พิธีปุพพเปตพลี ครั้งที่ 46

วันที่ 09 มีค. พ.ศ.2559

 

พิธีปุพพเปตพลี ครั้งที่ 46

 

โอวาทหลวงพ่อทัตตชีโว

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559 พิธีปุพพเปตพลี ครั้งที่ 46 ณ หอฉันคุณยายฯ
..........................

              วันนี้พระภิกษุท่านลงฟังพระปาฏิโมกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ว่าทุกสิบห้าค่ำ ท่านจะมาประชุมกันในโบสถ์และมีตัวแทนมาสวดพระวินัยทั้ง 227 ข้อ เพื่อทบทวนพระวินัย นี้ถือปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ความบริสุทธิ์บริบูรณ์นี้จึงเกิดตลอดมา เป็นเหตุให้องค์กรคณะสงฆ์ เป็นสถาบันที่ยั่งยืนนาน มากที่สุดในโลก ไม่ว่าสถาบันอื่นๆในโลกนี้ไม่เคยมีสถาบันไหนอายุยืนนานเท่าพระพุทธศาสนาเลย      

               เพราะพระพุทธศาสนาได้กำหนดระเบียบต่างๆไว้แน่นอนตายตัว และไม่ได้ออกตามใจชอบ แต่ระเบียบต่างๆนี้ผู้ออกคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ท่านหมดกิเลสแล้วตั้งแต่วันตรัสรู้ แสดงให้เห็นว่า เป็นระเบียบที่ผู้หมดกิเลสแล้วของโลกบัญญัติขึ้นมา พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าที่ท่านบัญญัติมานี้ องค์กรพระพุทธศาสนานี้จึงยืนยงคู่โลกมากว่าสองพันปีแล้ว และจะยืนยงต่อไป โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีพระภิกษุตั้งใจฝึกหัดขัดเกลาตามพระธรรมวินัย  และพวกเราเองที่อยู่บ้านก็ทำหน้าที่สำคัญคือ เป็นกองเสบียง เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แล้วยังช่วยกัน

1.ขยาย เผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาตั้งแต่นำคำสอนมาปฏิบัติด้วยตนเอง

2.นำธรรมะที่ได้มาบอกกล่าวให้พรรคพวกพี่น้อง

3.มีลูกหลานก็ส่งมาบวชเณร บวชพระบ้าง ใครมีภาระก็บวชช่วงสั้น ใครไม่มีภาระก็บวชยาวหรือบวชตลอดชีวิต เป็นพระภิกษุ สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา

              และหากมีเหตุเภทภัยก็ร่วมกันลุกขึ้นมาปกป้องพระพุทธศาสนาจึงอยู่คู่โลกมาถึงทุกวันนี้ และในพระพุทธศาสนานั้น เน้นว่า คนที่มีแววจะเอาดีได้ หลักธรรมสำคัญประการหนึ่งคือ "กตัญญูกตเวที" หมายถึง รู้คุณคนและหาทางตอบแทน พวกเรามาวันนี้ได้ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมะข้อนี้โดยเฉพาะ คือนึกถึง พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดของเราที่ให้เรารู้จักศีลธรรมและอบรมพวกเรามา แล้วพวกเราจึงตั้งใจมาทำบุญอุทิศให้ท่านที่เรียกว่า ปุพพเปตพลี ไม่เท่านั้นการที่บรรพบุรุษของเราปลูกฝังมาดี นอกจากอุทิศบุญให้กับบรรพบุรุษในตระกูลแล้ว ก็ยังไปถึงบรรพบุรุษที่สร้างชาติไว้ด้วย เพราะท่านเหล่านี้เราจึงมีประเทศไทยอยู่ ท่านสร้างชาติไว้รอท่าเราเป็นร้อยๆปีแล้วและยังรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วย เราจึงมีปัญญาเฉลียวฉลาด แม้ทางวิชาการเราไม่เหมือนต่างประเทศ แต่บรรพบุรุษเราก็เก็บรักษาพระพุทธศาสนาไว้อย่างดี เพราะวิทยาศาสตร์ในยุคไหนๆที่ใครตามไม่ทัน แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่องชีวิตหลังความตาย ก็มีแต่ความรู้จากพระพุทธเจ้าที่บอกว่าเมื่อคนละโลกไปแล้ว ไม่จบที่ความตายหรือเชิงตะกอน  แต่ชีวิตหลังความตายซึ่งจะสุขทุกข์ขนาดไหนก็อยู่ที่บุญที่เขาทำไว้ขณะที่มีชีวิต บาปก็พาไปทุกข์ บุญก็ส่งไปเป็นสุขนี้คือความรู้ที่บรรพบุรุษส่งผ่านมาถึงเรา

              เมื่อเรารู้คุณและจะตอบแทนคุณท่านก็มีความรู้อีกว่า การที่เราทำบุญแล้วอุทิศ กรวดน้ำให้ท่านเหล่านี้ จะได้บุญกับเราด้วย เมื่อท่านมีนำ้ใจสร้างบ้านสร้างวงศ์ตระกูลให้เราดังนี้เมื่อถึงวันพระวันที่ท่านบริสุทธิ์ที่สุดในทุกๆกึ่งเดือน เมื่อท่านทบทวนศีลมาแล้ว ก็ตั้งใจมาทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษของเรา และยังเป็นเหตุให้ได้บุญใหญ่ทั้งโลกนี้และโลกหน้าแล้ว ยังเป็นขนบธรรมเนียมให้ลูกหลานเรา เมื่อถึงเวลาเราลาโลกลูกหลานเหล่านี้จะได้ทำบุญให้เราบ้าง

            ความดีงามเหล่านี้เราได้ทำด้วยมือของเราเอง เป็นที่น่าสรรเสริญของมนุษย์และเทวดา นึกเมื่อไรก็ปลื้มใจ ที่เราคนนึงก็เป็นคนดี และพาลูกหลานมาทำด้วย แม้เทวดาทั้งหลายทุกชั้นฟ้าเมื่อได้ทราบได้เห็นการกระทำของเราเขาจะได้อนุโมทนา และจะได้ปลื้มใจว่ามีคนดีๆแบบนี้อยู่ 

              เมื่อเราลาโลกไป จะได้ไปเป็นสหายกับเขานี้ในสายตาของชาวสวรร์ก็มองแบบนี้ ส่วนสายตาพระนิพพานก็เป็นการถางทางไปตามพระพุทธเจ้า การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดีๆนี้บุญนี้จะได้ส่งให้เรามีแต่ความสุขความเจริญสวนกระแสโลก.