โอวาทฯ พิธีปุพพเปตพลีครั้งที่ 48

วันที่ 08 เมย. พ.ศ.2559

 

โอวาทฯ พิธีปุพพเปตพลีครั้งที่ 48

 

โอวาทหลวงพ่อทัตตชีโว

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

พิธีปุพพเปตพลีครั้งที่ 48 ณ หอฉันคุณยายฯ
....................

 

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า บุคคลที่หาได้ยากในโลกนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ
1. บุคคลที่ทำความดีต่อผู้อื่นก่อน
2. บุคคลที่ใครทำความดีต่อตนเองแล้ว ระลึกถึงคุณท่านผู้นั้นและหาทางตอบแทนพระคุณท่าน ทั้งโดยตรงโดยอ้อมไม่ว่าท่านมีชีวิตอยู่หรือลาโลกไปแล้วก็ตาม
  
                ที่พระองค์ตรัสสิ่งเหล่านี้เพราะของหายากนั้นมีค่า และของมีค่านั้น เพื่อที่เราจะได้ทำตัวมีค่า และหาคนที่มีค่านี้มาร่วมกันเป็นหมู่คณะจะได้มาสร้างความดีให้เต็มโลก บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ กลุ่มแรก ผู้ที่ทำความดีก่อนอย่าพึ่งไปถามหาคนอื่น ให้ดูตัวเราเองก่อน เช่นจะทำอะไรให้อะไรใคร เราจะมักมีเชื้อตระหนี่ติดอยู่ซึ่งเป็นแบบนี้กันทั้งโลก เราก็เป็น แต่มีบุคคลท่านหนึ่งที่เห็นชัด คือคุณพ่อคุณแม่ของเรา แม้เราไม่เคยทำอะไรให้ท่าน แต่ท่านก็ทุ่มให้กับเราไม่อั้น ไม่ว่าเป็นความดีหรือสมบัติต่างๆ

                   นอกนั้นก็มีครูบาอาจารย์ทั้งคนทั้งพระ ที่ท่านมีหัวใจเป็นครูจริงๆก็ทุ่มเทให้เรา พระที่ตั้งใจฝึกตนเองตั้งใจสร้างบุญบารมีท่านก็ทุ่มให้เราโดยไม่หวังอะไรตอบแทนก็มี นี้เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เพราะฉะนั้นใครที่ได้รับพระคุณจากท่านเหล่านี้ แล้วยังไม่ซาบซึ้งและไม่หาทางตอบแทน นี้เรียกว่า เนรคุณคนแบบนี้คบไม่ได้ พวกเราที่นั่งอยู่นี้พ่อแม่ทุ่มเทให้กับเราจะนับจะประมาณไม่ได้ ตั้งแต่เล็กมาท่านทุ่มให้หมด จนเราโตมาถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เราอยู่ในท้องเราไม่เคยสัญญาเลยว่า เมื่อเราโตและได้รับการส่งเสริมแล้ว จะตอบแทนท่านอย่างไร แต่ท่านก็กลับทุ่มเทให้เรา แล้วเมื่อเรามาเจอครูบาอาจารย์ พระภิกษุ และคนดีๆอื่นบางคน ที่ทุ่มเทสั่งสอนเรา นี้เป็นบุคคลที่พระพุทธเจ้ายืนยันว่านี้คือคนดีของโลกเช่นกัน

                ส่วนพวกที่ลืมพระคุณและไม่คิดตอบแทนใดๆก็ยากจะเอาดี เพราะไม่เคยคิดว่าตนเองเติบโตมาได้ด้วยอะไร รอดตายมาได้ด้วยอะไร คนพวกนี้มีชีวิตไปวันๆ เหมือนนกเหมือนกา เพราะไม่เคยคิดถึงความดีที่ใครทำให้ คนเหล่านี้ใครมาอุปการะก็เหนื่อยเปล่า 

                 เมื่อคำนึงถึงความดีที่ใครทำให้เราก่อนและหาทางตอบแทนเพราะใจใสพอ และใจของบุคคลประเภทนี้ต้นทุนดี คือ ใจใสตั้งแต่เล็ก แล้วเมื่อเติบโตขึ้นมาจึงมีวินิจฉัยที่ดี และรักจะดูว่าใครมีความดีอะไร และความดีที่เขาทุ่มให้เราคืออะไร คนที่เกิดมาแล้วใจใสแต่เล็ก คือคนที่ชอบจับถูก และเมื่อเขามีดีแล้ว มีดีอะไรที่ทำให้ถึงตัวเราด้วยจะยิ่งซาบซึ้งและหาทางตอบแทนพระคุณ  ยิ่งอยู่นานไปยิ่งคิดตอบแทนพระคุณผู้อื่น ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าน้าอา ครูบาอาจารย์ ยิ่งมีชีวิตอยู่เมื่อยิ่งนึกถึงพระคุณของใคร ก็ใจยิ่งใส และหาทางตอบแทนใจก็ยิ่งใสไปอีก คนที่นึกถึงคุณของคนเป็นประจำและหาทางตอบแทน ใจนอกจากใสแล้ว ยังไม่พอ และยังอยากขวนขวายสร้างพระคุณต่อคนอื่นต่อ ดังเช่น พ่อแม่ของเรา เมื่อท่านทราบคุณของปู่ย่าตายายแล้ว ท่านก็ตอบแทนพระคุณ และสร้างพระคุณต่อเราคือทุ่มเทสิ่งดีๆให้กับเรานั้นเอง เพราะเรามีเชื้อความดีแบบนี้ วันนี้เราจึงมาพร้อมหน้า คือ

 1. มีความกตัญญูคิดตอบแทนพระคุณ
 2. เมื่อตั้งใจดูแลลูกหลานให้เป็นคนดีแล้วก็สนับสนุนลูกหลานคนอื่นด้วย เช่น ช่วงนี้มีการอบรมสามเณร อยรมเยาวชน แม้เขาไม่ใช่ลูกหลานเรา แต่ก็มาช่วยกันอุปถัมป์ จนมีโครงการบวชสามเณรล้านทั่วไทย

              ความที่พวกเราเกิดมาก็ใจใสเป็นต้นทุนแบบนี้ ก็เป็นบุญของเราเพราะชาติที่แล้วๆคงได้พ่อแม่ดี ได้ครูบาอาจารย์ดี เราจึงได้อบรมความดีติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา จึงให้เราใจใสเป็นต้นทุนโดยอัตโนมัติ ดังนั้นอยากดูใครใจใสก็ให้มาดูที่นี้

             วันนี้เรามารำลึกถึงคุณของบรรพบุรุษเรา ทั้งในสายสกุลของเรา ทั้งที่ทิ้งมรดกให้เรา เราจึงมาทำบุญปุพพเปตพลี อุทิศบุญให้กับท่าน และยังมีบรรพบุรุษ ที่ท่านสร้างชาติสร้างประเทศให้เราอยู่ บุคคลเหล่านี้เมื่อสร้างประเทศไทยขึ้นมาแล้ว ยังรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วย เมื่อสร้างชาติแล้ว ต้องทำความดีต่อด้วยและวิธีสร้างบุญต่อคือ รักษาพระพุทธศาสนาและส่งต่อให้เรามาฝึกให้เราใจใสนั้นเอง เราจึงต้องรักษาแผ่นดินไทยและพระพุทธศาสนาให้รอด และตราบใดที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารก็ต้องมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้อยู่ และมีพระพุทธศาสนาเพื่อสอนวิธีกลั่นใจให้ใสต่อๆไปด้วย

  เมื่อตั้งใจมาถวายภัตตาหารเพื่อเป็นเรี่ยวแรงของพระภิกษุและสามเณร จะได้มีเรี่ยวแรง
1. ดำรงชีวิตต่อไป 
2. ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า
3. นำธรรมะนี้มาเผยแผ่ต่อให้ขยายคลุมโลกต่อไป

                 ก็อาศัยข้าวแต่ละคำน้ำแต่ละอึก ขนมแต่ละชิ้นแต่ละอิ่ม จะได้บังเกิดเป็นบุญในใจของเราและจะได้มากลั่นใจให้ใสยิ่งๆขึ้นด้วย วันนี้เราจึงมาร่วมใจกันสร้างบุญถวายภัตตาหารแก่พระเณร และยังได้ถวายผ้าไตรไทยธรรมด้วย เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีและดำรงชีวิต

                  บุญเหล่านี้นอกจากเกิดในใจของเราแล้ว บุญเป็นธาตุบริสุทธิ์ เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เมื่อเราระลึกคุณของใครที่ถ่ายทอดความดีถึงเราแล้ว เรายังอุทิศบุญที่ได้เหล่านี้ถึงท่านด้วย แม้ท่านจะละโลกไปแล้ว สมกับที่ท่านได้เลี้ยงดู เรามา ท่านให้ความสุขกับเราอย่างไร ให้บุญที่เราทำนี้ย้อนไปสู่ท่านให้มีความสุขในภพภูมินั้นๆยิ่งๆขึ้นไป สมกับที่พระพุทธองค์ตรัสถึงคนดีทั้งสองประเภทดังกล่าวนั้น เมื่ออาศัยความกรุณาของพระพุทธองค์ที่สอนวิธีอุทิศบุญนั้น เมื่อเราทราบแล้วก็ตั้งใจนึกถึงบุญนะ ที่เมื่อบังเกิดบุญมหาศาลเพียงใดก็ให้บุญนี้ถึงปู่ย่าตาทวด บรรพบุรุษ บรรพชนที่สร้างชาติด้วยนะ.