การคัดคนเพื่อรับการช่วยเหลือ

วันที่ 09 เมย. พ.ศ.2546

 

.....ดังนั้นพระพุทธองค์ทรงสั่งให้ใส่เงินลงในกลุ่มล่าง แต่มีข้อแม้ต้องคัดคนก่อน คัดอย่างไร? ต้องเลือกคนที่หาเป็น มีศีล มีธรรม แต่ว่าขาดเงินทุน พวกนี้ขาดเงินทุน ขาดเทคโนโลยี แต่มีศีลธรรม มีความขยันหมั่นเพียรแล้วก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างนี้ต้องคัดมาแล้วช่วยเขา เมื่อช่วยแล้วจะได้เป็นบุคคลตัวอย่างในพื้นที่ การช่วยอย่างนี้ส่งเข้าไปแล้วไม่หายต๋อม

 

.....แต่นั่นมันเป็นเพียงหลักการ

 

.....ในสมัยโบราณทำได้ง่าย กษัตริย์ก็ส่งคนไปคัดดูว่าใครดีจริงแล้วก็ช่วยเหลือไป แล้วจะได้เป็นบุคคลต้นแบบ เมื่อพบพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งใจค้าขายแต่ว่าขาดเงินทุน ก็ช่วยไป ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ได้รับความเป็นธรรม เงินเดือนก็น้อย ก็ช่วยไป

 

....แต่ที่สำคัญ จะต้องคัดก่อนนะว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม เมื่อคัดได้แล้ว เอาเม็ดเงินเข้าไปใส่ หรือเอาสิ่งที่ควรจะช่วยเหลือเข้าไปใส่ให้ จากนั้นมีการติดตามประเมินผลกันเป็นลำดับๆ อย่างนี้ไม่นานข้างล่างก็จะขับเคลื่อนได้

 

.....แต่ว่าในยุคปัจจุบัน ใครจะมายอมให้ใครมาเลือกชี้คนนั้นคนนี้เป็นคนดี ไม่มีใครยอม ก็ต้องคัดเลือกกรรมการหมู่บ้านกันเข้ามา ในหมู่นั้นๆ บางหมู่ก็มีคนดีมาก มีคนเลวน้อย บางหมู่ก็มีคนดีน้อย มีคนเลวมากมันก็คละๆ กันไป ก็เป็นวิธีการคัดเลือกแบบประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ เราก็ต้องยอมรับกันว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ธรรมาธิปไตย แต่ว่าเป็นสิ่งที่พอยอมรับกันได้ในบ้านเมืองนี้

.....๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์

.....เมื่อใส่เม็ดเงินเข้าไป พร้อมกำหนดลงไปด้วย ๑ หมู่บ้าน ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์หรือจะ ๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์ก็ตามที สิ่งหนึ่งที่ได้ทันทีก็คือ เรื่องของการฝึกคนให้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เราพูดกันมานักหนาว่า อยากจะให้คนไทยมีความสามัคคี มีความรับผิดชอบต่อบ้านต่อเมือง ถามว่าอะไรคือบทฝึก

 

....ณ วันนี้ เงินใส่ลงไปทุนหมู่บ้านนี้ แล้วมาช่วยกันรับผิดชอบ

 

.....แต่นี่คือบทฝึกความรับผิดชอบขั้นต้น ถามว่ามีโอกาสรั่วไหลมากไหม ตอบได้ว่ามาก แต่ถ้าไม่ฝึกก็ไม่เป็นกันเลย ก็ให้ถือว่าเป็นค่าวิชาค่าเรียนก็แล้วกัน

 

.....เรื่องต่อไป ถ้ากลัวว่ามันจะเสียหายมากจะทำยังไงดี ก็ต้องให้กลุ่มการเมืองเข้ามา ใครเป็นส.ส.เขตนั้นต้องลงมาดู ส.ส. ๑ เขต มีลูกหมู่บ้านอยู่ประมาณสัก ๒๐๐ หมู่บ้าน ต้องลงมาเยี่ยม เสนาบดีราชการในระดับสูงรวมทั้งนักวิชาการ เมื่อวางแผนแล้วต้องลงมาดู ลงมาช่วยกันติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นเริ่มต้น เพราะตามหมู่บ้านต่างๆ ยังไม่มีระเบียบวิธีใช้เงิน ผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย สมาคมอาชีพทนายความ สมาคมนักกฎหมายหรือนักกฎหมายอาชีพ ในแต่ละเขต แต่ละจังหวัดต้องลงไปช่วยกัน ถามว่าคุณเป็นเจ้าของประเทศหรือเปล่า? ถ้าคุณเป็นเจ้าของประเทศ เงินแต่ละล้านคุณมีส่วนเป็นเจ้าของหรือไม่? ในหมู่บ้านเหล่านั้นคุณก็เป็นเจ้าของด้วย ถ้าอย่างนั้นก็มาช่วยกันดูแล

 

......ต่อไปก็กลุ่มธุรกิจ คิดว่าจะช่วยเหลืออะไรได้ในเครือข่ายที่มีอยู่ก็มาช่วยกัน มีได้บ้าง มีเสียบ้าง เพราะแต่ก่อนนี้ใส่แต่ข้างบนแล้วหายหมดทุกที แต่บัดนี้ใส่เม็ดเงินเข้าไปข้างล่างแล้ว แต่ก็ต้องทำใจไว้ด้วย ได้บ้างก็ต้องมีเสีย

 

....ต่อมาก็หน้าที่ของพระ ช่วยได้อย่างไร คือไปช่วยเทศน์ ช่วยอบรมเยาวชนไม่ให้เกเร

 

.....เป็นตัวอย่าง ถ้าลงไปช่วยกันอย่างนี้โครงการนี้ไปได้ ส่วนว่าจะหวังผลเลิศ ๑๐๐% นั้นอย่างหวัง แต่วันนี้ รัฐนาวาไทยเริ่มขยับตัวแล้ว รู้จักว่าจะฝึกให้มีความรับผิดชอบเบื้องต้นขึ้นบ้างแล้ว ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องของความร่วมมือกัน ร่วมมือตั้งแต่การสร้างคนดีขึ้นมาในสังคม ว่ามีสัจจะ มีทมะ มีขันติ มีจาคะกันแค่ไหน ร่วมมือที่จะกำจัดสิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจมากที่สุด

 

.....สิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจมากที่สุด คืออบายมุข การกำหนดเวลาปิดเปิดแหล่งอบายมุข การ กำหนดเขตอบายมุข และยิ่งกำจัดอบายมุขให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทยเป็นเรื่องถูกต้อง ถ้าช่วยกัน ก็พอมีทางที่จะสำเร็จ

 

....นโยบายนี้เป็นการมองโลกในแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ ในฐานะที่เป็นชาววัด ถ้าถูกประชาชนถูกญาติโยมซักถามในสิ่งเหล่านี้ จะบอกว่าพระไม่เกี่ยวก็ไม่ได้

 

.....คือต้องเกี่ยว แต่เกี่ยวแบบพระ…

 

.....เกี่ยวแบบพระคือมองความจริงให้ออกว่าอะไรเป็นอะไรในเชิงเศรษฐศาสตร์ทางพุทธและทางโลก แล้วก็สิ่งใดที่พระช่วยทำได้ ก็ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้สติ การช่วยกันสร้างคนดีให้กับบ้านเมืองนี้ การเคี่ยวเข็ญให้ชาวพุทธเป็นนักสร้างบารมีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เท่ากับเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเป็นการสร้างปฏิรูปเทส หรือกำแพงป้องกันให้แก่พระพุทธศาสนาไปด้วยโดยปริยาย