ยกตัวอย่างเรื่องจริงครั้งพุทธกาล

วันที่ 26 กพ. พ.ศ.2559

ยกตัวอย่างเรื่องจริงครั้งพุทธกาล

         ในกรุงสาวัตถี ชายคนหนึ่งสูญเสียบุตรชายวัยหนุ่มเขาโศกเศร้าคร่ำครวญไม่เป็นอันทำงานวันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรวจดูสัตว์โลกในยามเช้ามืดว่า ใครคือผู้ที่พระองค์ควรจะเสด็จไปโปรด แล้วชายผู้นี้ก็ปรากฏในข่ายพระญาณ พระองค์ทรงเสด็จไปโปรดชายผู้สูญเสียบุตร ตรัสถามว่า "ดูก่อนพราหมณ์ เธอเป็นอะไรหรือ"ชายผู้สูญเสียตอบว่า "ข้าพระองค์เสียชีวิตพระเจ้าข้า ข้าพระองค์เสียใจมาก" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเล่าชาดกเป็นเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ สมัยเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีให้ชายผู้สูญเสียบุตรชายฟัง

 

        ณ กรุงพาราณสีมีครอบครัวพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกัน 6 คน คือพราหมณ์พ่อ พราหมณีซึ่งเป็นแม่พราหมณ์พระโพธิสัตว์ ภรรยาของพระโพธิสัตว์ น้องสาวและนางทาสี ทั้ง 6 คนเป็นครอบครัวบัณฑิตและนักปราชญ์ ต่างสอนกันให้หมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เสมอ วันหนึ่งพราหมณ์พ่อกับพราหมณ์พระโพธิสัตว์ลูกชาย ออกไปทำไร่ทำนา หักล้างถามพงแล้วจุดไฟเผากอไม้ ปรากฏว่า มีงูเห่าเลื้อยออกมากัดพราหมณ์พระโพธิสัตว์เสียชีวิต แต่พราหมณ์พระโพธิสัตว์สร้างบุญไว้มากพอตายไปก็เกิดเป็นเท้าสักกะคือพระอินทร์ซึ่งเป็นเจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

       ฝ่ายพราหมณ์พ่อเห็นลูกโดนงูกัดตายก็ไม่เสียใจจัดแจงฝากคนที่อยู่ใกล้ๆไปบอกข่าวให้ที่บ้านรู้ว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว ให้ทุกคนรีบนุ่งขาวห่มขาว มาช่วยกันจัดงานศพ พอที่บ้านได้รับข่าว ทุกคนจึงรีบเปลี่ยนชุดขาวตามธรรมเนียมพราหมณ์ แล้วมาประชุมพร้อมหน้ากัน หาฟืนมาเผาศพลูกชาย แต่ละคนสงบนิ่งไม่ตีอกชกหัวไม่ตีโพยตีพายไม่แสดงอาการเสียใจอะไรเลย ระหว่างนั้นพราหมณ์พระโพธิสัตว์ลูกชายที่เสียชีวิตแล้วไปเกิดเป็นท้าวสักกะก็ตรวจดูว่าด้วยบุญใดตนเองจึงได้มาเกิดเป็นท้าวสักกะ เคยมีบุพกรรมอย่างไรก็เห็นทั้งหมด แล้วจึงได้เห็นว่าพราหมณ์พ่อของตนเองในอดีตชาติ รวมทั้งมารดาและหมู่ญาติกำลังประชุมชำระร่างตนเองอยู่ จึงตั้งใจจะไปโปรดหมู่ญาติ

 

          ท้าวสักกะแปลงกายลงมาบนโลกมนุษย์ เดินไปบอกกับพราหมณ์พ่อว่า พวกท่านกำลังเผาเนื้ออยู่ ข้าพเจ้ากำลังหิวขอปันเนื้อมากินได้หรือไม่ พราหมณ์พ่อตอบว่า นี่ไม่ใช่เนื้อนะท่าน ข้าพเจ้ากำลังเผาศพมนุษย์อยู่ ท้าวสักกะที่แปลงกายมาเป็นมนุษย์จึงถามพราหมณ์พ่อต่อไปว่า มนุษย์คนนี้เป็นศัตรูของพวกท่านหรือ ทำไมพวกท่านถึงเผาศพของเขาด้วยอาการสงบนิ่งเช่นนี้ พราหมณ์พ่อจึงตอบว่า ศพนี้เป็นบุตรชายสุดที่รักของข้าพเจ้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าพเจ้า จริงๆ เขาเป็นคนดีมาก ช่วยเหลือการงานครอบครัวอย่างขันแข็ง มีคุณต่อทุกๆคนอย่างมาก เผอิญว่าเขาถูกงูกัดเสียชีวิต 

 

          ท้าวสักกะจึงถามต่อไปว่า ถ้าศพนี้เป็นลูกของท่านซึ่งมีคุณมาก แล้วทำไมท่านถึงไม่เสียใจเลย พราหมณ์พ่อจึงตอบว่าบุตรของเราละสรีระอันคร่ำคร่าของตนไปเหมือนงูลอกคราบ เมื่อสรีระร่างกายใช้สอยไม่ได้ก็ละไปแล้ว ร่างกายที่เราอาศัยอยู่ เมื่อคร่ำคร่าไปแล้ว มันใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเพราะความแก่ก็ตาม เพราะป่วยก็ตาม ถูกงูกัดพิษร้ายซ่านเข้าไปจนกระทั่งร่างกายทนไม่ได้ก็ต้องละสังขารร่างนี้ไปเหมือนงูลอกคราบ บุตรของเราเมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความร่ำไรของพวกญาติได้ คนตายแล้ว ก็ไปที่อื่นแล้ว เรามาทำพิธีศพ เขาก็ไม่รู้เรื่องด้วย เราจะมาเศร้าโศกเสียใจอย่างไร เขาก็ไม่ได้เสียใจด้วย ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

 

         เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติอันใดของเขาที่มีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว พูดง่ายๆว่าเขาทำบุญทำกรรมใดไว้ จะมากน้อยเพียงใด จะต้องไปเกิดในภพภูมิไหน เขาก็ไปที่นั่นแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเสียใจ หลังจากพราหมณ์พ่อพูดจบ ท้าวสักกะจึงไปถามพราหมณ์แม่ด้วยคำถามเดียวกัน นางพราหมณีตอบท้าวสักกะจำแลงว่า บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา ก็มาแล้วจากปรโลก ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป เขาก็ไปแล้วจากมนุษย์โลก เขามาอย่างไรเขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไรในการไปจากโลกนี้ของเขาด้วย บุตรของดิฉันเมื่อพวกญาติเผาอยู่ เขาย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ  เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงบุตรนั้น คติอันใดของเขามีอยู่เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว

 

         พราหมณีคิดเหมือนพราหมณ์พ่อ แต่ให้เหตุผลต่างไปว่า ลูกตอนจะมาตนเองก็ไม่ได้เลือกว่าจะเชิญคนไหนมาเขาก็มาเอง ถึงคราวจะไปไมใได้อนุญาต เขาก็ไปของเขาเอง เขาไปตามบุญตามกรรมที่สร้างไว้ หลังจากนั้นพราหมณ์แม่พูดจบ ท้าวสักกะจึงไปถามน้องสาวด้วยคำถามเดียวกัน น้องสาวตอบว่า ถ้าดิฉันร้องไห้เสียใจไปเอง ตนเองก็ซูบผอมไปเอง ผลอะไรจะพึงมีแก่ดิฉันในการร้องไห้นั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับตนเองเลย ความไม่สบายใจจะพึงมีแก่ญาติและมิตรสหายทั้งหลายโดยยิ่ง นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว หมู่ญาติมิตรสหายก็จะต้องคอยกังวลสุขภาพดิฉันด้วย พี่ชายของดิฉันอันญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงพี่ชายของดิฉัน คติอันใดของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว บุญบาปทำไว้ขนาดไหนต้องไปสู่คติไหน ก็ไปสู่คตินั้นแล้ว 

 

         หลังจากน้องสาวพูดจบ ท้าวสักกะจำแลงจึงไปถามภรรยาของเขาด้วยคำถามเดียวกัน ภรรยาของเขาตอบว่า ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นเปรียบเหมือนทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์อันลอยอยู่ในอากาศ เด็กเล็กๆเห็นพระจันทร์ลอยอยู่ในอากาศ ร้องไห้ อยากได้ไปก็เหนื่อยเปล่า เพราะฉะนั้นสามีของดิฉันนั้น อันญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ ดังนั้นดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คตินั้นแล้ว

 

         หลังจากภรรยาของเขาพูดจบ ท้าวสักกะจำแลงจึงไปถามนายทาสีด้วยคำถามเดียวกันอีก นางทาสีตอบว่า หม้อน้ำอันแตกแล้ว พึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นเปรียบเหมือนกันฉันนั้น นายของดิฉัน อันพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติอันใดของท่านมีอยู่ท่านได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว

 

          พอท้าวสักกะได้ฟังอย่างนี้ก็สบายใจ จิตดิ่งนิ่งแล้วบรรลุธรรมในที่สุด ใครที่มีเรื่องเศร้าโศกให้จดจำเรื่องนี้ไว้เป็นข้อคิดเราเศร้าโศกไปก็เหนื่อยเปล่า ร่างกายซูบซีดไปจนบางทีถึงขั้นป่วยไข้ และเป็นเหมือนเด็กทารกที่ร้องไห้จะเอาพระจันทร์ ที่อยู่บนฟ้านั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย คนตายไปแล้วเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วย เขาสร้างบุญสร้างกรรมไว้เท่าใด เขาก็ไปสู่คติอันนั้นแล้ว เรามัวแต่เศร้าเสียใจไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลย แทนที่จะเสียใจเอาเวลามาสร้างบุญดีกว่า คนทั่วไปเวลาเกิดความสูญเสียไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาที่แบ่งได้เป็น 4 ขั้น ดังนี้


ขั้นที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับความจริง
ขั้นที่ 2 โกรธตนเองบ้าง โกรธคนอื่นบ้าง
ขั้นที่ 3 เศร้าโศกเสียใจและน้อยใจว่า ทำไมต้องเป็นเราที่สูญเสีย 
ขั้นที่ 4 ยอมรับความจริง

         ทั้งขบวนการ 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ นี้ บางคนใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่บางคนฉลาดใช้เวลาแค่ 1-2นาทีก็ปรับใจยอมรับความจริงได้แล้ว แล้วมองไปในแง่ที่ว่า เราควรทำอย่างไรต่อไป คนฉลาดต้องทำให้ช่วงเวลาทั้ง 4 ขั้น เป็นกระบวนการที่สั้นที่สุด ยอมรับความจริงให้ได้รวดเร็วที่สุด และควรทำในสิ่งที่ควรทำ คือทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต แล้วตั้งใจสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ ฟังธรรมให้เต็มที่ 

-----------------------------------------------------------------------------------------

" หนังสือ Secret of Love  รักลูกอย่างไรไม่ให้เสียน้ำตา "

โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ