พระนาลกะ – พระยสะ ๑

วันที่ 19 มิย. พ.ศ.2548

 

 
.....พระนาลกะ เป็นพระอสีติมหาสาวกที่พุทธบริษัทไม่ค่อยคุ้นนัก ท่านบวชหลังกลุ่มพระปัญจวัคคีย์เพียง ๗ วัน แต่หลังจากบรรลุอรหัตผลได้เพียง ๗ เดือนก็นิพพาน
 
ท่านมีนามเดิมว่า “ นาลกะ” เกิดในวรรณะพราหมณ์ ที่เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เป็นหลานของฤาษีอสิตะผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าสุทโธทนะ โดยโยมมารดาของท่านเป็นน้องสาวของฤาษีอสิตะนั้น ตระกูลของท่านจึงถือได้ว่าเป็นตระกูลขุนนางที่ทรงเกียรติตระกูลหนึ่งในเมืองนี้
 
ท่านออกบวชเป็นฤาษีตั้งแต่อายุยังน้อยตามคำแนะนำของฤาษีอสิตะผู้เป็นลุงที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและปรารถนาดี ดังมีเรื่องเล่าว่า
 
หลังจากได้รับพระราชานุญาตจากพระเจ้าสุทโธทนะให้ออกบวชและได้บรรลุสมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอภิญญา ๕ แล้ว ฤาษีอสิตะมักจะอาศัยอำนาจฤทธิ์หายตัวไปพักผ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ ป่าหิมพานต์ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
 
วันหนึ่ง ฤาษีอสิตะหายตัวไปพักผ่อนในสวรรค์ชั้นดางดึงส์ โดยนั่งเข้าฌานอยู่ในวิมานหลังหนึ่งที่เกิดขึ้นด้วยบุญของท่านเอง หลังจากออกจากฌานแล้วท่านได้มายืนอยู่ที่ประตูวิมานและมองไปรอบ ๆ เห็นธงทิวของเทวดาปลิวไสวอยู่ตามท้องถนนซึ่งกว้างใหญ่ ๖๐ โยชน์ ทั้งยังได้เห็นและได้ยินเสียงท้างสักกะ ( พระอินทร์) และเทวดาชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่างฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรีปรบมือแสดงความยินดีสนุกสนานอยู่ท่านกลางถนน พร้อมทั้งกล่าวสรรเสริญคุณของพระโพธิสัตว์ จึงถามด้วยความแปลกใจว่า
 
มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ ทวยเทพทั้งหลายถึงได้แสดงความยินดีกันเหลือเกิน
 
ท่านทั้งหลาย โบกสบัดผ้าทิพย์กันทำไม

อะไรทำให้ท่านขนพองสยองเกล้า
เทวดาทั้วหลายกล่าวตอบว่า
 
ท่านอสิตะ พระโพธิสัตว์อุบัติขึ้นแล้วในโลกมนุษย์
 
พระองค์ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีของเจ้าศากยะ
 
เมื่อสักครู่นี้เอง เหตุนี้แหละที่ทำให้เราทั้งหลายดีใจ
 
ท่านอสิตะ ท่านไม่ทราบหรือว่า พระโพธิสัตว์เป็นผู้สูงสุดในหมู่สัตว์
 
พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จักประกาศธรรมจักร
 
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี
 
ด้วยพุทธลีลาอันอาจหาญดุจพญาราชสีห์
 
คำตอบของเทวดาทำให้ฤาษีอสิตะไม่สามารถอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อไปได้ ท่านรีบลงมาเข้าเฝ้าพระเจ้าสุทโธทนะทันทีและทูลขอโอกาสเฝ้าพระราชกุมารด้วย
 
พระเจ้าสุทโธทนะทรงอนุญาตให้ตามที่ท่านประสงค์ ทรงรับสั่งให้พระอภิบาลอุ้มพระราชกุมารออกมาให้ท่านได้เฝ้า พระราชกุมารทรงมีพระฉวีวรรณงดงาม ฤาษีอสิตะเห็นแล้วก็ทราบได้ทันทีด้วยอำนาจอภิญญาว่า พระราชกุมารนี้คือพระโพธิสัตว์อย่างที่เทวดาบอกกล่าว จึงกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่า
 
พระราชกุมารนี้ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าได้
 
พระองค์ทรงสูงสุดในบรรดาสรรพสัตว์ทวิบท
 
พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
 
ครั้นกราบทูลแล้วฤาษีอสิตะก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจว่าตนเองชราแล้วมีอายุอยู่ไม่ทันได้เห็น พระราชกุมารตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีกทั้งเสียใจว่าเมื่อตายแล้วก็จะไปเกิดเป็นอรูปพรหม ไม่มีรูปร่างหมดโอกาสที่จะได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรม
 
ฤาษีอสิตะเข้าเฝ้าพระเจ้าสุทโธทนะ และพระราชกุมารพอสมควรแก่เวลาแล้วก็ทูลลากลับ ท่านนึกเสียดายเรื่องที่จะไม่ได้อยู่ทันพระราชกุมารได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ท่านนึกถึงเด็กชาย “ นาลกะ” ลูกของน้องสาวขึ้นมาได้และเห็นว่าหลานชายคนนี้มีอุปนิสัยน้อมไปในการออกบวช จึงไปหาน้องสาวเพื่อขออนุญาตนำหลานชายออกบวชเป็นฤาษีเช่นเดียวกับท่าน เมื่ออนุญาตแล้ว ท่านก็ได้ดำเนินการตามที่ประสงค์
 
วันหนึ่ง ขณะนั่งพักผ่อนอิริยาบถอยู่ด้วยกัน ฤาษีอสิตะได้บอกแก่ฤาษีนาลกะว่า
 
วันข้างหน้า หากได้ยินเสียงกล่าวว่าพระพุทธเจ้า
 
ขอให้เข้าใจเถิดว่า พระราชกุมารเสด็จออกผนวช
 
และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
 
เจ้าจงเข้าไปเฝ้าและทูลถามเรื่องที่อยากรู้
 
และจงบวชเป็นสาวกของพระองค์เถิด
 
ฤาษีนาลกะรับคำด้วยความเคารพ ท่านรอคอยฟังเสียงว่า “ พระพุทธเจ้า” อยู่ตลอดเวลาจนมาเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากท่านบวชเป็นฤาษีแล้ว ๓๕ ปี ท่านก็ได้ยินเสียงเทวดาป่าวร้องอื้ออึงว่า
 
พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว
 
พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรแล้ว
 
ฤาษีนาลกะดีใจมากที่วันเวลาแห่งการรอคอยมาถึง ๗ วันหลังจากนั้น เมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้วกราบทูลว่า
 
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็นหลานของฤาษีอสิตะ
 
รอคอยเวลาที่จะได้เข้าเฝ้าพระองค์มานานแล้วถึง ๓๕ ปี
 
บัดนี้จึงได้สมปรารถนา ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกข้อปฏิบัติ
 
ของมุนีแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด เพื่อข้าพระองค์ผู้เป็นมุนีไม่มีเรือน
 
เที่ยวเลี้ยงชีพด้วยภิกขาจารจะได้ยึดถือปฏิบัติต่อไป