ศีลปรมัตถบารมี

วันที่ 11 เมย. พ.ศ.2546

 

.....หัวใจพระโพธิสัตว์นั้นเป็นเช่นใด วัดกันตรงไหน พิสูจน์กันอย่างไร ดูได้จากชีวิตของพญานาคสังขปาล

 

.....สังขปาลนาคราช*

 

.....ในครั้งโบราณกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามคธ แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงสำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทั้งปวงแล้ว พระราชบิดาทรงยกราชสมบัติให้ครอบครอง แล้วทรงออกบวชเป็นฤาษี โดยไปสร้างศาลาอยู่ใกล้กับแม่น้ำกรรณเวณ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นช่องทางไปสู่นาคพิภพ มีพญานาคราชผู้ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ พาบริวารมาฟังธรรมจากพระฤาษีอยู่เสมอ

 

.....ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จมาเฝ้าพระฤาษีผู้เป็นพระราชบิดา เมื่อพระองค์ได้ทรงพบเห็นพญานาคราช ผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติทั้งหลาย ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ทั้งสิริและปัญญา ทำให้พระองค์เกิดความปรารถนาอยากจะมีสมบัติเช่นพญานาคราชนั้น เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร พระองค์จึงทรงทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แล้วตั้งความปรารถนา ขอให้ได้เกิดเป็นเกิดเป็นพญานาคราช

 

....ด้วยบุญที่สั่งสมมาเป็นอย่างดี ในที่สุดเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ก็ได้ไปเกิดเป็นพญานาคราช สมความปรารถนา มีนามว่า พญานาคสังขปาล ต่อมาไม่นาน พระโพธิสัตว์ก็เบื่อหน่ายในความเป็นนาคราชนั้น พระองค์จึงตั้งพระทัยที่จะรักษาอุโบสถศีล สั่งสมบุญ เพื่อต่อไปจะได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่เนื่องจากในนาคพิภพนั้น พระองค์ไม่สามารถที่จะรักษาอุโบสถศีลให้บริสุทธิ์ได้ เพราะถูกแวดล้อมไปด้วยสิ่งบำรุงบำเรอความสุขต่าง ๆ นานา ดังนั้น ในทุก ๆ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ พระองค์จะออกจากนาคพิภพ มาอยู่รักษาอุโบสถศีล ในเมืองมนุษย์ โดยจะนอนขดอยู่บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง

 

.....จนกระทั่งวันหนึ่ง นายพรานชาวเมืองพาราณสี ๑๖ คน ได้พากันออกล่าสัตว์ด้วยอาวุธครบมือ แต่ตลอดวันนั้นล่าสัตว์ไม่ได้เลย ขณะที่พากันเดินกลับนั้นเอง ได้เห็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตสวยงาม นอนจำศีลอยู่บนจอมปลวก ก็พากันดีใจว่างูใหญ่ตัวนี้ เนื้อคงจะดียิ่งนัก จึงช่วยกันล้อมจับ เอาหอกหลาวฟันแทงให้อ่อนแรงสิ้นกำลัง จากนั้นก็จับพระโพธิสัตว์มัดด้วยเถาวัลย์ แล้วช่วยกันเอาคานหามเดินไปอย่างทุลักทุเล

 

.....ขณะนั้น ขบวนเกวียนสินค้าของอาฬารคหบดี ชาวเมืองมิถิลา ได้ผ่านมาพอดี อาฬารคหบดี ได้เห็นพรานทั้งหลายหามงูใหญ่มาเช่นนั้น ก็เกิดความสงสารจับใจ จึงเอาสมบัติมากมายมอบให้กับนายพรานทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อแลกกับอิสรภาพของพระโพธิสัตว์

 

.....เมื่อพระโพธิสัตว์ หลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ก็รีบพาบริวารมาอัญเชิญท่านอาฬารคหบดี ไปยังนาคพิภพ แล้วปรนนิบัติบำรุงท่านให้มีความสุขอยู่ในวิมาน

 

.....อาฬารคหบดี จึงถามพระโพธิสัตว์ว่า "ท่านพญานาคราช ท่านมีวิมานอันวิเศษเช่นนี้ ทั้งมีอิทธิฤทธิ์เกินใคร แต่เหตุใดกลับถูกนายพรานจับไปเช่นนั้น ท่านตกใจกลัวหรืออย่างไร"

 

.....พระโพธิสัตว์จึงตอบว่า "ข้าพเจ้ามิได้มีความกลัวแม้แต่น้อย และนายพรานทั้งหลายก็ไม่อาจทำลายฤทธิ์ของข้าพเจ้าได้ แต่ศีลที่ข้าพเจ้ารักษา เป็นดังมหาสมุทรขวางไว้ ข้าพเจ้าจึงยอมให้เขาทำร้าย ยอมให้เขาจับหามไปทั้งที่รู้ว่า เขาจะเอาไปฆ่าเป็นอาหาร ข้าพเจ้ายอมได้ทุกอย่าง แต่จะไม่ยอมล่วงละเมิดศีล

 

.....อาฬารคหบดีถามถึงสาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้น พระโพธิสัตว์จึงตอบว่า "เพราะข้าพเจ้าปรารถนาความเป็นมนุษย์ มีเพียงมนุษยโลกเท่านั้น ที่ข้าพเจ้าสามารถทำความบริสุทธิ์สำรวมได้ หากข้าพเจ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าจะทำความหลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้เป็นผลสำเร็จ"

 

.....อาฬารคหบดี ใช้ชีวิตอยู่ในนาคพิภพได้ ๑ ปี ก็มีความเบื่อหน่ายในสมบัติทั้งหลาย จึงขออำลาพระโพธิสัตว์ กลับสู่เมืองมนุษย์ แล้วออกบวชเป็นฤาษี เดินทางท่องไปในแดนต่าง ๆ เพื่อแสดงธรรมแก่หมู่ชน

 

.....แม้จะมีร่างกายเป็นเดรัจฉาน แต่นาคราชสังขปาล กลับมีจิตใจสูงส่ง มุ่งมั่นรักษาศีล ยิ่งกว่ารักษาชีวิตตน

 

......นี่คือหัวใจพระโพธิสัตว์ ผู้สละชีวิตได้ เพื่อการสร้างบารมี

 

......เพื่อพัฒนาชีวิตสู่ความเป็นเลิศ

 

......เพื่อจะอยู่เหนือกิเลส และการครอบงำทั้งปวง

 

......เพื่อในที่สุด จะสามารถนำพาสรรพสัตว์ ให้ล่วงพ้น วังวนวัฏสงสาร

 

.....พญานาคสังขปาล ยอมสละชีวิตแล้วในวันนั้น

 

.....วันนี้ จึงมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย

 

.....แม้เราจะเป็นเพียงชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังต้องท่องเที่ยวฝ่าคลื่นลมแห่งทุกข์ภัยต่อไป แต่เมื่อใดที่ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราย่อมรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย มีกำลังใจ ในการสร้างความดี สั่งสมบารมีตามอย่างพระองค์

 

.....อ้างอิง : พระสูตรและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ๖๑ หน้า ๖๕๘