จักรวาล คือ กรงขังสัตว์ ๖

วันที่ 05 สค. พ.ศ.2548

 

 

บทที่ ๖ พระชนม์ชีพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน

           ในยุคที่จักรวาลของเราดำรงอยู่ขณะนี้ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และตั้งพระศาสนาผ่านมาแล้ว ๓ พระองค์ ปัจจุบันอยู่ในระยะพุทธกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๔ ทรงพระนามว่า พระสมณโคดม เมื่อสิ้นพระศาสนาของพระองค์ไปแล้ว อีกนานแสนนาน เมื่ออายุขัยของมนุษย์ลดลงถึง ๑๐ ปี แล้วสูงขึ้นใหม่อสงไขยปี* แล้วลดลงเหลือ ๘ หมื่นปี จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕ ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ต่อจากนั้นจะไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกเลย จนจักรวาลถูกทำลาย

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของเรา** แต่เดิมท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เวียนว่ายตายเกิดอยู่ภพโน้นภพนี้ไปตามกรรมที่ทำไว้ จนกระทั่งถึงชาติหนึ่งห่างจากเวลานี้ ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป พระองค์เกิดเป็นคนยากจนอยู่กับมารดา มีอาชีพหาของป่าตัดฟืน แบกเข้าไปขายในเมือง

           วันหนึ่งขณะที่ฟืนหมดแล้ว พักผ่อนอยู่ที่ท่าเรือ เห็นลูกเรือลงจากเรือพากันกลับบ้าน ดูแล้วมีรายได้ดีกว่าตน จึงไปขอสมัครทำงานในเรือกับเจ้าของเรือ โดยขอพาเอามารดาไปกับตนด้วย เจ้าของเรือเต็มใจรับเข้าทำงาน

            ในการเดินทางคราวนั้น เรืออัปบางเพราะพายุ ชายตัดฟืนให้มารดาเกาะบ่าตนเอง พากันเกาะไม้กระดานว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ในขณะนั้นเองได้เห็นเพื่อร่วมทางทั้งหลายจมหายไปต่อหน้าทีละคนสองคน จึงรู้สึกสลดสังเวชใจในความทุกข์ทั้งของตนเองและเหล่าเพื่อนๆ ในครั้งนี้เป็นที่สุด มองเห็นปรุโปร่งถึงความทุกข์ของผู้คนและสรรพสัตว์หมดทั้งโลกว่าล้วนแต่มีทุกข์ภัยไปต่างๆ กัน ทุกข์จากเรื่องทำมาหากิน ทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์จากความพลัดพราก ฯลฯ

            เวลานั้นจึงมีความคิดอยากช่วยเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่รู้หนทางเลย ก็จะพยายามแสวงหา เมื่อคิดดังนี้ผู้คิดย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว

            ต่อจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดลองผิดลองถูกสร้างความดีแบบต่างๆ ตามลำพังเรื่อยมาเป็นเวลาถึง ๗ อสงไขยกัป ได้บำเพ็ญบุญกุศในยุคสมัยที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงแสนสองหมื่นห้าพันพระองค์ จึงมีความองอาจกล้าหาญเต็มที่ เปล่งวาจาแสดงความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบ้างในอนาคต ต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ได้เกิดพบ หลักจากลั่นวาจาแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งสิบอย่างยิ่งยวดตลอดมาอีก ๙ อสงไขย จนบารมีทั้งสิบเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ หากพระองค์ทรงตัดใจออกจากวัฏฏสงสาร ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่ทรงได้พบในเวลานั้น พระองค์จะทรงสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานทันที

           แต่เนื่องจากทรงต้องการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ด้วยทรงมีพระมหากรุราในสรรพสัตว์ ต้องการช่วยสรรพชีวิตให้พ้นจากกรงขังของการเวียนว่ายตายเกิด จึงไม่ยอมเป็นพระอรหันตสาวกในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด

          ได้ทรงสร้างบารมีเพิ่มเติมเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นต่อมาอีก ๔ อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัป (๑ มหากัป เท่ากับเวลาตั้งแต่จักรวาลถูกทำลายและตั้งขึ้นจนถูกทำลายอีกครั้ง หรือเทียบ ๒๕๖ อันตรกัป) จึงทรงสามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุมรรคผลนิพพานตามเป็นจำนวนมาก

          ในพระชาติสุดท้ายก่อนชาติตรัสรู้ทรงเป็นเทพบุตรชื่อสันดุสิต เหล่าเทพยดาทั้งหลายทูลเชิญให้เสด็จจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมาเกิดในตระกูลกษัตริย์ นี้เป็นหลักธรรมดาของพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเต็มเปี่ยม จะทรงเลือกเกิดในตระกูลที่มนุษย์ยุคนั้นนิยมกันว่าสูงสุด

          ถ้ายุคในประชาชนนิยมยกย่องพราหมณ์เป็นวรรณะเลิศ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ แต่ในยุคพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ประชาชนนิยมตระกูลกษัตริย์ พระองค์จึงทรงเลือกเกิดในตระกูลกษัตริย์ศากยวงศ์ ที่นครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ในประเทศอินเดียสมัยนี้

(* ในจักรวรรดิสูตร ที.ปาฏิ. กล่าวถึงตอนกัปเจริญขึ้น อายุมนุษย์จาก ๑๐ ปี เจริญขึ้นทีละหนึ่งเท่าตัวจนอายุได้ ๘ หมื่นปี พระศรีอริยเมตรไตรย จึงเสด็จอุบัติ และในอรรถกถา กล่าวอธิบายไว้ว่า เป็นช่วงอายุไขลงจากอสงไขยปีลดลงเหลือ ๘ หมื่นปี พระศรีอริยเมตรไตรยจึงเสด็จอุบัติ

** ชินกถามาลีปกรณ์ ฉบับแปล หน้า ๘)

บทที่ ๖พระชนม์ชีพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน