วิธีนำตนเองและครอบครัวไปสู่เป้าหมายชีวิต

วันที่ 18 กพ. พ.ศ.2559

วิธีนำตนเองและครอบครัวไปสู่เป้าหมายชีวิต

            การยับยั้งชั่งใจมีความสำคัญมาก ถ้าเปรียบคนเราเหมือนกับรถ ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายชีวิต ถามว่า ถ้าให้เราขึ้นรถคันหนึ่งที่ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีเบรกคิดว่ารถคันนี้จะนำเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้หรือไม่ แน่นอนว่า เราคงไปไม่ถึง จุดหมาย แล้วถ้าให้เราขึ้นรถคันหนึ่ง ที่มีพวงมาลัย มีเบรก แต่เบรกไม่ค่อยดี ต้องขับช้าๆ พวงมาลัยก็พอเลี้ยวได้แต่ติดๆ ขัดๆ ต้องขยับไปมาหลายครั้ง ถึงจะเบี่ยงทิศทางรถได้ ไม่ถึงกับไม่มีพวงมาลัย แต่พวงมาลัยไม่ค่อยดีอย่างนี้เราจะรู้สึกหวาดเสียว ไม่อยากจะขึ้นรถคันนี้ ถึงแม้จะยอมตัดใจขึ้น ก็คงไม่กล้าขับเร็ว เพราะเสี่ยงอันตราย เหยียบเร็วเกินไปได้ลงข้างทางแน่นอน

 

            ชีวิตคนเราก็เช่นกัน มีอะไรพาออกข้างทางตลอดเวลา อยู่ที่การตัดสินใจของเราว่า จะทำตามความอยากนั้นหรือไม่ หรือมีความยับยั้งชั่งใจทำในสิ่งที่เราควรทำ ถ้าเราสามารถทำในสิ่งที่เราควรทำได้ เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนที่มีการยับยั้งชั่งใจน้อย พอเกิดความอยากทำแล้วก็ต้องดึงดันทำให้ได้ 
มันห้ามใจไม่อยู่ เช่นเลิกเรียนอยากจะเล่นเกม เบรกไม่อยู่ก็ต้องไปเล่นเกม จนเที่ยงคืนตีหนึ่ง พ่อแม่จะห้ามอย่างไรไม่สนใจ เพราะฉันอยากทำ ฉันก็จะทำให้ถึงที่สุด บางทีถึงเวลาเรียนหนังสือก็ยังไม่ยอมเรียน หนีเรียนเพราะอยากไปเที่ยวกับเพื่อน อยากไปเล่นเกม อยากไปสนุก คนที่ทำแบบนี้ คือคนที่ตามใจตนเองและขาดการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเราคงมองออกว่า ปลายทางอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

 

            พอคนเราเกิดความอยากขึ้นมามันเบรกไม่อยู่ ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน บางคนพอโกรธขึ้นมา ก็ยับยั้งชั่งใจไม่อยู่ คำพูดที่ไม่เหมาะสมพรั่งพรูออกไปทำลายน้ำใจอีกฝ่าย พอระบายอารมณ์เสร็จก็มานึกเสียใจภายหลัง โบราณเรียกว่า "คนหุนหันพลันแล่น" ถ้าเราเอาแค่ความสะใจเฉพาะหน้า ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นตามมามากมาย กิเลสโพลงขึ้นมาเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นตระกูลโทสะ ก็ต้องใส่ไปให้เต็มที่ พอสะใจแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้น ก็ต้องมารับผลกันอีกยาวนาน หรือกิเลสตระกูลราคะความโลภก็ตาม พอกำเริบแล้วไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ต้องมานั่งกลุ้มใจ มีความทุกข์อีกยาวนาน จะไปลุ่มหลงสิ่งใดเตลิดเพลิดไปกู่ไม่กลับ แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เป็นต้น

 

            ชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น การยับยั้งชั่งใจมีความสำคัญมาก คนที่มีการยับยั้งชั่งใจที่ดี ก็เหมือนรถที่มีเบรกดี พวงมาลัยดี พอรถทำท่าจะออกนอกลู่นอกทาง เราก็สามารถหักเลี้ยวกลับมาได้ทันที ขับรถเร็วได้ และสามารถไปถึงเป้าหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าเบรกไม่ดีพวงมาลัยไม่ดี  ก็ต้องค่อยๆคลานไป เพราะถ้าขับเร็วก็มีสิทธิ์ลงข้างทางเพราะเบรกไม่อยู่ ถ้าเราอยากให้ชีวิตประสบความสำเร็จ การแสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ นั้นมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการฝึกการยับยั้งชั่งใจตนเองให้ดี อย่าเป็นคนที่พอนึกย้อนอะไรไปแล้ว กลับมานั่งเสียใจภายหลังว่า ทำไมเราทำอย่างนั้น ถ้าย้อนเวลาได้เราจะไม่ทำอีกเลย อย่างนี้ไม่ดี

 

           โบราณมีเรื่องสอนใจเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ซึ่งพระธาตุก่องข้าวน้อยยังมีให้เห็นในปัจจุบัน เรื่องราวเกิดในครอบครัวหนึ่งที่พ่อตายไปแล้ว มีเพียงสองแม่ลูกที่เลี้ยงดูกันมา จนกระทั่งลูกชายโตเป็นหนุ่มที่แข็งแรง เกเรแต่ก็ยังช่วยแม่ทำงาน วันหนึ่งแม่ออกไปได้งานรับจ้างทำนามาหลายแปลง งานนี้ใหญ่พอจะทำให้มีทรัพย์อยู่กันต่อไปได้นาน แม่ก็ดีใจพอลูกออกไปทำนา แม่ก็เตรียมหุงหาข้าวจะไปส่งลูกที่นาแต่ด้วยความเพลียแม่จึงเผลอหลับไป พอตื่นขึ้นมาตะวันเที่ยงจึงรีบทำกับข้าวต่อจนเสร็จเรียบร้อย อัดข้าวเหนียวใส่กระติบแล้วรีบออกไปหาลูก เพราะกลัวว่าลูกจะหิว ฝ่ายลูกทำนาจนเที่ยงวันแล้วแม่ก็ยังไม่มา ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนทั้งหิว ก็หงุดหงิดเตะน้ำเตะดินรอแม่ พอแม่มาถึงกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ระหว่างทางแม่โดนเสี้ยนหนามตำเลือดไหลก็พยายามไปให้เร็ว ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ห่วงแค่ว่าลูกจะหิวพอแม่มาถึงก็ร้องเรียกลูกว่ามีข้าวเหนียวเนื้อแห้งมาฝากลูกชายรีบมาจะรับข้าว แต่พอเห็นกระติบข้าวนิดเดียวก็โกรธมาก ผลักแม่ล้มแล้วฉวยกระติบข้าวมานั่งกินด้วยความหิว ไม่ได้สนใจแม่เลย ปรากฎว่าพอลูกกินจนอิ่ม ข้าวก็ยังไม่หมดกระติบ เพราะแม่อัดข้าวเหนียวมาอย่างเต็มแน่น โบราณถึงกล่าวไว้ว่าเวลาหิวตามันจะโตกว่าท้อง เห็นว่าข้าวน้อยนิดกินไม่พอ แต่จริงๆก็กินไม่หมด

 

         พอลูกอิ่มแล้วข้าวก็ยังเหลือ จึงนึกถึงแม่ขึ้นมาได้ว่า เมื่อกี้เราไปว่าแม่ที่เอาข้าวมาน้อย กินได้เพียง 4-5 คำก็คงไม่อิ่มแน่ แต่พอกินจนอิ่มข้าวกลับยังเหลืออยู่ พอคิดได้จึงเหลียวไปดูอีกที ก็เห็นแม่นอนแน่นิ่งไปแล้ว เขย่าตัวแม่เท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนแน่ใจว่าตนเองผลักแม่ล้มหัวฟาดคันนาตายก็เศร้าโศกเสียใจ

-----------------------------------------------------------------------------------------

" หนังสือ Secret of Love  รักลูกอย่างไรไม่ให้เสียน้ำตา "

โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ