"ไม่ได้ที่หนึ่ง ... ไม่ได้แล้ว"

วันที่ 13 เมย. พ.ศ.2560

"ไม่ได้ที่หนึ่ง ... ไม่ได้แล้ว",วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

เรื่องที่ ๑ "ไม่ได้ที่หนึ่ง ... ไม่ได้แล้ว” (ช่วงที่ ๑ เรื่องเล่า...ของพี่ชายคนหนึ่ง)

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมตัดสินใจเขียนเล่าประสบการณ์

ด้านการศีกษาฃองตัวเอง เหตุที่ผมเขียนก็เพราะมี

พระอาจารย์รูปหนึ่งท่านมาปรารภกับผมว่า

 

  "เวลานี้ ประเทศไทยเราน่าเป็นห่วง จากสถิติหลายหัวข้อที่เกี่ยวกับลูกหลานเราตอนนี้บ่ง

บอกว่า ลูกหลานไทยไม่ค่อยจริงจังในเรื่องการพัฒนาตนเอง เพื่อมาเป็นพลังของประเทศ

พอเรียนจบมาแล้ว ยังตอบไม่ได้ว่า เขาจะช่วยเหลือลังคมและแบ่งเบาภาระเศรษฐกิจของ

ชาติได้อย่างไรขณะที่เยาวชน ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาเอาจริงเอาจังกับการพัฒนา

ตนเอง ยกตัวอย่างเช่น เด็กชั้นมัธยมปลายส่วนมากของเวียดนาม อ่านวรรณกรรมสำคัญๆ

ของโลกจบไปแล้ว ซึ่งสิงเหส่านีจะเป็นพีนฐานทางความคิดในการพัฒนาประเทศของพวก

เขาต่อไปในอนาคต บางทีเด็กไทยอาจต้องการแรงจูงใจในการฝึกตัวเอง ผู้ใหญ่ต้องมา

ช่วยกันสร้างตรงนี้"

       ผมเห็นด้วยกับที่พระอาจารย์ท่านบอกก็เลยตัดสินใจเขียนเส่าเรื่องของตัวเองให้น้องๆ

ฟัง ผมก็หวังว่า เรื่องเส่าจากพื่ชายคนหนึ่งนี้ จะเป็นข้อมูลที่ดีที่สร้างแนวทางให้แก่น้องๆ

ได้ใชโนการคิกษาเส่าเรียนของตนเองให้ดีที่สุดต่อไปครับ

 

        เริ่มต้นชีวิต

 

        ชีวิตของผมเกิดในกรุงเทพฯนี้เอง ครอบครัวของผมเป็นคนจีนดั้นด้นมาเมืองไทยใน

ยุคหอบเสื่อผืนหมอนใบ มาอาคัยอยู่แถวคลองเตยความเป็นอยู่ข้ดสน

        ต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อตอนผมอายุได้เพียงขวบเดียว พ่อของผมไปทำ

งานก่อสร้าง ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน มืพื่น้องรวมกัน ๕ คนทำ ให้ผมต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหา

กินดั้งแต่เล็กๆ

        ผมโตที่เชียงใหม่ เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ

จังหวัดเชียงใหม่ และจบการคิกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย

เชียงใหม่

 

        เมื่อจบการศึกษา ก็มาทำงานด้านก่อสร้างกับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง อาทิเช่น บ.อิตา

เลียน-ไทย จำ กัด (มหาชน), บ. สยามชินเท็คคอนสตรัคชั่น จำ กัด (มหาชน) และเคยเปิด

บริษัททำกิจการ   เกี่ยวกับการผลิตเครื่องใช้   เครื่องเรือนทำด้วยไม้   ส่งออกไปยังต่าง

ประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไป

ยังญี่ปุ่นและอเมริกา

       สาเหตุจูงใจที่ทำให้ผมต้องสอบไหได้ที่ ๑ ทุกปี ก็มาจากความอยากเรียน อยากมีการ

ศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นเหมือนสมบัติจักรพรรติ ใชํไม่มืวันหมดสิ้น

 

       อะไรทำให้ผมคิดเช่นนี้

 

       เรื่องมีอยู่ว่า เย็นวันหนึ่ง ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๔(พ.ศ. ๒๕๑๔) แม่ของผมก็

เรียกเช้าไปพบ บอกกับผมตรงๆ ว่า ฐานะทางบ้านเรายากจนไม่สามารถจะส่งลูกเรียนต่อได้

พี่ชายคนโตก็ก่าลังเรียนอยู่และน้องๆ ก็ยังต้องส่งเรียนอีก ๓ คน แม่จึงอยากให้ผมออกมา

ช่วยงานที่บ้าน

         ตอนนั้น ครอบครัวผมเปิดแผงลอยขายนํ้าเต้าหู้ช้างถนน รายได้ตอนนั้น บางวันไม่ถึง

๒๖ บาท ผมก็คิดหาทางออกว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เรียนต่อ ความรู้สืกตอนนั้น ผมใจหาย

คิดถึงเพี่อนที่เรียนด้วยกันมาเสียดายโอกาสที่จะได้สีกษาเส่าเรียน ในอนาคตความรู้แค่ป.๔

คงไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้แน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ และครุ่นคิดในที่ภาวะบีบคั้น

 

          ใจที่แสวงหาหนทาง ย่อมพบทางออก

 

          เป็นจังหวะพอดีที่โรงเรียนมี นโยบายด้านทุนการศึกษาสำหร้บเด็กที่สอบได้ที่ ๑ ของ

ระดับชั้น จะได้เรียนฟรี๑ปี และนี่เป็นเหมือนแสงสว่างสำหร้บผม

         ชั้น ป.๔ ที่ผมเรียนนั้น มื ๓ ห้อง รวมกันแล้วก็ประมาณ ๑๐๐คน ถ้าผมสอบได้ที่ ๑ ของ

ระดับชั้น ผมก็จะได้เรียนฟรี (ตอนนั้นผมสอบได้ที่ ๗ ของห้อง) แต่การไปขอกับแม่ก็คงยาก

เพราะที่บ้านไม่มืใครช่วยงาน ผมจึงเริ่มหันเป้าหมายไปที่พ่อ ซึ่งเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่ใจดี

        ผมเริ่มหาวิธีการที่จะพูดกับพ่อ โดยทุกวันหลังกลับจากโรงเรียน เปลี่ยนเสือผ้าเสร็จ

แล้ว ก็เข้าไปช่วยงานคั้นกากถั่วทำนํ้าเต้าหู้ ตามปกติผมก็ขยันอยู่แล้ว แต่หลังจากที่มีความ

หวัง ผมก็ยิ่งเพิ่มความขยันในการช่วยงานพ่อเป็นสองเท่า

         ผ่านไปเดีอนหนึ่ง พ่อพอใจในตัวผมมาก ก็เอ่ยปากว่า ถ้าลูกอยากได้อะไรให้บอกพ่อ

นะ เป็นโอกาสที่ผมรอมานาน ผมรีบพูดทันทีว่า"พ่อครับ ผมอยากเรียนต่อ" พ่อถึงกับอึ้ง ผม

ก็ถามอีกว่า "ทำไมพี่ชายให้เรียนต่อได้ล่ะ ผมก็ลูกพ่อเหมือนกัน" ผมมีนิสัยช่างลังเกตช่าง

เปรียบเทียบมาตั้งแต่เล็ก เลยถามออกไปอย่างนั้น ในทีสุดพ่อก็รับปากว่าจะพูดกับแม่ให้

         วันหนึ่งพ่อสังเกตเห็นแม่อารมณ์ดี เลยยกเรื่องนี้มาพูด ผมเห็นสีหน้าแม่เปลี่ยนเลย

รีบเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย เล่าทุกอย่างทีเป็นประกาศของโรงเรียนให้แม่ทราบ

    "ถ้าผมสอบได้ที่หนึ่ง แล้วได้ทุน แม่จะให้ผมเรียนต่อไหม" แม่ไม่เคยเห็นผมได้ที่๑ มาก่อน ก็เลยไม่ค่อยแน่ใจ ผมบอกแม่ว่า "ถึงแม่จะไม่เคยเห็น ก็ขอให้ผมได้มีโอกาสลองดูสักครั้ง"

      แม่นั่งนึ่งไปครู่แล้วพูดว่า "ลองดู" พอแม่อนุญาต ผมรู้สึก

 

สาเหตุจูงใจกี่ทาใหัผบตัองลอบใหัไดักี่ ๑

ปี ก็บาจากควานอยากเรียบ อยากมีการ

ศกษา เพราะเชื่อว่าการศกษา เปีนเหมีอน

สมบัติจักรพรรดิ ใช้ไปมีวันหมดสิ้น

เหมือนได้ร้บโอกาสจากสวรรค์ ผมดีใจมาก และคิดหาหนทางที่จะสอบให้ได้ที่ ๑

 

          ไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่ได้แล้ว

 

          ผมรีบไปขอยืมสมุดพกเพื่อนที่สอบได้ที่ ๑ มานั่งดู เทียบคะแนนกันแล้ว ผมได้คะแนน

มากกว่าทุกวิชา แต่มืวิชาเดียวที่ผมได้น้อยกว่าเขา คือวิชาพัฒนาการทางนิสัย ผมได้น้อยกว่า

เขาถึง ๑๑' คะแนน ผมเปีนเด็กชนมาก แต่เพื่อนคนนั้นเปีนเด็กเรียบร้อย ทุกเช้าจะมีดอกไม้

มาใส่แจกันบนโต๊ะครูเปีนประจำชั้น เมื่อเห็นจุดอ่อนนี้ ผมก็รีบหาทางแก้ไข

          ผมตั้งใจเรียนมาก แม้ป่วยก็ไม่ยอมขาดเรียนเลย แม้แต่วันเดียวนั่งเรียนไม่ไหว ขอนอน

เรียนหลังห้องก็ยังดี ได้ยินครูสอนทุกวิชาต่อเนื่องกัน เหมือนดูหนังตั้งแต่ต้นเรื่องก็เลยเข้าใจ

พอกลับถึงบ้าน ผมก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ เวลาช่วยงานบ้าน ผมก็เอาหนังสีอ

มาวางใกล้ๆ สองมือทำงาน สองตาดูหนังสิอ ปากท่องไป  ใจก็คิดทำความเข้าใจไปด้วย

ทำบ่อยๆ ก็จะเข้าใจ เมื่อเข้าใจ ทำข้อสอบทีไรก็สบาย ผมทำ อย่างนี้จนกลายเป็นนิลัยติดตัว

ทำ ให้รู้ว่าควรวางแผนทำอะไรก่อนทำอะไรหลังก็เลยทำให้ผมสอบได้ที่ ๑ ทุกปี ตั้งแต่

ป.๔ เป็นต้นมา

            ผมคิดว่า น้องๆ สมัยนี้มีโอกาสทางการศึกษา มากกว่าสมัยก่อนมากทั้งวิทยาการ

เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้ามาก สถานศึกษาก็มีให้เลือกมากมายสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็เลือก

สถานดีกษาเอกชนได้อีก ทำ ให้เด็กส่วนใหญ่ขาดการกระตือรีอร้น

        อีกอย่างคือ คนรุ่นพ่อแม่เคยผ่านความลำบากมากมาย จึงพยายามเอาใจลูกหลาน ไม่

อยากให้ลำบากเหมือนตัวเอง ซึ่งโดยมากจะเน้นไปที่วัตถุสิ่งของมากกว่าจิตใจ ทำ ให้น้องๆ

ที่ควรจะสนใจเรียนหลายๆคน ห้นเหไปในเรื่องฟุ่มเฟือยมากกว่า เลยขาดแรงกระตุ้นที่จะสน

เรียนบางทีความอยากให้ลูกสบาย ก็บั่นทอนอนาคตของลูกโดยไม่รู้ตัว พอลูกโตขึ้นประเทศ

ชาติก็เลยขาดกำลังสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

 

           การตั้งใจเรียน ก็เป็นการช่วยชาติอย่างหนึ่ง

 

           คนที่จะช่วยประเทศชาติได้ ต้องฝ็กความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตนเองในแต่ละด้าน

เช่น เป็นลูกก็ด้องกตัญญกตเวทีต่อพ่อแม่ ทำให้      ท่านสบายอกสบายใจที่ได้เราเป็นลูก

ช่วยให้ท่านซึ่นอกชื่นใจ เมื่อเป็นนักเรียน ก็มืหน้าที่หมั่นดีกษาหาความรู้ ตั้งใจเส่าเรียน

ซึ่งจะต้องเริ่มจาก   "ใจ" ที่มุ่งมั่นจะสิกตัวเองให้มีความรับผิดชอบ ตัวเราเองก็จะก้าวหน้า

ครอบครัวก็จะเจริญขึ้น เมื่อเราออกส่โลกกว้าง เราไปตรงไหน ก็ช่วยทำ ให้สังคมเจริญขึ้น

ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยชาติระดับรากหญ้าทีเดียว

          ผมหวังว่า ข้อเขียนชิ้นนี้ จะเป็นแรงกำลังใจให้น้องๆ ใช้ทางการศึกษาที่มี ตั้งใจเรียน

ให้เต็มที่ ให้สมก้บที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งความหวังเอาไว้ และมุ่งฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนดีและคน

เก่ง เติบใหญ่ขึ้นมาก็จะได้เป็นกำลังสำคัญ ของประเทศชาติในอนาคตครับ