ความสำคัญของการเป็นมนุษย์

วันที่ 09 พค. พ.ศ.2560

ความสำคัญของการเป็นมนุษย์

GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระไตรปิฎก , ความสำคัญของการเป็นมนุษย์ , อมนุษย์

    นักศึกษาได้เรียนรู้กันมาแล้วว่าในจักรวาลต่างๆ นั้น นอกจากจะมีมนุษย์แล้วยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย เริ่มตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่ใกล้ตัวมนุษย์ที่สุด คือสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ร่วมภพเดียวกันกับมนุษย์ รวมทั้งผีสาง นางไม้ต่างๆ หากเป็นชาวสวรรค์ก็มีเหล่าเทพบุตรเทพธิดาเหนือสวรรค์ขึ้นไปก็เป็นพรหมโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของรูปพรหมและอรูปพรหม ในส่วนล่างของจักรวาลก็เป็นที่อยู่ของ เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกต่างๆ

      สิ่งมีชีวิตที่กล่าวมาข้างต้นนี้คืออดีตมนุษย์ทั้งสิ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือ "อมนุษย์" หมายถึง ไม่ใช่มนุษย์ อมนุษย์ที่อยู่ในสุคติภูมิคือ เทวโลก และพรหมโลกนั้นคืออดีตมนุษย์ที่ได้ทำกุศลกรรมเอาไว้ หลังจากตายจากการเป็นมนุษย์แล้วจึงไปเกิดในสุคติภูมินั้นๆส่วนอมนุษย์ที่อยู่ในทุคติภูมิคือ เปรต อสุรกายสัตว์นรก รวมทั้งสัตว์ดิรัจฉานคืออดีตมนุษย์ที่ได้ทำอกุศลกรรมเอาไว้ หลังจากตายจากการเป็นมนุษย์แล้วจึงไปเกิดในทุคติภูมินั้นๆ

     การเป็นมนุษย์จึงเป็นจุดศูนย์กลางของการจะไปเกิดสุคติหรือทุคติ กล่าวคือ หากทำดีไว้มาก ทำบุญไว้มากสร้างกุศลกรรมไว้มาก ก็จะมีโอกาสได้ไปเกิดยังสุคติภูมิ แต่ถ้าหากทำความชั่วไว้มากสร้างอกุศลกรรมไว้มาก ก็จะมีโอกาสได้ไปเกิดยังทุคติภูมิ

    การเป็นมนุษย์เป็นเพศภาวะที่สั่ง มบุญบารมีได้อย่างเต็มที่และสะดวกที่สุด เพราะมีกายหยาบ คือ กายมนุษย์ทำให้การประกอบกุศลกรรมต่างๆ ให้ผลมาก โดยเฉพาะหากได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาก็ยิ่งเป็นบุญลาภอย่างยิ่ง เพราะทำให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ และมีโอกาสทำบุญถูกเนื้อนาบุญซึ่งเป็นเหตุให้ได้บุญมาก แต่ในทางกลับกันหากได้ภาวะกายมนุษย์แล้วไปทำบาปเข้าผลบาปก็จะมากมหาศาลเช่นกัน

   ส่วนการเป็นชาวสวรรค์นั้นจะเป็นกายละเอียด ผลจากการกระทำจึงไม่แรงเท่าขณะเป็นมนุษย์ กล่าวคือ เทวดาก็สามารถรักษาศีลและนั่งสมาธิได้ แต่ผลจากการปฏิบัติจะได้ไม่เท่ากับที่ทำในขณะเป็นมนุษย์ แต่เรื่องการให้ทานนั้นชาวสวรรค์ทำได้ยาก เพราะไม่อาจจะแบ่งทิพยสมบัติแจกจ่ายแก่กันและกันได้ เนื่องจากทิพยสมบัติทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นด้วยอำนาจของบุญ หากใครไม่มีบุญก็ไม่อาจจะรองรับทิพยสมบัติได้ เหล่าเทวดาผู้ต้องการสั่งสมบุญด้วยการให้ทาน จึงต้องหาโอกาสลงมายังโลกมนุษย์ เช่น ท้าวสักกเทวราช เป็นต้น ท่านเคยแปลงร่างเป็นคนชราเพื่อลวงใส่บาตรพระมหากัสสปเถระ แต่ก็ถูกพระเถระตำหนิว่า พระองค์แย่งสมบัติของคนจน พระมหากัสสปะต้องการจะโปรดมนุษย์ผู้ขัดสนมากกว่า เนื่องจากวันนั้นท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ หากใครก็ตามได้ใส่บาตรกับท่านก็จะได้เป็นเศรษฐีประจำเมือง

    ส่วนสัตว์ดิรัจฉานนั้นอาจจะสั่งสมบุญได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่จะต้องเป็นสัตว์ที่มีดวงปัญญามาก เช่น พระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วสัตว์ดิรัจฉานไม่มีดวงปัญญาพอที่จะสั่ง มบุญได้สำหรับสัตว์นรก เปรต และอสุรกายต่างๆ นั้นยังไม่สามารถสั่งสมบุญได้ เพราะอยู่ในภาวะที่ต้องรับผลของอกุศลกรรมที่ทำไว้สมัยเป็นมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

     เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย คือ การเข้าสู่พระนิพพาน การจะไปถึงไดอย่างรวดเร็วนั้นจะต้องสั่งสมบุญบารมีด้วยเพศภาวะของมนุษย์เท่านั้น เพราะสามารถสั่งสมบุญได้อย่างเต็มที่และสะดวกที่สุด แม้แต่พระโพธิสัตว์ผู้สั่งสมบารมีมาเต็มเปียมแล้วก็ยังต้องจุติจากเทวโลกเพื่อมาตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกายมนุษย์ ยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อนว่า พระโพธิสัตว์พระองค์ใดตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเพศภาวะอื่นนอกจากการเป็นมนุษย์

    เทวโลกรวมทั้งพรหมโลกเป็นที่เสวยผลบุญและเป็นที่พักชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่แท้จริง เมื่อเหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลายหมดบุญที่จะอยู่ในสุคติชั้นนั้นแล้ว ก็ต้องจุติลงมาเกิดในภพภูมิต่างๆ ตามกรรมที่ได้ทำไว้ บ้างก็เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นอื่นบ้างก็มาเกิดเป็นมนุษย์ บ้างก็มาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บ้างก็ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรก ด้วยเหตุนี้การเป็นเทวดาและพรหมจึงไม่ได้พ้นจากความทุกข์อย่างถาวร ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไปตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลส

     วันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นนางลูกสุกรตัวหนึ่ง จึงทรงทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ พระอานนทเถระจึงทูลถามเหตุแห่งการแย้มพระโอษฐ์ว่า "พระเจ้าข้าอะไรหนอแลเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยแห่งการทำการแย้มให้ปรากฏ" พระศาสดาตรัสกับพระอานนท์ว่า "อานนท์ เธอเห็นนางลูกสุกรนั่นไหม"

     พระอานนท์ "เห็น พระเจ้าข้า"

     พระศาสดา "นางลูกสุกรนั้น ได้เกิดเป็นแม่ไก่ อยู่ในที่ใกล้โรงฉันแห่งหนึ่ง ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ นางไก่นั้น ฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุผู้เป็นโยคาวจรรูปหนึ่งสาธยายวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดในราชตระกูล เป็นราชธิดาพระนามว่า อุพพรี ในกาลต่อมา พระนางเสด็จเข้าไปยังสถานเป็นที่ถ่ายอุจจาระ ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วยังปุฬวกสัญญาให้เกิดขึ้นในที่นั้น ได้ปฐมฌานแล้ว พระนางดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนสิ้นอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในพรหมโลกครั้นพระนางจุติจากพรหมโลกนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในกำเนิดสุกรในบัดนี้ เราเห็นเหตุนี้ จึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ"

    นี้เป็นตัวอย่างของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ซึ่งได้รับความสุขบ้างทุกข์บ้างตามกรรมที่ตนกระทำ แม้จะมีสุขบ้าง เช่น ได้เกิดเป็นเทวดา หรือ เกิดในพรหมโลก ก็ไม่ได้เป็นสุขอย่างยั่งยืน เป็นความสุขเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เหล่าพระโพธิสัตว์และนักสร้างบารมีทั้งหลายจึงไม่อยากเสวยสุขอยู่บนสวรรค์นาน อยากลงมาสร้างบารมียังโลกมนุษย์เพื่อที่ว่าบารมีจะได้เต็มเปียมและเข้าสู่พระนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริง จะมีความสุขที่เที่ยงแท้ถาวรตลอดไป

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา