เมื่อโลกเข้าสู่ช่วงกัปไขลง

วันที่ 23 ธค. พ.ศ.2559

 
 
เมื่อโลกเข้าสู่ช่วงกัปไขลง
 
 
 
เมื่อโลกเข้าสู่ช่วงกัปไขลง,ที่นี่มีคำตอบ ฉบับมินิเล่ม 4 รักนี้สีอะไร,บทความประจำวัน
 
 
 
 
                 กัปไขขึ้น - ไขลงหมายความว่าอย่างไร ?

              ช่วงกัปไขขึ้น คือ ช่วงเวลาที่อายุมนุษย์เพิ่มขึ้น ช่วงกัปไขลง คือ ช่วงเวลาที่อายุมนุษย์ค่อย ๆ ลดลง บางคนอาจสงสัยว่า อายุมนุษย์มีเพิ่มขึ้นลดลงด้วยหรือ ตอบว่ามี เช่น ในยุคพุทธกาลก็พบว่ามีผู้ที่อายุเกินร้อยปีเป็นจำนวนมาก อย่างพระอานนท์ก็มีอายุจนถึง ๑๒๐ ปี พระมหากัสสปะ ๑๒๐ ปี และมีพระบางรูปอยู่ถึง ๑๖๐ ปี

            ในยุคพุทธกาล อายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ ปี ทุก ๆ ๑๐๐ ปีผ่านไป อายุขัยมนุษย์จะลดลง ๑ ปี ปัจจุบันพุทธศักราช ๒๕๐๐ กว่าแล้ว อายุเฉลี่ยมนุษย์ก็ลดลงประมาณ ๒๕-๒๖ ปี เฉลี่ยเหลือประมาณ ๗๕ ปี บางคนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ทางสายการแพทย์ก็สงสัยว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น อายุขัยมนุษย์ในปัจจุบันน่าจะยาวขึ้นไม่ใช่หรือ ทำไมจึงบอกว่าอยู่ในช่วงกัปไขลง

          เรื่องนี้ต้องแยกเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรก คือ อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในแต่ละยุคขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์และโรคระบาดด้วย บางทีกาฬโรคระบาดมีคนตาย ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรก็มี ขึ้นอยู่กับว่ามีโรคระบาดไหม ดินฟ้าอากาศมีการแปรปรวนหรือไม่ และเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นอย่างไร

       แต่มีอีกประเด็นก็คือ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือโรคระบาดเกิดขึ้น โดยเฉลี่ยมนุษย์จะอยู่ได้นานเท่าไร ตรงนี้หมายถึงอายุเฉลี่ยของมนุษย์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ เพราะถ้าเอาโรคภัยไข้เจ็บมาเป็นเกณฑ์วัดแล้ว แม้ในยุคปัจจุบัน อายุของมนุษย์ในแต่ละดินแดนก็ไม่เท่ากัน ประเทศที่การแพทย์ก้าวหน้า อายุมนุษย์ก็ยืนยาวออกไป  อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ประชากรอายุเฉลี่ยประมาณ ๘๐ ปีนิด ๆ แบบนี้แปรผันตามสิ่งแวดล้อมและความเจริญทางการแพทย์ แต่ที่เรามุ่งเน้นพูดถึงก็คือ อายุโดยสรีระของมนุษย์ในยุคนั้น ๆ

         ระยะเวลาของกัปยาวนานเพียงใด ?

       ระยะเวลาของกัปยาวนานมาก เปรียบเทียบว่า ถ้าเอาภาชนะกว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ เป็นรูปทรงลูกบาศก์ ทุก ๑๐๐ ปีผ่านไป เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดขนาดเล็กกว่าเม็ดทรายใส่ลงไปเมล็ดหนึ่ง ผ่านไปอีก ๑๐๐ ปี ก็ใส่อีกเมล็ดหนึ่ง ใส่ทีละเมล็ดจนกระทั่งภาชนะใหญ่เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดใช้เวลานานเท่าไร กัปหนึ่งนานกว่านั้น คำว่านานกว่านั้นไม่ใช่นานกว่าอีกสัก ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นานแบบล้านยกกำลังล้าน คือเป็นหลายล้าน ๆ เท่า

     ความยาวของกัปถ้าแบ่งกว้าง ๆ จะแบ่งเป็น ๔ ยุค คือ . ช่วงเวลาที่กัปเจริญ ๒. ช่วงทำลายล้าง ๓. ช่วงเหลือแต่ซาก ๔. ช่วงฟื้นตัว

          ช่วงแรกเป็นช่วงที่กัปเจริญ มีสิ่งมีชีวิต มีมนุษย์ มีสัตว์ ช่วงนี้เป็นระยะเวลาประมาณ ๑ ใน ๔ ของกัป

     แล้วก็เข้าสู่ช่วงทำลายล้าง ถ้ามนุษย์ในยุคนั้นมีกิเลสตระกูลโทสะมาก เมื่อสะสมโทสะมากเข้าจะเกิดความเครียดภายใน จนเกิดพระอาทิตย์ขึ้นมา ๒ ดวง จนถึง ๗ ดวง แล้วสิ่งมีชีวิตจะตายหมด น้ำเหือดแห้ง ดินเป็นผุยผงและลุกติดไฟขึ้นเอง เป็นไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ถ้ายุคไหนมนุษย์มีกิเลสตระกูลราคะมาก จะเกิดน้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก ยุคไหนมนุษย์มีกิเลสตระกูลโมหะมาก จะเกิดลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก เรียงตามระดับความรุนแรงจากน้อยไปหามาก คือ ถ้าเกิดไฟบรรลัยกัลป์ ก็ทำลายตั้งแต่โลก สวรรค์ นรกจนถึงพรหมอีก ๓ ชั้น ถ้าเป็นน้ำบรรลัยกัลป์ก็ทำลายตั้งแต่โลกไปถึงพรหม ๖ ชั้น ถ้าเป็นลมบรรลัยกัลป์ ก็ทำลายตั้งแต่โลกไปถึงพรหม ๙ ชั้น ทำลายอยู่อย่างนี้อีก ๑ ใน ๔ ของกัป

          หลังจากนั้นเป็นช่วงเหลือแต่ซาก โลกถูกทำลายจนไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย อีก ๑ ใน ๔ ของกัป

        ช่วงที่ ๔ เป็นช่วงฟื้นตัวจนอยู่ในภาวะที่พอจะรองรับสิ่งมีชีวิตให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ แล้วจะเข้าสู่ยุคที่กัปเจริญอีกครั้งหนึ่ง

          ทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้ว มี ๔ ช่วง แต่ละช่วงเรียกว่า อสงไขยกัป

          มนุษย์ในช่วงที่อายุยืนที่สุดมีอายุเท่ากับหนึ่งอสงไขยปี แล้วอายุก็จะค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ต่ำสุดอยู่ที่ ๑๐ ปี พออายุเหลือ ๑๐ ปี มนุษย์จะตัวเล็กนิดเดียว เก็บมะเขือไม่ถึง ต้องใช้ไม้สอยเหมือนเราสอยมะม่วง อาหารหลักคือหญ้ากับแก้ วงจรชีวิตยังสั้นกว่าสุนัขตอนนี้อีก เกิดมา ๒ ขวบ ๓ ขวบ ก็จะแต่งงานแล้ว ถูกใจใครเข้าก็แย่งชิงเอาเลย ไม่มีศีล กิเลสหนาปัญญาหยาบเต็มที่ ตัดสินทุกอย่างด้วยกำลังคล้ายกับสัตว์

        พออายุขัยลดลงมาถึง ๑๐ ขวบ จะเกิดจุดที่เรียกว่า มิคสัญญี คำว่า มิคคะ เป็นศัพท์เดียวกับ มฤค ที่แปลว่า เนื้อคำว่า สัญญี ก็คือ สัญญา ความจำได้หมายรู้

       มิคสัญญีจึงหมายถึงมีความจำได้หมายรู้ คือ รู้สึกว่ามนุษย์คนอื่นเป็นเหมือนเนื้อ ที่พร้อมจะฆ่าได้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจ จะรบราฆ่าฟันกันเป็นสงครามโลกอย่างแท้จริง เพราะฆ่ากันทั้งโลก สงครามโลกที่ผ่านมาเป็นแค่ทหารรบกัน แล้วยังรบกันไม่ทั่วถึง แต่ในยุคนั้นจะฆ่ากันอย่างทั่วถึงทุกประเทศ ทุกชุมชน แล้วก็หาอาวุธทุกอย่างเท่าที่จะหาได้มาฆ่ากัน ตายไปเป็นเบือ

       ในปัจจุบันประชากรโลก ๗,๐๐๐ ล้านคน ฆ่ากันตาย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐๐ ล้านคน ก็มากแล้ว แต่ยุคนั้นตาย ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ คือตายกันทั้งโลก แต่มีมนุษย์กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่า การฆ่ากันแบบนี้ไม่ถูกต้อง แล้วหลบเข้าไปอยู่ในป่า หลังจากฆ่ากันไป ๗ วัน ๗ คืน พอตายกันหมดแล้ว พวกกลุ่มเล็ก ๆ นี้ก็จะออกมาจากป่า แล้วเกิดสามัญสำนึกขึ้นมาว่า คนเราไม่ควรจะฆ่ากัน ต้องเคารพในสิทธิ ในชีวิตและทรัพย์สินของกันและกัน ต้องเคารพในบุตร ภรรยา ต้องไม่ทำร้ายกันด้วยวาจา แล้วสิ่งที่ทำให้ขาดสติ คือ สุรา ยาเสพติด ทุกชนิดต้องเว้นขาด ศีล ๕ ก็เกิดขึ้น

         พอมนุษย์เริ่มรักษาศีล กัปก็เริ่มไขขึ้น อายุมนุษย์ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดถึงอสงไขยปี พออายุยืนก็ประมาทอีก และถ้าอายุเฉลี่ยของมนุษย์เกินแสนปี พระพุทธเจ้าจะไม่มาตรัสรู้ธรรม เพราะเวลาสอนว่า มนุษย์ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย บางคนเถียงว่าอยู่มาตั้ง ๔ หมื่นปีแล้ว ยังไม่แก่เลย มีความประมาทในความเป็นหนุ่มเป็นสาว พูดถึงเรื่องไตรลักษณ์ก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะฉะนั้นพระองค์จะไม่มาตรัสรู้ อายุเฉลี่ยมนุษย์สูงสุดที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ธรรมคือ ๑ แสนปี ต่ำสุดคือ ๑๐๐ ปี ถ้าอายุเฉลี่ยมนุษย์ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี พระพุทธเจ้าไม่มาตรัสรู้ เพราะว่ายิ่งอายุน้อยกิเลสก็ยิ่งเยอะ สอนยาก

        ดังเช่นในปัจจุบัน แม้พระองค์สรุปไว้ว่าการให้ทานเป็นสิ่งที่ประเสริฐ มีแต่คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน แต่คนในยุคปัจจุบัน ตัวเองไม่ให้ทานเพราะความตระหนี่ พอเห็นคนอื่นทำบุญเยอะ ก็ไปว่าเขาบ้าบุญ เห็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นเรื่องไม่ถูก แล้วเห็นสิ่งที่ไม่ถูกเป็นสิ่งถูก เพราะฉะนั้นเราอยู่ในยุคนี้
ต้องไม่ประมาท เผลอนิดเดียวกระแสกิเลสพร้อมจะดึงเราลงต่ำ ต้องตั้งสติให้ดี อยู่ใกล้กัลยาณมิตร แล้วตั้งใจอยู่ในบุญ ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ จึงจะเอาตัวรอดได้

        ย้อนกลับมาเรื่องวงจรชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ช่วงอายุหนึ่งอสงไขยปี แล้วค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ ๑๐ ปี ฆ่ากันแล้วค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาจนถึงอสงไขยปี ครบ ๑ รอบ เรียกว่า  อันตรกัป ทบย้ำอย่างนี้ ๖๔ รอบ เรียกว่า ๑ อสงไขยกัป

         ส่วนอสงไขยนานเท่าไรนั้น ต้องบอกว่านานมาก ๆ เท่ากับ ๑๐ ยกกำลัง ๑๔๐ ค่ามันเยอะจนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าเยอะขนาดไหน ให้เปรียบอย่างนี้ หน่วยเล็ก ๆ ที่เรารู้จักกันคืออะตอม อะตอมนั้นมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น เล็กยิ่งกว่าโมเลกุลอีก โมเลกุลเดียวมีอะตอมเป็นล้าน ๆ อะตอม แต่อะตอมในเอกภพยังไม่ถึงอสงไขย ล้านเอกภพก็ยังไม่ถึงอสงไขยเลย แล้วอสงไขยเอาไว้นับอะไรไม่มีใครตอบได้ แต่พระพุทธศาสนาตอบได้ อสงไขยเอาไว้นับอายุขัยของมนุษย์ อายุขัยของกัป และนับระยะเวลาในการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงตอนนี้พอจะจินตนาการออกไหมว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า วัฏสงสารนี้ยาวนาน หาเบื้องต้นและที่สุดไม่ได้ เพราะมันนานมาก ๆ นั่นเอง

           มนุษย์ในยุคพระศรีอริยเมตไตรยเป็นอย่างไรกันบ้าง ?

      มนุษย์ในยุคพระศรีอริยเมตไตรยมีอายุเฉลี่ยประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี มนุษย์ในยุคนั้นมีบุญ เป็นคนดี สภาพแวดล้อมสุขสบาย ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีตำรวจ ทหาร เพราะไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน ปกครองร่วมกันโดยธรรม ทั้งโลกมีวัฒนธรรมเดียว ใช้ภาษาเดียวสื่อสารกันทั้งโลก บ้านเมืองก็อุดมสมบูรณ์ ไม่มีคนจนไม่มีคนชั้นต่ำ มีแต่คนชั้นสูง ไม่มีคนขี้เหร่ ผู้หญิงสวยหมดทั้งโลก ฝ่ายชายก็หล่อหมดทั้งโลก ทุกอย่างสมบูรณ์พูนผลในยุคนั้น

        ถ้าอยากเกิดในยุคนั้นควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

     ถ้าอยากไปเกิดในยุคนั้นต้องมีบุญ ต้องตั้งใจสร้างบุญมาก ๆ ต้องทำทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา แล้วอธิษฐานว่า ด้วยบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าไปเกิดในยุคพระศรีอริยเมตไตรย เราต้องมีต้นทุนคือบุญ แล้วอธิษฐานจิตกำกับก็จะสำเร็จ แต่มีข้อคิดที่บางทีเรามักจะมองข้ามไป เป็นข้อคิดที่ชี้ว่าเราจะไปเกิดยุคนั้นสำเร็จหรือเปล่า คือ จากยุคนี้ไปถึงยุคพระศรีอริยเมตไตรยมีระยะเวลาห่างกันเป็นอสงไขยปี เราสร้างบุญอยู่ในโลกนี้ชาติหนึ่งก็ถือว่าใช้ได้พอสมควร พอละจากโลกนี้ไปเกิดบนสวรรค์ เราคิดไหมว่าอายุขัยเทวดาไม่กี่ร้อยล้านปี เทวดาชั้นดุสิตถ้าเทียบอายุบนโลกมนุษย์ก็ประมาณ ๕๗๖ ล้านปี ซึ่งห่างจากอสงไขยปีมาก แล้วถ้าไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต พอบุญหมดแล้วลงมาเกิดบนโลก ตอนนั้นมีพระพุทธศาสนาไหม ไม่มี เพราะเลยยุคพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ไปแล้ว พระศรีอริยเมตไตรยก็ยังไม่มาบังเกิด พอเกิดมาไม่เจอพระพุทธศาสนา ไม่มีพระภิกษุ ไม่มีคนสอนว่าอะไรบุญ-บาป ก็จะมีโอกาสไปทำบาปเยอะมาก ทำบาปแล้วก็ไปอบาย หมดวิบากจากอบายมาเกิดเป็นคนเดี๋ยวก็ทำบาปอีก เพราะไม่มีพระพุทธศาสนาสามารถตกนรกได้เป็นร้อย ๆ พันๆ รอบเลยเสี่ยงไหม ?

     หนทางเดียวที่จะปลอดภัยก็คือ ต้องสั่งสมบุญในชาติปัจจุบันให้เต็มที่ที่สุด ให้บุญเรามากพอแล้วไปเกิดบนดุสิตบุรี ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นนักสร้างบารมี ไม่ได้หลงเพลินแบบเทวดานางฟ้าทั่วไป ไปเกิดแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมต่อ แม้กายละเอียดจะทำได้ผลไม่เต็มที่นัก แต่ทำทีละนิดสะสมเป็นน้ำซึมบ่อทราย ถ้าบุญที่สะสมไว้มีมากพอ อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตจนครบอายุขัย เทียบกับเวลาบนโลกมนุษย์ คือ ๕๗๖ ล้านปี ถ้าเทียบเป็นปีทิพย์ของเทวดาชั้นดุสิตก็คือ ประมาณ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ หนึ่งวันหนึ่งคืนบนนั้นเท่ากับเวลาบนโลกเรา ๔๐๐ ปี คำนวณแล้วเท่ากับ ๕๗๖ ล้านปี พอครบอายุขัยกายเทวดาก็อยู่ไม่ได้ ต้องแวบหายไป แต่ถ้าบุญยังมีก็แวบเกิดในที่เก่าวิมานเดิมในเสี้ยววินาทีถัดมา แล้วอยู่ไปอีก ๕๗๖ ล้านปี พอหมดอายุก็แวบหายไป แล้วเกิดใหม่อีกในเสี้ยววินาทีต่อมา เป็นอย่างนี้หลายล้าน ๆ รอบ จนกระทั่งถึงยุคพระศรีอริยเมตไตรย แล้วเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านลงมาสร้างบารมี เราก็ลงมากับท่าน อย่างนี้ปลอดภัย แต่นั่นหมายถึงบุญเราต้องมากพอจะอยู่บนสวรรค์ ไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ตลอดหนึ่งพุทธันดรเป็นอสงไขยปี นี้คือความจริงที่คนมองข้าม

   ดังนั้น ระยะเวลาที่เราอยู่บนโลกตอนนี้ ๗๕ ปี แม้เป็นเวลาสั้น ๆ แต่มีความหมายมาก เป็นช่วงที่สำคัญจริง ๆ เพราะมันหมายถึงอนาคตของเรา จึงไม่ควรประมาทเอาเวลาที่มีอยู่น้อยนิดไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ควรใช้เวลาทุกวันทุกคืนสร้างบุญสร้างกุศล จะเป็นประโยชน์แก่เราอย่างมหาศาล พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถึงย้ำว่า เวลาไม่ใช่เป็นเงิน เป็นทอง แต่เวลาเป็นบุญ เป็นบารมี อย่าประมาท ต้องสร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ เจริญพร


 
 
 
 
 
Cr. วารสารอยู่ในบุญ

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร