด้านหลังบิดา
“พ่อ! นิ่งไว้นะ!”“เออ! รีบจัดการมันเสียที!”ชายช่างไม้ก้มหน้าทำงานต่ออย่างไม่ระแวงเด็กหนุ่มกำด้ามขวานแน่นสายตาจับจ้องยุงตัวเล็ก ๆ ที่เกาะอยู่บนศีรษะบิดา

เขาค่อย ๆ ยกขวานขึ้นเหนือหัวคราวนี้เจ้าหนีไม่รอดแน่...แล้วฟาดลงมาเต็มแรง!ฉับ!เสียงขวานดังขึ้นเพียงครั้งเดียวร่างของช่างไม้ทรุดลงกับพื้นเลือดไหลนองทุกอย่างเงียบงันขวานในมือเด็กหนุ่มสั่นระริก ก่อนหลุดร่วงลงพื้นเคร้ง!“พ่อ...?”เขายืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง“พ่อ!”
เด็กหนุ่มรีบทรุดตัวลง ประคองร่างบิดาขึ้นมา“พ่อ! ตื่นสิพ่อ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”แต่ไม่มีเสียงตอบกลับผู้เป็นพ่อสิ้นใจเสียแล้วเด็กหนุ่มกอดร่างบิดาไว้แน่น เสียงร่ำไห้ดังก้องไปทั่วโรงไม้

เขาเพียงต้องการกำจัดยุงตัวเดียว...แต่กลับพรากชีวิตพ่อของตนเองไปตลอดกาลพ่อค้าผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสลด“แม้ศัตรูที่มีปัญญา ก็ยังดีกว่ามิตรผู้โง่เขลา...”เขามองสองพ่อลูก ก่อนกล่าวต่อ
“เพราะศัตรูผู้ฉลาดยังรู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่ผู้โง่เขลา แม้มีความหวังดี ก็อาจนำความพินาศมาสู่คนที่ตนรัก”กล่าวจบ พ่อค้าก็ลุกขึ้นและเดินทางจากไปทิ้งไว้เพียงเสียงร่ำไห้ของเด็กหนุ่ม และบทเรียนอันเจ็บปวดที่ไม่มีวันย้อนคืนเมื่อพระบรมศาสดาทรงเล่าเรื่องจบ พระองค์จึงตรัสแก่ชาวบ้านว่า
“คนเขลาที่คิดจะฆ่ายุง แต่กลับทำร้ายผู้อื่นนั้น มิได้มีเพียงในปัจจุบัน แม้ในอดีตกาลก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน”จากนั้นทรงประชุมชาดกว่า พ่อค้าผู้มีปัญญาในครั้งนั้น ก็คือพระองค์เองในอดีตชาติข้อคิดจากมกสชาดกความหวังดีที่ปราศจากปัญญา อาจสร้างความเสียหายได้ยิ่งกว่าความมุ่งร้าย เพราะบางครั้งผู้ที่ทำร้ายเราได้มากที่สุด อาจเป็นผู้ที่ตั้งใจจะช่วยเราอย่างสุดหัวใจก็เป็นได้