นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล

วันที่ 12 พค. พ.ศ.2560

วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก
นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล "

 

GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ , นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล ,  อนันตจักรวาล , นิยาม

       นิยาม หมายถึง "กฎ" ซึ่งมี 5 ประการ คือ พีชนิยาม อุตุนิยาม กรรมนิยาม จิตตนิยาม และธรรมนิยาม ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นกฎที่ควบคุม รรพสิ่งในอนันตจักรวาล นักวิทยาศาสตร์มีความคาดหวังมานานแล้วว่า อยากจะมีทฤษฎีสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ซึ่งสามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ตั้งแต่อนุภาคขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรจนถึงสิ่งที่ใหญ่อย่างจักรวาล แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่อาจจะคิดทฤษฎีนี้ขึ้นมาได้สาเหตุสำคัญที่ยังไม่ค้นพบเพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เน้นเรื่องวัตถุ ไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตใจอันเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขประตูไปสู่การรู้แจ้งในสรรพสิ่ง

1. พืชนิยามกับวิทยาศาสตร์
    พีชนิยาม คือ กฎของสิ่งมีชีวิต หมายรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งพืชสัตว์ และมนุษย์ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะมนุษย์กับสัตว์เท่านั้น โดยจะเปรียบเทียบถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์และสัตว์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับคำสอนในพระไตรปิฎก

     คำสอนในพระไตรปิฎกกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า มนุษย์ยุคแรกจุติมาจากพรหมโลกลงมาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ยุคแรกๆ นั้นทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอยู่ใน ภาพที่ดี ต่อมากิเลสที่มีอยู่ในใจมนุษย์บีบบังคับให้มนุษย์ทำผิดศีลธรรม ทำให้ตัวมนุษย์เองและสิ่งแวดล้อมเสื่อมลงมาเรื่อยๆ และที่สำคัญการที่มนุษย์ไม่รักษาศีล 5 หรือ กุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นมนุษยธรรมคือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์นั้น เป็นเหตุให้มนุษย์ผู้นั้นไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานหลังจากตายจากชาตินั้นไปแล้ว

     หลักคำสอนในพระไตรปิฎกจึงระบุชัดเจนว่าสัตว์ คือ อดีตมนุษย์ที่ไม่ดำรงอยู่ในมนุษยธรรม มนุษย์ไม่ได้วิวันาการมาจากสัตว์ดัง "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" ของชาร์ลส์ ดาร์วิน แต่สัตว์ต่างหากที่เสื่อมถอยลงมาจากการเป็นมนุษย์จริงๆ แล้วผลการวิจัยเรื่อง "จีโนม" ของนักวิทยาศาสตร์ก็มีข้อสังเกตบางประการที่ชี้ให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของ รรพสัตว์ทั้งหลายน่าจะมาจากแหล่งเดียวกันคือมนุษย์ ต่อมาจึงค่อยๆ ผ่าเหล่ากันออกไปเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ


จีโนม (Genome) ความใกล้เคียงกันของมนุษย์และสัตว์
    จากการถอดรหัสจีโนมของมนุษย์เปรียบเทียบกับของสัตว์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า จีโนมของมนุษย์และสัตว์มีความใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมลิซ่า ตัปส์ (Lisa Stubbs) กล่าวว่า มนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมโดยส่วนใหญ่หรือทั้งหมด เช่น หนูสุนัข แมว กระต่าย และ ลิง เป็นต้น มีจำนวน DNA ในจีโนมโดยประมาณเท่าๆ กันคือประมาณ 3,000 ล้านคู่เบส การที่จำนวน DNA เท่าๆ กันนี้ชี้ให้เห็นว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั้งหมดมีจำนวนยีนโดยประมาณเท่าๆ กันด้วย เมื่อนำยีนมนุษย์กับยีนหนูมาเปรียบเทียบกันยีนต่อยีนพบว่า มีความคล้ายคลึงกันมาก ลิซ่า ตัปส์ กล่าวว่าส่วนที่แตกต่างกันระหว่างยีนหนูกับยีนมนุษย์ไม่น่าจะเกิน 1 โดยต่างกันที่โครงสร้างและการผลิตโปรตีนของยีน ไม่ได้ต่างกันที่จำนวนยีนส่วนที่แตกต่างกันนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะเฉพาะของหนูและของมนุษย์ส่วนผลการเปรียบเทียบยีนมนุษย์กับยีนของลิงชนิดที่ไม่มีหาง (apes) คือ ชิมแพนซี,กอริลล่า และ อุรังอุตัง ก็พบว่ามีความคล้ายคลึงกันถึง 95 % - 98 % ทีเดียว

   ผลการศึกษาของ ลิซ่า ตัปส์ สอดคล้องกับงานวิจัยของคณะวิจัยจากสถาบันวิจัยจีโนมมนุษย์แห่งชาติ (NHGRI) และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งร่วมกันเปรียบเทียบสายดีเอ็นเอของมนุษย์กับลิงชิมแปนซี ลิงบาบูน แมวสุนัข วัว หมู หนูบ้าน หนูตัวเล็ก ไก่ ปลาม้าลาย และปลาพัฟเฟอร์อีก 2สายพันธุ์ โดย ดร.อีริค กรีน ผู้อำนวยการเอ็นเอชจีอาร์ไอ และหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า ผลที่ได้นำมาซึ่งหลักฐานชี้ชัดว่า มนุษย์มีความใกล้ชิดกับหนูมากกว่าสัตว์กินเนื้ออย่างสุนัข และ แมว เป็นต้น

  ด้วยความที่ยีนและดีเอ็นเอของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดต่างๆ มีความคล้ายคลึงกับคนมากนี้เอง นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามถอดรหั ดีเอ็นเอของสัตว์เหล่านี้ออกมาเพื่อเป็นต้นแบบในการศึกษาการเกิดโรคในมนุษย์ เช่น เมื่อปลายปี พ.ศ.2550 นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมิ ซูรี หรัฐอเมริกาได้ถอดรหั ดีเอ็นเอของแมวสำเร็จ โครงงานนี้ช่วยให้เข้าใจการเจ็บป่วยในแมวกว่า 200 รูปแบบ ซึ่งคล้ายคลึงกับโรคที่เกิดกับมนุษย์ เช่น ตาบอด โรคเอดส์ เป็นต้น ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐอเมริกาก็ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสดีเอ็นเอของสุนัขมาแล้วโดยพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของสุนัขส่วนใหญ่ มาจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับโรคมะเร็งในมนุษย์ 

      ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน กล่าวไว้ว่า "มนุษย์วิวันาการมาจากลิงใหญ่" และนักวิทยาศาสตร์โดยมากในปัจจุบันก็เชื่อเช่นนั้น แต่จากผลการถอดรหั จีโนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดต่างๆ แล้วพบว่า ไม่ใช่เฉพาะลิงเท่านั้นที่มีจีโนมใกล้เคียงกับมนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดทีเดียวที่มีจีโนมใกล้เคียงกับมนุษย์ แม้แต่ หนูแมวสุนัข เป็นต้นสัตว์เหล่านี้มี 4 ขา แต่มนุษย์มีเพียง 2 ขา และรูปร่างหน้าตาโดยรวมก็ต่างกันมาก แต่ทำไมจีโนมกลับคล้ายคลึงกัน จนสามารถศึกษาปัจจัยการเกิดโรคในสัตว์เหล่านี้แล้วนำมาใช้กับการรักษาโรคในมนุษย์ได้ คำถามนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังตอบไม่ได้ แต่คำตอบมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกกว่า 2,500 ปีแล้วว่า จริงๆ แล้วสัตว์เหล่านี้แต่เดิมเป็นมนุษย์แต่เพราะไม่รักษามนุษยธรรมคือศีล 5 จึงทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงจนต้องไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานในภพชาติต่อไป

     สำหรับประเด็น "การผ่าเหล่า" หรือ การแปรผัน (Mutation) ของบรรดาลูกหลานของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งทำให้รูปร่างและพฤติกรรมแตกต่างไปจากบรรพบุรุษนั้น ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่อาจจะให้คำตอบได้ว่า ทำไมการผ่าเหล่าจึงเกิดขึ้น แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้นมีคำตอบในเรื่องนี้ว่า เกิดจากวิบากกรรมหรือเป็นไปตามกฎกรรมนิยาม พ่อแม่ที่มีรูปร่างสมบูรณ์อาจจะมีลูกที่พิการได้หากลูกเคยทำบาปกรรมไว้ หรือนักศึกษาอาจจะเคยได้ยินข่าวที่ว่าบางกรณีพ่อและแม่เป็นหมอทั้งคู่แต่ลูกที่คลอดออกมากลับปัญญาอ่อน อันนี้ก็เป็นผลจากบาปกรรมที่ลูกเคยทำไว้เช่นกัน ในทางตรงข้ามพ่อแม่ที่มีร่างกายพิการ แต่ลูกที่คลอดออกมา
ไม่จำเป็นต้อง พิการเหมือนกับพ่อแม่หากไม่ได้ทำบาปกรรมเอาไว้

    จริงๆ แล้วคำสอนในพระไตรปิฎกไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าสิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการ มีการผ่าเหล่า แต่แตกต่างในการมองกรอบใหญ่ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพบว่าสัตว์คืออดีตมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์ แต่ในประเด็นที่ว่าสัตว์โลกมีการเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมนั้นบางอย่างสอดคล้องกัน ชาร์ลส์ ดาร์วิน ค้นพบว่าสัตว์ต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในยุคก่อนๆ ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปสัตว์เหล่านั้นก็ต้องปรับตัวตามเพื่อความอยู่รอดสัตว์ชนิดไหนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องสูญพันธ์ไป เช่น ไดโนเสาร์ เป็นต้น ในปัจจุบันมีแต่ตะกวดและกิ้งก่า ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายไดโนเสาร์แต่ตัวเล็กกว่ามาก

     ในพระไตรปิฎกมีการบันทึกไว้ว่า ในยุคก่อนๆ นั้นมนุษย์ตัวสูงใหญ่ ยุคต่อมาความสูงของมนุษย์ก็ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ดังที่ปรากฎในพุทธวงศ์เรื่องความสูงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 80 ศอก, พระสิขีพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 70 ศอก พระเวสสภูพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 60 ศอก, พระกกุสันธพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 40 ศอก พระโกนาคมนพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 30 ศอก, พระกัสสปพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 20 ศอก และพระสมณโคดมพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 16 ศอก เป็นต้น

     ถ้าหาก 1 ศอกมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นพระวิปัสสีพุทธเจ้าซึ่งมีพระ รีระสูง 80 ศอก ก็จะสูงประมาณ 40 เมตรทีเดียว และมนุษย์ในยุคของพระองค์ก็มีความสูงประมาณนี้หรือน้อยกว่านี้ไม่มาก เมื่อเทียบกับมนุษย์ในปัจจุบันแล้วจึงไม่อาจจะเทียบกันได้ แม้แต่คนที่สูงที่สุดในโลกตามที่บันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ก คือ นายลีโอนิด สตัดนิก ชาวยูเครน ก็มีความสูงเพียง 2.57 เมตรเท่านั้น

   จะเห็นว่าความสูงของมนุษย์ลดลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งอายุก็ลดลงด้วยเช่นกันสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าคนมีอายุถึง 80,000 ปี แล้วค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้าเหลือแค่ 100 ปี และในปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์เหลือแค่ 75 ปีเท่านั้น นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมก็เสื่อมลงด้วย อาหารเหลือน้อยลง คุณภาพอาหารก็ต่ำลง ป่าไม้ลดลงสัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปจำนวนมาก และปัจจุบันปัญหาโลกร้อนก็เป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังวิตกกันอยู่ ความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมานี้ ถือว่าสอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลงไม่ใช่เจริญขึ้น


2. อุตุนิยามกับวิทยาศาสตร์
    เรื่องอุตุนิยามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก อันเกี่ยวกับเรื่องจักรวาลโลกธาตุ และภพภูมิต่างๆ เป็นต้น มีกล่าวไว้แล้วในวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาจักรวาลวิทยานอกจากนี้ยังมีเนื้อหาบางส่วนอยู่ในวิชาสมาธิ 8 และ วิชากฎแห่งกรรม เป็นต้นสำหรับวิชานี้จะไม่กล่าวในรายละเอียดถึงเรื่องนี้อีก แต่จะนำความรู้จากที่นักศึกษาได้เรียนผ่านมาแล้วนั้นมาเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ดังนี้

1) เปรียบเทียบโลกธาตุกับเอกภพ
    จากที่กล่าวถึงเรื่องเอกภพในทางวิทยาศาสตร์นั้น จะเห็นได้ว่ามีลักษณะหลายประการที่สอดคล้องกันกับโลกธาตุในพระไตรปิฎก เพราะโลกธาตุหมายถึง "กลุ่มของจักรวาล" ประกอบด้วยจักรวาลหลายๆ จักรวาลรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ หากมี 1,000 จักรวาล ก็เป็นโลกธาตุขนาดเล็ก หากมี 1 ล้านจักรวาล ก็เป็นโลกธาตุขนาดกลาง และถ้าเป็น 1 ล้านล้านจักรวาล ก็เป็นโลกธาตุขนาดใหญ่ 

     ส่วนเอกภพนั้นก็เป็นที่รวมตัวกันของบรรดากาแล็กซี่ต่างๆ เรียกว่า กระจุกกาแล็กซี (Cluster of galaxies) ซึ่งกระจุกกาแล็กซี่นั้นก็มีมากมายและยังรวมกลุ่มกันเป็น ซูเปอร์คลัสเตอร์ (supercluster) เอกภพที่นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตการณ์ได้ในปัจจุบันอยู่ภายในรัศมี 14,000 ล้านปีแสง โดยประกอบด้วย ซูเปอร์คลั เตอร์ (super Cluster) 270,000 กลุ่ม กระจุกกาแล็กซี (Cluster of galaxies)500 ล้านกลุ่ม ประกอบด้วยกาแล็กซีทั้งหมดประมาณ 110,000 ล้านกาแล็กซี

    "กาแล็กซี" ก็หมายถึง "จักรวาล" ในพระพุทธศาสนานั่นเอง ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์สามารถสังเกตการณ์จำนวนกาแล็กซีได้เพียง 110,000 ล้านกาแล็กซี หรือ เพียง 11 ของ 1 โลกธาตุขนาดใหญ่เท่านั้นเพราะ 1 โลกธาตุขนาดใหญ่มีทั้งหมด 1 ล้านล้านจักรวาล หรือ 1 ล้านล้านกาแล็กซีนั่นเอง

     เมื่อ "เอกภพ" หมายถึง "โลกธาตุขนาดใหญ่" ในพระไตรปิฎก ด้วยเหตุนี้เอกภพจึงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่มีจำนวนมากเพราะโลกธาตุในพระไตรปิฎกนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่มีคำว่า หมื่นโลกธาตุหรือแสนโลกธาตุ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งองค์ความรู้นี้สอดคล้องกับทฤษฎี เอกภพพองตัว (inflation Theory) ของนักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่กล่าวว่า เอกภพของเราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ยังมีเอกภพอื่นๆ อีกมากเป็น "พหูภพ (Mutiverse)" เอกภพเปรียบเสมือนเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่กระจายกันอยู่ในมหาสมุทร

     อวกาศ ในทางดาราศาสตร์น้ันก็เปรียบได้กับ อากาสธาตุ หรือ อากาสะ ในพระไตรปิฎก เพราะหมายถึง ที่ว่าง เหมือนกัน และที่สำคัญ อากาสธาตุ น้ันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่มีที่สุดสี่ประการคือ "หมู่สัตว์, อากาสะ, อนันตจักรวาลและพระพุทธญาณ" เมื่ออากาสธาตุหรือที่ว่างไม่มีที่สุด จักรวาลซึ่งตั้งอยู่ในอากา ธาตุก็ไม่มีที่สุดไปด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อนันตจักรวาล และเมื่อจักรวาลไม่มีที่สุด หมู่สัตว์ที่บังเกิดในจักรวาลเหล่านั้นจึงไม่มีที่สุดไปด้วยเช่นกัน

2) คลื่นวิทยุลึกลับในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
    นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า มีแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุกระจายจากทิศต่างๆ ในท้องฟ้าทั่วไปหมดทั้งๆ ที่กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรามีรูปร่างแบนคล้ายชิ้นแพนเค้ก ระบบสุริยะของเราอยู่ค่อนมาทางกลางของกาแล็กซีลักษณะแพนเค้กดังกล่าว ฉะนั้นเวลาเรามองออกไปก็จะเห็นดวงดาว "บริเวณขอบของกาแล็กซี" เป็นแถบทางช้างเผือกที่มีจำนวนดวงดาวมากกว่า "ด้านบนและล่างของกาแล็กซี" ดังนั้นแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุก็ควรจะมาจากบริเวณขอบของกาแล็กซีมากกว่าจากด้านบนหรือล่างของมันด้วย แต่เหตุใดแหล่งกำเนิดวิทยุที่ค้นพบจึงดูกระจัดกระจายทั่วท้องฟ้าไปหมด นักดาราศาสตร์ยังไม่อาจตอบคำถามนี้ได้

     หากนักดาราศาสตร์เหล่านี้ได้ศึกษาโครงสร้างจักรวาลในพระไตรปิฎกแล้ว คงจะได้รับความกระจ่างมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วในส่วนบนและล่างของจักรวาลหรือกาแล็กซีทุกกาแล็กซีนั้นประกอบด้วยภพภูมิต่างๆ อีกมากมายคือส่วนบนเป็นที่ตั้งของสวรรค์ และ พรหมโลกส่วนล่างเป็นที่ตั้งของอบายภูมิ ได้แก่ เปรต อสุรกาย และนรก 456 ขุม ซึ่งภพภูมิเหล่านี้เป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตคล้ายๆ กับโลกมนุษย์เพียงแต่เป็น "ธาตุละเอียด" มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์โดยส่วนใหญ่ไม่ทราบ จึงทำให้การศึกษาจักรวาลเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะข้อมูลไม่ครบ ถ้าพวกเขารู้ถึงความมีอยู่ของธาตุละเอียดเหล่านี้ ก็จะเป็นข้อมูลประกอบการพิสูจน์ที่มาของคลื่นวิทยุเหล่านั้นต่อไป

    นอกจากภพภูมิละเอียดที่ตั้งอยู่ส่วนบนและส่วนล่างของกาแล็กซีแล้ว ในโลกมนุษย์ของเราเองก็ยังมีภพภูมิละเอียดซ้อนอยู่เหมือนกัน เช่น ภพของชาวลับแล, ภพของภุมมเทวา, รุกขเทววา, อากาศเทวา และภพของพวกสัมภเวสีหรือผีสางต่างๆ เป็นต้น หากถามว่าเพราะเหตุใดภพภูมิต่างๆ จึงซ้อนทับกันอยู่ในโลกของเราได้ คำถามนี้ตอบได้ว่าภพที่ซ้อนกันนี้มีความละเอียดต่างกันจึงซ้อนกันได้ เปรียบเสมือนคลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีความถี่ต่างกันสามารถอยู่รวมกันในโลกได้ อยู่รวมกันในบ้านของเราได้โดยไม่ปนกัน เมื่อเราหมุนเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์ให้ตรงกับคลื่นที่เราต้องการ ก็สามารถเปิดรับชมรายการต่างๆ ที่ส่งมากับคลื่นนั้นๆได้โดยที่คลื่นความถี่อื่นๆ ไม่แทรก

3) ความสอดคล้องกันเรื่องเวลา
      จากการเสนอทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ใน ค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) ทำให้วงการวิทยาศาสตร์รู้ความจริงว่า เวลาในตำแหน่งต่างๆ ของจักรวาลและเอกภพไม่เท่ากัน ซึ่งความจริงเรื่องเวลานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้กว่า 2,500 ปีแล้วว่า เวลาแต่ละภพภูมิไม่เท่ากัน เวลาบนสวรรค์ เวลาในมหานรก และเวลาบนโลกมนุษย์เป็นต้นไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเวลาในมหานรกนั้นจะช้ากว่าเวลาบนโลกมนุษย์มากหลายล้านเท่าดังตารางต่อไปนี้

      มีผู้อธิบายเรื่องความไม่เท่ากันของเวลาในแต่ละภพภูมิทั้ง 31 ภพ ไว้น่าสนใจว่า ถ้าเปรียบภพภูมิเป็นอาคารสูง อาคารนี้จะมี 31 ชั้น อาคารนี้จะมืด นิทไปทั้งอาคาร มีเพียงดาดฟ้าซึ่งสว่างไสวเปรียบเสมือนนิพพาน นาฬิกาในแต่ละชั้นก็เดินด้วยความเร็วไม่เท่ากันสัตว์ทั้งหลายจะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในอาคารนี้ ชั้นล่างสุดเป็นสัตว์นรก ชั้นที่สองเป็นอสุรกายชั้นที่สามเป็นเปรต ชั้นที่สี่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ชั้นที่ห้าเป็นมนุษย์ ชั้นที่ 611 เป็นชั้นเทวดา ชั้นที่ 1227 เป็นชั้นของรูปพรหม และชั้นที่ 2831 เป็นชั้นอรูปพรหม

GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ , นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล ,  อนันตจักรวาล , นิยาม

 

เวลาในหลุมดำกับเวลาในมหานรก
     จากที่กล่าวแล้วว่าความแตกต่างของเวลาบริเวณใกล้หลุมดำ (Black hole) กับบริเวณอื่นๆ จะสูงมาก เพราะหลุมดำมีมวลสูงมากเป็นผลให้ความโน้มถ่วงสูง จึงทำให้เวลา เดินช้าลงจากที่ศาตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กล่าวว่า หากหลุมดำมีมวล 10 เท่าของดวงอาทิตย์ เวลาที่อยู่นอกเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำเพียง 1 เซนติเมตร จะเดินช้าถึง 6 ล้านเท่าของเวลาที่อยู่ห่างไกลออกไปนอกบริเวณเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ดังกล่าว

     นักดาราศาตร์ค้นพบว่าบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกและใจกลางกาแล็กซี่อื่นๆ มีหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลมหาศาลอยู่ แต่ยังไม่สามารถระบุมวลได้แน่ชัด หากนำค่าประมาณของมวลหลุมดำที่ ตีเฟน ฮอว์กิ้งกล่าวไว้ คือ 1 แสนเท่าของดวงอาทิตย์มาคำนวณความต่างของเวลาบริเวณใกล้หลุมดำกับบริเวณที่ห่างไกลออกไปจะพบว่า เวลาที่อยู่นอกเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ ของหลุมดำเพียง 1 เซนติเมตร จะเดินช้าถึง 60,000 ล้านเท่าของเวลาบริเวณที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น เวลาบนโลกมนุษย์ เป็นต้น

    หลุมดำใจกลางกาแล็กซีคืออะไรกันแน่ ทำไมจึงมีมวลมากขนาดนั้น และทำไมเวลาในหลุมดำจึงเดินช้าขนาดนั้น ถ้าลองนำมาเปรียบเทียบกับคำสอนในพระไตรปิฎกแล้ว ทำให้ได้ข้อสังเกตที่น่า นใจคือ บริเวณแกนกลางด้านล่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น เป็นที่ตั้งของอบายภูมิ ได้แก่ ภูมิของเปรต อสุรกาย และ มหานรก 8 ขุม โดยเฉพาะมหานรกเป็นภพภูมิที่มีแต่ความมืดมิด และที่สำคัญเวลาในมหานรกแต่ละขุมเดินช้ากว่าเวลาในโลกมนุษย์หลายล้านเท่าดังตารางข้างต้น แต่สิ่งนี้ก็ยังเป็นเพียงข้อสังเกตที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกันต่อไป หากนักดาราศาสตร์สามารถระบุข้อมูลเกี่ยวกับหลุมดำได้ชัดกว่านี้ ก็จะสามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันได้อย่างละเอียดและชัดเจนมากขึ้น

4) ความเร็วของแสงกับความเร็วของจิต
     จากที่กล่าวถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะของไอน์สไตน์ที่ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงหรือเร็วกว่าแสงได้ ความเชื่อนี้คงต้องเปลี่ยนแปลงไปหากนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและทดลองพิสูจน์เรื่อง "จิต" ในพระไตรปิฎก เขาจะรู้ว่าจริงๆ แล้วจิตเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงมากๆ อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วเหมือนจิต จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใดนั้น แม้จะอุปมาก็กระทำได้มิใช่ง่าย"

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธสาวกที่ทรงอภิญญานั้น ได้ฝึกจิตของตนจนชำนาญสามารถแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยอำนาจจิตได้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนอย่างรวดเร็วได้ด้วยอำนาจจิต มีบันทึกไว้มากมายในพระไตรปิฎกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเหล่านี้สามารถ "หายตัว" จากที่หนึ่งไปปรากฎในที่อันไกลแสนไกลด้วยความเร็วดุจบุรุษที่มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้หรือพึงคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพรหมนิมันตนิกสูตรว่าสมัยหนึ่ง เราอยู่ที่โคนต้นรังใหญ่ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา สมัยนั้น พกพรหม มีความคิดว่า พรหมสถานนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคงแข็งแรง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา... ครั้งนั้น เรารู้ความคิดของพกพรหมด้วยใจแล้ว จึงหายจากโคนต้นรังใหญ่ ไปปรากฎในพรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือ พึงคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น1 ในโมคคัลลานสูตรบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระมหาโมคคัลลานะต้องการจะไปสนทนาธรรมกับติ พรหม จึงได้หายจากพระวิหารเชตวันไปปรากฎในพรหมโลกเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น

    การหายตัวจากโลกมนุษย์ซึ่งอยู่ในกามภพแล้วไปปรากฎที่พรหมโลกซึ่งเป็นรูปภพ ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ "เหยียดแขนที่คู้ หรือ คู้แขนที่เหยียด" นั้นถือว่ารวดเร็วมากคือ ประมาณ 1 วินาทีเท่านั้น ความเร็วในระดับนี้ถือว่าเร็วกว่าแสงอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะเราทราบกันดีว่าแสงใช้เวลาประมาณ 8 นาที ในการเดินทางจากดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ในกามภพเหมือนกันมายังโลกของเรา และแสงต้องใช้เวลาในการเดินทางจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวพลูโตซึ่งอยู่ในกามภพเช่นเดียวกันประมาณ 5 ชั่วโมง แต่การหายตัวด้วยความเร็วของจิตเพื่อไปยังพรหมโลกซึ่งอยู่ในรูปภพซึ่งไกลกว่ามากนั้นใช้เวลาน้อยกว่ามาก

5) อะตอมคือปรมาณู ในอรรถกถาพระไตรปิฎก
    ในคัมภีร์สัมโมหวิโนทนีซึ่งเป็นอรรถกถาอธิบายความพระอภิธรรมปิฎก ได้บันทึกมาตราวัดขนาดในระดับต่างๆ ไว้ 14 ประการ คือ ปรมาณู, อณู, ตัชชารี, รถเรณู, ลิกขา, โอกา, ธัญญมา , อังคุละ, วิทัตถิ, รตนะ, ยัฏฐิ, อุสภะ, คาวุต และ โยชน์

      โดยขนาด 1 ปรมาณู  1 ใน 82,301,184ส่วน ของเมล็ดข้าวเปลือก 1 เมล็ด3 (แบ่งเมล็ดข้าวเปลือกเป็น 82,301,184 ส่วน)

    คณะกรรมการจัดทำหนังสือได้ทดลองวัดเมล็ดข้าวเปลือกที่มีอยู่ในเมืองไทยพบว่ามีความยาวหลายขนาด ตั้งแต่ 8 มิลลิเมตร, 8 มิลลิเมตรกว่าๆ, 8.5 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร, 10 มิลลิเมตร และ 11 มิลลิเมตร เมื่อนำเมล็ดข้าวเปลือกแต่ละขนาดมาหารด้วย 82,301,184 จะได้ขนาดของปรมาณูต่างๆ กันดังนี้

1 ปรมาณู = 0.80 ซม./ 82,301,184 = 0.00000000972 ซม. = 9.72 x 10-9 ซม.
1 ปรมาณู = 0.85 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000103 ซม.   = 1.03 x 10-8 ซม.
1 ปรมาณู = 0.90 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000109 ซม.   = 1.09 x 10-8 ซม.
1 ปรมาณู = 1.00 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000121 ซม.   = 1.21 x 10-8 ซม.
1 ปรมาณู = 1.10 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000133 ซม.   = 1.33 x 10-8 ซม.

      ส่วนขนาดของ "อะตอม" ในทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวไว้ในบทที่ 3 นั้น มีขนาดเท่ากับ

1 อังสตรอม หรือ 2 อังสตรอม (1 อังสตรอม  1 ใน 100 ล้านเซนติเมตร)
1 อังสตรอม = 1/100,000,000 ซม. = 0.00000001 ซม. = 1.0 x 10-8 ซม.
2 อังสตรอม = 2/100,000,000 ซม. = 0.00000002 ซม. = 2.0 x 10-8 ซม.

    จะเห็นว่าขนาดของ 1 ปรมาณู ที่คำนวณได้จากเมล็ดข้าวเปลือกแต่ละขนาดนั้น มีขนาดอยู่ระหว่าง 1-2 อังสตรอม อันเป็นขนาดของอะตอมที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบในปัจจุบันและยิ่งกว่านั้นผลการคำนวณจากเมล็ดข้าวเปลือกบางขนาดพบว่า 1 ปรมาณู มีขนาดเล็กกว่า 1 อังสตรอมด้วยซ้ำไป กล่าวคือ เมื่อนำเมล็ดข้าวเปลือกขนาด 8 มิลลิเมตรมาหารด้วย 82,301,184 จะได้ขนาด 1 ปรมาณู = 0.00000000972 เซนติเมตร ซึ่งเล็กกว่าขนาดอะตอม 1 อังสตรอม ซึ่งมีขนาด 0.00000001 เซนติเมตร

   นอกจากนี้ถ้านำเมล็ดข้าวเปลือกที่มีขนาดประมาณ 8.23 มิลลิเมตร (0.823 เซนติเมตร) มาหารด้วย 82,301,184ส่วน จะได้ขนาดของ 1 ปรมาณู ที่มีค่าเกือบเท่ากับอะตอมที่มีขนาด 1 อัง ตรอมพอดีดังนี้

1 ปรมาณู   = 0.823 ซม./82,301,184  = 0.00000000999 ซม. = 0.999 x 10-8 ซม.
1 อังสตรอม = 1 ซม./100,000,000      = 0.00000001 ซม. = 1.0 x 10-8 ซม.

     จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างมาก ทั้งนี้เพราะขนาดของอะตอมนั้น นักวิทยาศาสตร์เพิ่งวัดได้เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ขนาดของปรมาณูซึ่งกล่าวได้ว่ามีค่าเท่ากับขนาดของอะตอมพอดี มีบันทึกไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามาเป็นพันๆ ปีแล้ว


3. จิตตนิยามกับวิทยาศาสตร์
     จิตตนิยาม (Psychic law) หมายถึง กฎการทำงานของจิตใจ พระพุทธศาสนาสอนว่าคนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ ในส่วนของจิตใจนั้นมีความสำคัญในฐานะเป็นผู้สั่งการทุกอย่างให้ร่างกายปฏิบัติตาม หากปราศจากจิตใจแล้วร่างกายนี้ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ เปรียบเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีโปรแกรมหรือ Sofware ก็ไม่อาจจะทำงานได้

     จิตใจกับสมองนั้นเป็นคนละอย่างกัน หากเปรียบแล้ว มองเป็นเหมือน Computer ส่วนใจเป็นเหมือน User มองเป็นเหมือนหน้าตา คอยเป็นเครื่องมือของใจในการสั่งการส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปัจจุบันยังมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่ เชื่อว่า จิตใจกับ มองเป็นอย่างเดียวกัน คำอธิบายที่เข้าใจได้ง่ายๆ ที่ยืนยันว่า จิตใจเป็นคนละอย่างกับสมองคือ ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่า วงจรของการมองเห็นวัตถุเกิดจาก มีแสงไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตาของเรา จากนั้นแสงก็จะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วถูกส่งไปที่ มองเพื่อรับภาพนั้นและทำให้เกิดการเห็นภาพ ในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวงจรการมองเห็นจบแค่นั้น

     แต่ในทางพุทธศาสตร์กล่าวว่าสัญญาณภาพจาก มองยังต้องเดินทางไปที่ใจซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ก่อน จึงจะครบวงจรและเกิดการเห็นภาพได้ ถ้าหากไม่ส่งไปที่ใจก็จะไม่เกิดการเห็นภาพ ประเด็นนี้ให้นักศึกษานึกถึงในบางครั้งที่ตัวเราเองกำลังมองไปในที่แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ และในขณะนั้นใจของเราก็ลอยคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ เราก็จะไม่เห็นภาพที่เรากำลังมองอยู่นั้นหรือถึงเห็นก็ดูไม่รู้เรื่อง เพราะวงจรการมองเห็นไม่ครบ เนื่องจากใจเปิดช่องรับเรื่องอื่นอยู่ หรือกรณีเห็นแต่ไม่รู้เรื่องก็เพราะใจถูกแบ่งออกไปทำงานอื่นจึงทำให้การมองเห็นไม่สมบูรณ์ แม้ในตอนนั้นแสงเดินทางจากวัตถุมาเข้าตาและถูกแปลงเป็นสัญญาณส่งไปยัง มองก็ตาม

    วงจรของการที่แสงส่องไปที่วัตถุแล้วสะท้อนมาเข้าตาเรา ประสาทตาจะเปลี่ยนคลื่นแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานนั้นจะถูกส่งไปตามเส้นประสาทเข้าสู่สมอง กระบวนการทั้งหมดนี้ในทางพุทธศาสนาจึงไม่จัดเป็นปรากฏการณ์ของจิตใจ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางมอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามกฎพีชนิยาม ไม่ใช่จิตตนิยาม เปรียบเสมือนเมื่อเราถ่ายรูป แสงกระทบเข้าที่ตัวเราแล้วสะท้อนผ่านเลนส์เข้าสู่ฟิล์ม ไม่มีใครคิดว่ากล้องถ่ายรูปนี้มองเห็นสิ่งที่มันถ่าย เลนส์ถ่ายรูปก็เหมือนตามนุษย์ ฟิล์มเทียบได้กับสมอง แสงจากวัตถุผ่าน เลนส์แล้วไปสิ้นสุดที่สมอง หากเราคิดว่า มองสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เราก็น่าจะเชื่อว่าฟิล์มถ่ายรูปนั้นมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกัน

    นักฟิสิกส์วิเคราะห์องค์ประกอบของคนแล้วไปสิ้นสุดลงที่อนุภาคพื้นฐาน เช่น อิเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน นักชีววิทยาวิเคราะห์องค์ประกอบของมนุษย์ไปสิ้นสุดลงที่เซลล์และจีโนม นักเคมีวิเคราะห์องค์ประกอบของมนุษย์แล้วไปสิ้นสุดลงที่ธาตุไม่กี่ชนิด ข้อสรุปเหล่านี้ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นงุนงงหนักไปยิ่งขึ้น เพราะไม่อาจตอบตนเองได้ว่ากลุ่มอนุภาคเหล่านี้ กลุ่มเซลล์เหล่านี้ กลุ่มธาตุเหล่านี้ ร้องไห้ หัวเราะ ดีใจ เสียใจ มีความอ่อนไหวทางอารมณ์ มีความึกเหิม รู้จักเกลียด รู้จักโกรธ รู้จักเสียสละ รู้จักทนงในศักดิ์ศรีได้อย่างไรเพราะเขาไม่เชื่อเรื่องจิตใจนั่นเอง

     วิลสัน กล่าวว่า พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์วางอยู่บนรากฐานทางยีน (genetic foundation) กล่าวคือ พฤติกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดโดยยีนบางอย่าง ยีนนี้เผ่าพันธุ์ที่ใกล้ชิดกันจะมีเหมือนกัน นอกจากยีนนี้มนุษย์ยังมียีนอีกส่วนหนึ่งที่เป็นของมีเฉพาะพิเศษในตัวมนุษย์เท่านั้น เช่น นายเขียวให้เงินขอทาน การกระทำนี้ถูกกำหนดโดยยีนพิเศษนี้ส่วนการที่นายเขียวชอบเลี้ยงสัตว์ถูกกำหนดโดยยีนทั่วไปซึ่งแม้สัตว์ก็มียีนแบบนี้เช่นกัน

 ปรากฏการณ์ของจิตใจทุกอย่างในทัศนะของนักชีววิทยาสามารถทอนลงเป็นปรากฏการณ์ทางสารได้หมด ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความเสียสละสามารถอธิบายได้ด้วยโครงสร้างทางชีววิทยาภายในตัวมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องโยงไปถึงเรื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น เรื่องจิตใจ หรือเรื่องวิญญาณดังที่ศาสนาต่างๆ กระทำกัน

     หากว่านายเขียวทำดีเพราะถูกยีนบังคับนายเขียวก็ไม่น่าจะได้รับการสรรเสริญ ที่เรายกย่องคนดีเพราะเราคิดว่าการทำดีนั้นเป็นไปโดยไม่มีอะไรบังคับ ดังนั้นแนวคิดที่ว่า การทำดีของมนุษย์เกิดจากอำนาจของยีนจึงเป็นแนวคิดที่กำลังบอกเราว่า ในความเป็นจริงไม่มีใครดีใครเลว คนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายอุทิศตัวแก่มนุษยชาติเพราะยีนในตัวท่านเหล่านี้บงการ เรื่องดังกล่าวนี้นักศาสนาไม่อาจยอมรับได้


สายลับพลังจิตของสหรัฐอเมริกาและโซเวียต
      ไม่ว่าจะมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเท่าไรที่ยังไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของจิตใจก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกาและโซเวียตในยุคสงครามเย็น คือ หน่วยสายลับพลังจิต (Psychic spies) หน่วยนี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สุดในโลกในขณะนั้น ให้ความสนใจและให้ความสำคัญในเรื่องจิตอย่างมากถึงกับตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา

  โดยเมื่อถึงจุดสูงสุดของสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสืบรู้การค้นคว้าพลังจิตของกองทัพโซเวียต กองทัพบก สหรัฐอเมริกาจึงตั้งหน่วยสายลับพลังจิตของตนเองขึ้นด้วย เจ้าหน้าที่ในหน่วยนี้ใช้เทคนิคการมองทางจิต เพื่อล่วงรู้เป้าหมายที่ห่างไกลออกไปนับพันๆ ไมล์ผลการทำงานของหน่วยนี้ประสบความสำเร็จหลายครั้งแม้จะไม่ทุกครั้ง เช่น เมื่อนายพลจัตวาเจมโตเซีย ถูกจับเป็นตัวประกัน โดยผู้ก่อการร้ายอิตาลี พันจ่าเอกโจเซฟ แม็คโมนาเกิล ล่วงรู้ที่อยู่ของเขาด้วยจิต, เป็นเวลานานก่อนที่เครื่องบินรบไเทคของสหรัฐอเมริกาจะถูกเปิดเผย จ่าสิบเอก เมววิล ไรลี่สามารถวาดรูปของเครื่องบินทิ้งระเบิด  stalth B2 นั้นออกมาได้ และไม่กี่ชั่วโมงก่อนการทำลายเรือรบ ตาร์คในทะเลต่างชาติ ร้อยเอกพอล มิธ มองเห็นโศกนาฏกรรมการตาย กลางทะเล ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในผลลับที่ประหลาดนี้ ว่าการมองทางจิตของคนปกติธรรมดาคืออะไร

     เพื่อให้งานมองทางจิตสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ.1976(พ.ศ.2519)กองทัพอากาศ หรัฐอเมริกา จึงขอให้ เดล แกรฟ (Dale Graff) ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรการบินพลเรือนที่ฐานทัพอากาศ ไรท์แพทเทสัน ในรัฐโอไฮโอ ทำวิจัยเรื่องการมองทางจิต เพื่อดูว่าจะใช้ค้นหา เครื่องบิน นักบิน หรือ ตัวประกันที่หายไปได้จริงหรือไม่ แกรฟจึงเดินทางไปทำวิจัยที่สถาบันค้นคว้า แตนฟอร์ด ในแคลิฟอร์เนียเหนือ ซึ่ง ถาบันแห่งนี้ประสบความสำเร็จหลายครั้งในการมองหาทางจิตแบบควบคุมในห้องทดลองให้กับ  จากการวิจัยของแกรฟทำให้เขาได้ข้อสรุปว่ามีความเป็นไปได้ที่การมองทางจิตสามารถค้นหาวัตถุที่หายไปได้

  แม้แต่อดีตประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ก็ยังรู้สึกทึ่งกับเรื่องการมองทางจิตเช่นเดียวกัน โดยในปี ค.ศ.1978(พ.ศ.2521) เครื่องบินไเทคลับสุดยอดของโซเวียตตกลงที่ประเทศซาร์อี (ZAIRE) หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกสหรัฐอเมริกาต้องการหามันให้เจอก่อนพวกโซเวียต หลังจากที่ CIA ล้มเหลวในการหาซากเครื่องบินลำนั้นสายลับพลังจิตจึงถูกเรียกใช้งานสายลับพลังจิตถูกขอให้ศึกษารูปภาพเครื่องบินโซเวียต TU22 หลายชั่วโมงให้หลังเครื่องบินก็ถูกค้นพบ ในรัศมีไม่กี่ไมล์จากบริเวณพื้นที่ซึ่งชี้มาโดยผู้มองทางจิตของกองทัพอากาศของเดล แกรฟ เหตุการณ์นี้ทำให้จิมมี คาร์เตอร์ ถึงกับกล่าวว่า "ไม่เพียงแต่มันเกิดขึ้นแต่นักพลังจิตผู้หญิงประสบความสำเร็จ ขณะที่ดาวเทียมจารกรรมล้มเหลว ผมต้องพูดว่า โดยที่ผมไม่ทราบ หัวหน้า CIA ขอให้เธอเข้ามา เธอเข้าสมาธิทันที ขณะที่เธอเข้าสมาธิ เธอให้ตัวเลขพิกัดแนวตั้งแนวนอน เรารวมศูนย์กล้องดาวเทียมในจุดนั้น และเครื่องบินก็อยู่ที่นั่น"

    เหตุการณ์นี้ให้กำเนิดวิชาชีพใหม่กับ เดล แกรฟ โดยปี ค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) เขาได้เป็น ผู้อำนวยการสายลับพลังจิตที่ฟอร์ดนีดแห่งกระทรวงกลาโหม นักวิทยาศาสตร์และคนในระดับสูงยุคนั้นก็ยังไม่ค่อยเชื่อในเรื่องนี้ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งพูดกับเกรฟว่าผมจะไม่เชื่อเรื่องนี้แม้เป็นเรื่องจริง พวกนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มักปฏิเสธงานมองทางจิตและเรียกมันว่า วิทยาศาสตร์ปลอม หลักโคลนแห่งความฉ้อฉล และมายากล แต่อย่างไรก็ตามจากกลางปี ค.ศ.1970-1980(พ.ศ.2513-2523) กองทัพของสหรัฐอเมริกาใช้เงินไปหลายล้านเหรียญในการค้นคว้าเรื่องพลังจิตนี้


4. กรรมนิยามกับวิทยาศาสตร์
      ความสอดคล้องกันของกรรมนิยามกับวิทยาศาสตร์คือเรื่อง "เหตุและผล"  ว่าลักษณะความรู้ทั้งหมดในพระไตรปิฎกตั้งอยู่บนหลักเหตุและผล ทั้งเหตุผลในแง่มุมที่หมายถึงกฎที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ และเหตุผลที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายสร้างขึ้นซึ่งในที่นี้คือ กรรม หมายถึง การกระทำโดยเจตนา กล่าวคือ เมื่อประกอบเหตุคือทำกรรมอย่างนี้ย่อมได้รับผลอย่างนี้ เมื่อประกอบเหตุคือทำกรรมอย่างนั้น ย่อมได้รับผลอย่างนั้น ดังข้อความที่ว่า "บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว"

    เรื่องของกรรมในพระไตรปิฎกนั้นมีอยู่ 2 ส่วน คือ กรรมในปัจจุบันชาติ และกรรมในอดีตชาติสำหรับกรรมในปัจจุบันชาตินั้นวงการทางวิทยาศาสตร์ค่อนข้างจะยอบรับ เพราะพบเห็นกันได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น เด็กที่ขยันเรียนหนังสือ ทำให้เรียนหนังสือได้ดี ลูกจ้างที่ขยันทำงานและซื่อสัตย์สุจริต จะได้รับความเมตตาและความไว้วางใจจากนายจ้าง คนที่ฆ่าคนอื่นตายจะถูกตำรวจตามจับขังคุกเพราะกรรมนั้น เป็นต้น

     ส่วนกรรมในอดีตชาติที่มาส่งผลในปัจจุบันนั้น วงการวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยยอมรับ เพราะคิดว่าพิสูจน์ไม่ได้บ้าง แต่จะพยายามค้นหาสาเหตุในปัจจุบันเพื่ออธิบายผลที่เกิดขึ้นนั้น เช่น พระพุทธศาสนาอธิบายว่า ไอน์สไตน์ฉลาดเพราะบุญด้านปัญญาบารมีที่เขาได้สั่งสมมาจากอดีตชาติเป็นหลัก บุญด้านปัญญานี้จะกลั่นตัวเป็นดวงปัญญาที่สว่างไสวอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของไอน์สไตน์เอง ซึ่งจะเห็นได้ด้วยการทำใจให้ละเอียดด้วยการฝึกสัมมาสมาธิ เมื่อไอน์สไตน์ละโลกไปแล้วดวงปัญญานี้ก็ตามติดกายละเอียดของเขาไปสู่ปรโลกด้วย ไม่ได้หลงเหลืออะไรไว้เลยนอกจากซากร่างกายที่เปื่อยเน่า

   แต่ในวงการวิทยาศาสตร์ไม่เชื่ออย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์โดยมากเชื่อว่าความฉลาดของไอน์สไตน์อยู่ที่สมอง จึงผ่าตัดนำสมองของเขามาศึกษาเปรียบเทียบกับสมองของคนทั่วไปเพื่อหาความแตกต่างอันจะนำไปสู่ข้อสรุปถึงสาเหตุแห่งความฉลาดของไอน์สไตน์ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็หาวิธีการทำให้ มองของคนทั่วไปเป็นเหมือนอย่างสมองของไอน์สไตน์ หากทำได้คนทั่วไป ก็มีโอกาสฉลาดเหมือนอย่างอัจฉริยะผู้นี้หรือจะกล่าวว่าเป็นการโคลนนิ่งไอน์สไตน์ออกเป็นร้อยเป็นพันคน ซึ่งในความเป็นจริงๆ ไม่อาจจะทำได้เพราะปัจจัยหลักของความฉลาดไม่ได้อยู่ที่มอง

     หากมีเด็กเกิดมาพิการ นักชีววิทยาก็จะค้นหาสาเหตุในปัจจุบันว่าทำไมเขาจึงพิการเช่นการพิการเกิดจากการผิดพลาดบางประการของสารพันธุกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ คือ ทำไมเด็กคนนี้จึงสมควรเป็นคนพิการ ทั้งๆ ที่มีเด็กอีกมากมายเกิดมามีร่างกายสมบูรณ์ อะไรคือสิ่งที่กำหนดให้เด็กคนนี้สมควรเป็นคนพิการ

    วิทยาศาสตร์อธิบายตรงนี้ไม่ได้ เพราะไม่อาจไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาอย่างมากก็ตอบได้เพียงปลายเหตุที่ศึกษาวิจัยได้ในปัจจุบันชาติเท่านั้น อุปมาเหมือนกับว่าเด็กคนหนึ่งเห็นนาย ก.อยู่ในคุก จึงถามผู้ใหญ่ว่า ทำไมนาย ก.จึงไปอยู่ในคุก ผู้ใหญ่คนหนึ่งตอบแต่เพียงว่านาย ก.ไปอยู่ในคุกเพราะถูกตำรวจจับไปขังไว้ โดยไม่ได้อธิบายว่า ทำไมนาย ก.จึง มควรถูกจับไปขังไว้อย่างนั้น เขาทำความผิดอะไรมาจึง มควรถูกจับขัง คำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน คือ ไม่ได้อธิบายว่าทำไมเด็กบางคนจึงสมควรเป็นคนพิการ เนื่องจากไม่อาจจะอธิบายได้ แต่พระพุทธศาสนาอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เด็กคนดังกล่าวเป็นคนพิการเพราะบาปกรรมที่เขาทำไว้ในอดีตชาติมาส่งผลส่วนเด็กคนอื่นไม่ได้พิการเพราะเขาไม่ได้ทำบาป
กรรมไว้


5. ธรรมนิยามกับวิทยาศาสตร์
     ธรรมนิยาม (the law of cause and effect) เป็นเรื่องของกฎธรรมชาติที่แ ดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันของนิยามทั้ง 4 ประการข้างต้น คือ พีชนิยาม อุตุนิยาม จิตตนิยาม และกรรมนิยาม เช่น หมื่นโลกธาตุหวั่นไหวเมื่อพระโพธิสัตวทั้งหลายเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาการเสด็จมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระโพธิสัตว์เป็นพีชนิยาม แต่สามารถส่งผลให้อุตุนิยามคือ หมื่นโลกธาตุหวั่นไหวได้เพราะอำนาจบุญบารมีของพระโพธิสัตว์

     ในทางวิทยาศาสตร์ก็มีการค้นพบตรงกับคำสอนที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก คือ มีทฤษฎีเกี่ยวกับ "การตอบสนองของพืชต่อพฤติกรรมด้านความคิด คำพูดและการกระทำของมนุษย์" แพร่หลายมาก โดยหลักการของทฤษฎีนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อเราปลูกต้นไม้แล้วพูดหวานๆ กับมันว่า "โตเร็วๆ แข็งแรงๆ นะ" หรือในทางกลับกันพูดร้ายๆ ว่า "เหี่ยวตายไปเสียเถอะ" ทฤษฎีนี้บอกว่า ต้นไม้เหล่านั้นแ ดงอาการเจริญเติบโตต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

1) การตอบสนองของพืชต่อพฤติกรรมของมนุษย์
  เมื่อไม่กี่วันมานี้หนังสือพิมพ์เดลิเมล์รายงานผลการวิจัยชิ้นหนึ่งว่าการคุยกับต้นไม้มีส่วนช่วยให้พืชโตไวขึ้น โดยเสียงบางอย่างจะกระตุ้นการทำงานของยีนต้นไม้ แต่บางเสียงก็ทำให้ยีนเฉื่อยเนือยลง หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ยังรายงานอีกว่า เมื่อกว่า 10 ปีก่อน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษทรงประทานสัมภาษณ์ถึงกิจกรรมที่ทรงทำใน วนว่า "ฉันแค่พูดคุยกับต้นไม้ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะต้นไม้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา"

    มีนักชีววิทยาอเมริกันอีกท่านหนึ่งชื่อลูเธอร์ เบอร์แบงค์ (Luther Burbang)สามารถใช้กระแสจิตเร่งให้มัน่อเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติถ้าปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปี กว่าจะเติบโตเต็มที่ เขากล่าวว่า เคล็ดลับในการเพาะชำต้นไม้ให้ได้ผลดีนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว จะต้องมีจิตประกอบด้วยเมตตาธรรมอยู่ด้วย เมื่อผมทำการทดลอง เพื่อทำให้ต้นกระบองเพชรไม่มีหนาม ผมจะพูดกับเขาด้วยเมตตาธรรมว่า เจ้าไม่มีสิ่งใดจะต้องกลัว ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องมีหนามไว้ป้องกันตัวอีกต่อไปในไม่ช้าต้นกระบองเพชรก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นต้นไม้ที่ไม่มีหนามได้อย่างอัศจรรย์

GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก , ความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา , DOU , พระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก , วิทยาศาสตร์ , นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล ,  อนันตจักรวาล , นิยาม

     นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของไทย คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ก็เคยทดลองในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ท่านให้นิสิตแผ่เมตตาให้ต้นดาวกระจายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยแบ่งออกเป็น 2 แปลง แต่ละแปลงจะให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้อะไรทุกอย่างเท่ากันหมด ปรากฏว่าแปลงที่ได้รับความเมตตาจากนิสิต จะโตเร็วขึ้นอย่างชัดเจน และมีดอกทุกต้น เมื่อวัดความสูงโดยเฉลี่ยพบว่า แปลงที่ได้รับการแผ่เมตตา ต้นจะสูงกว่าอีกแปลงถึง 49.2 % การทดลองนี้ควบคุมโดยอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ ฝ่ายพฤกษศาสตร์

    ในอรรถกถาพระไตรปิฎกก็บันทึกเรื่องลักษณะเดียวกันนี้ไว้เช่นกัน ครั้งหนึ่งผู้รักษาสวนของพระเจ้าปเสนทิโกศลชื่อคัณฑะ ได้นำผลมะม่วงมาถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์เสวยน้ำปานะจากผลมะม่วงแล้ว ได้ตรัสกับนายคัณฑะว่า เธอจงคุ้ยดินร่วนขึ้นแล้วปลูกเมล็ดมะม่วงนี้ในที่นี้ เมื่อเขาปลูกมะม่วงนั้นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงล้างพระหัตถ์บนเมล็ดมะม่วงนั้น ทันทีที่พระพุทธองค์ทรงล้างพระหัตถ์เสร็จ ต้นมะม่วงมีลำต้นเท่างอนไถสูงประมาณ 50 ศอกก็งอกขึ้น และออกผลสุกมากมายให้พวกภิกษุได้ขบฉันในขณะนั้นนั่นเอง

   หากจะถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไรก็ต้องตอบว่า มันเป็นไปตามหลักธรรมนิยามที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของ "จิตตนิยาม" กับ "พีชนิยาม" พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีกระแสจิตที่เปียมไปด้วยความเมตตาหาประมาณไม่ได้ จึงทำให้เมล็ดมะม่วงนั้นเติบโตขึ้นเป็นต้นมะม่วงอย่างรวดเร็วและออกผลให้พระภิกษุได้ขบฉันหลังจากที่ปลูกเพียงไม่กี่นาที ความจริงความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเสมือนการบรรลุเป็นพระอรหันต์ หากรู้วิธีและ ได้ปฏิบัติตามวิธีนั้นใครๆ ก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้

     ในสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำก็มีเรื่องลักษณะนี้เช่นกัน คือ วันหนึ่งหลวงปู่นำเมล็ดมะม่วงเข้าไปในบริเวณโรงงานทำวิชชา(อาคารสำหรับผู้ศึกษาทางจิตด้วยการทำสมาธิขั้นสูง) แล้วนำเมล็ดมะม่วงนั้นปลูกลงในดินพร้อมกับรดน้ำลงไป ทันใดนั้นต้นอ่อนของมะม่วงก็ค่อยๆ งอกขึ้นมาและโตขึ้นจนเป็นต้นมะม่วงที่สูงใหญ่ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้นมะม่วงต้นนั้นก็ออกดอกและออกผลในทันที ซึ่งในครั้งนั้นหลวงปู่ได้แบ่งมะม่วงให้แก่ทุกๆ คนในที่นั้นได้ลิ้มโอชารอันวิเศษด้วยเช่นกัน จริงๆ แล้วยังมีเรื่องในลักษณะนี้อีกหลายเรื่อง นักศึกษาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือพระมงคลเทพมุนี มหาปูชนียาจารย์ เรียบเรียงโดย ว.วัชรวีร์

2) น้ำกับพฤติกรรมของมนุษย์ 
    ผลงานทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก เป็นเครื่องยืนยันถึงหลักธรรมนิยามอันแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "จิตตนิยาม", "พีชนิยาม" และ "อุตุนิยาม" ได้เป็นอย่างดีคือ การทดลองเรื่อง "น้ำ" ของ ดร.มาซารุ เอะโมโตะ (Masaru Emoto) จากการทดลองเขาพบว่า พฤติกรรมมนุษย์ทั้งทางกาย วาจาและจิตใจส่งผลกระทบต่อน้ำ น้ำรับรู้และแยกแยะพฤติกรรมของมนุษย์ได้

    วิธีการทดลอง เริ่มต้นจากการหยดน้ำตัวอย่างหนึ่งหยดบนจานแก้วทดลอง แล้วเอาไปแช่ไว้ในตู้แช่แข็ง 2 ชั่วโมง จนเป็นผลึก แล้วนำผลึกไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อถ่ายภาพในอัตราขยาย 200500 เท่า โดยจะถ่ายภาพในตู้แช่แข็งที่ตั้งอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซีย ดร.มาซารุ และทีมงานได้ถ่ายและเก็บภาพผลึกน้ำจากการทดลองไว้ประมาณ 10,000 ภาพในช่วงเวลา 4 ปีครึ่ง ตั้งแต่เริ่มทดลองในปี พ.ศ. 2537

  น้ำตัวอย่างที่นำมาแช่แข็งนั้นนำมาจากการทดลองในหลายรูปแบบ เช่น น้ำจากขวดที่ทดลองเปิดเพลงประเภทต่างๆ ให้น้ำฟัง, น้ำจากขวดที่แปะตัวอักษรด้วยคำต่างๆ ไว้ข้างขวด,น้ำประปาสาธารณะ และ น้ำจากแหล่งธรรมชาติทั่วโลก เป็นต้น

     ผลการทดลอง ในการทดลองแปะตัวอักษรข้างขวดนั้น ทีมงานไม่ได้ใช้ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือ แต่พิมพ์ด้วยเครื่องแล้วนำไปแปะไว้ข้างขวดน้ำกลั่น โดยเอาป้ายที่พิมพ์คำว่า "ขอบคุณ" แปะไว้ที่ขวดหนึ่ง อีกขวดหนึ่งแปะคำว่า "ไอ้โง่" จากนั้นทิ้งไว้ 1 คืน พอวันรุ่งขึ้นก็เอาน้ำไปแช่แข็ง แล้วถ่ายรูปผลึกที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าผลึกจากขวดที่แปะว่า "ขอบคุณ" นั้นรูปร่างจะสมดุลงดงาม มีรูปร่างคล้ายคลึงกับผลึกที่เปิดเพลง "Goldberg Varistions" ให้ฟัง ซึ่งเป็นเพลงแ ดงถึงความสำนึกในบุญคุณ

    ส่วนผลึกของน้ำขวดที่แปะว่า "ไอ้โง่"นั้น ผลึกจะไม่สวยงามคล้ายกับผลึกน้ำที่เปิดเพลง "A heavy Metal Music" ให้ฟัง เพราะเนื้อหาของเพลงนี้คล้ายกับการด่าสังคมว่า "ไอ้โง่" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทดลองแปะคำว่า "ฉันโกรธแค้นแกจริงๆ ฉันจะฆ่าแก" รูปร่างของผลึกที่ถ่ายได้นั้นน่าเกลียดน่ากลัวมาก

    เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สานชินอาวาจิ เมืองโกเบ หลังจากนั้น 3 วัน ทีมงาน ดร.มาซารุ ได้ถ่ายภาพของผลึกที่พบในน้ำประปาที่เมืองโกเบผลที่ได้ดูราวกับว่า น้ำรับรู้ถึงความหวาดกลัวตระหนกตกใจ และความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้งของผู้คนเพราะภาพที่ถ่ายได้ดูแล้วรู้สึกขนลุก อย่างไรก็ตาม 3 เดือนหลังจากนั้น ด้วยน้ำใจไมตรีที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลกสู่ชาวโกเบ ผลึกน้ำที่ถ่ายได้ในช่วงนี้ดูจะสะท้อนถึงความรู้สึกอบอุ่นและความสามัคคีกันด้วย

    การทดลองอีกครั้งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ดร.มาซารุ ได้ส่งจดหมายไปยังลูกศิษย์ของเขา 500 คนทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อทดลองเรื่องกระแ จิตที่มีผลต่อน้ำ เวลาบ่าย องของ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540 เขาได้วางถ้วยที่ใส่น้ำประปาจากชินางาวา กรุงโตเกียวไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของเขาและขอให้ทุกคนส่งกระแสจิตมายังน้ำนี้ในเวลาเดียวกันจากทั่วทุกแห่งของญี่ปุ่น เขาต้องการให้ประปาที่ กปรกนี้กลับมาเป็นน้ำสะอาด จึงขอให้ทุกคนส่งพลังจิตและจิตวิญญาณแห่งความรักและความปรารถนาที่ขอให้น้ำนี้กลายเป็นน้ำสะอาด

  ภาพผลึกที่เขาถ่ายได้สวยงามต่างจากเดิมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากภาพที่เคยดูน่ากลัวก่อนมีการส่งกระแสจิต กลายมาเป็นภาพผลึกน้ำที่สวยงามมาก คำว่า "น้ำคือกระจกแห่งดวงจิต" ซึ่งเป็นคำพูดที่มีมาแต่โบราณจึงเป็นจริง ทีมถ่ายภาพทุกคนรู้สึกปลื้มจนแทบร้องไห้เรารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของผู้ให้ความร่วมมือจากทั่วประเทศมาก เราเริ่มรู้สึกว่าความคิดของคนเรานั้นจับมารวมกันได้ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเพียงใดก็ตาม

    ประเด็นนี้สอดคล้องกับในมหาปรินิพพานสูตร ในระหว่างเส้นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา พระองค์ทรงแวะข้างทางเพื่อนั่งพักให้หายเหน็ดเหนื่อย จากนั้นพระองค์ตรัสสั่งพระอานนท์ว่า "เธอช่วยไปนำน้ำดื่มมา เรากระหายจะดื่มน้ำ" พระอานนท์กราบทูลว่า "เกวียน 500 เล่ม เพิ่งข้ามไป น้ำจึงขุ่นเป็นตม..." แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังตรัสั่งให้พระอานนท์ไปนำน้ำมาแม้ท่านจะกราบทูลอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง

  พระอานนท์จึงถือบาตรเดินไปยังลำธารนั้น เมื่อท่านเข้าไปใกล้ลำธารกลับเห็นน้ำใสสะอาด ไม่ขุ่น พระอานนท์จึงคิดว่า "ลำธารนี้ถูกล้อเกวียนย่ำขุ่นเป็นตม แต่ด้วยอานุภาพของพระตถาคต น้ำนี้จึงกลับใสะอาด ไม่ขุ่น" ท่านจึงใช้บาตรตักน้ำนำไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า น้ำในลำธารนี้ซึ่งถูกล้อเกวียน 500 เล่ม ย่ำจนขุ่นเป็นตม จะใสะอาดขึ้นด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยอานุภาพแห่งจิตที่บริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า "จิตตนิยาม"ส่งผลต่อ "อุตุนิยาม" ได้


ผลึกที่สวยที่สุดเกิดจากการสวดมนต์
     การทดลองที่น่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง คือ การสวดมนต์เพื่อกลั่นน้ำให้บริสุทธิ์ ก่อนทดลองทีมงานได้ถ่ายภาพผลึกน้ำของเขื่อนฟูจิวารา ที่หมู่บ้านมินากามิ จังหวัดกุมมะ ซึ่งภาพที่ได้ดูแล้วน่าสยองขวัญมาก มันดูเหมือนใบหน้าของคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในวันที่ทำการทดลอง ท่านสาธุคุณโฮกิ คะโต เจ้าอาวา วัดจุโอิน เมืองโอมิยา ได้สวดมนต์ที่ข้างเขื่อนนั้นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ภาพผลึกน้ำที่ถ่ายได้งดงามมาก พวกเขาไม่เคยเห็นภาพที่สวยและเปล่งประกายแห่งพลังที่มากขนาดภาพนี้เลย ภาพเป็นโครงสร้างผลึกใสรูปหกเหลี่ยม มีรูปหกเหลี่ยมเล็กๆ อยู่ภายใน เปล่งรัศมีเป็นประกายสว่างไสว มีรูปพระจันทร์ครึ่งดวงที่ตรงกลางและดูเหมือนจะมีรัศมีล้อมรอบด้วย ผู้คนต่างก็พูดว่าภาพนี้ทำให้เขารู้สึกถึงพลังอำนาจและพลังงานอันมากมายในจิตวิญญาณที่มีอยู่ในจิตสำนึกของคน

    จากเรื่องนี้ทำให้ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์หนึ่งในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่เมืองไพศาลีเกิดภัย 3 ประการ คือ ภัยจากการขาดอาหาร ภัยจากอมนุษย์เบียดเบียน และภัยจากอหิวาตกโรคทำให้มนุษย์ในเมืองนี้ล้มตายลงจำนวนมาก

   ในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสั่งให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตรแล้วทำพระปริตรให้ทั่วเมืองไพศาลี พระเถระเรียนรัตนสูตรแล้วเอาบาตรตักน้ำแล้วยืนอยู่ที่ประตูพระนครระลึกถึงพระพุทธคุณ แล้วเข้าไปยังพระนครเที่ยวทำพระปริตรทั่วทั้งเมืองด้วยคาถาว่า "ยงฺกิญฺจิ" ฯลฯ พร้อมกับพรมน้ำไปยัง ถานที่ต่างๆขับไล่อมนุษย์ทั้งหลายให้หนีไปจนหมด เมื่อพระเถระกล่าวคาถาว่า "ยานีธ ภูตานิ" ฯลฯ หยาดน้ำเป็นราวกะว่าเทริดเงินพุ่งขึ้นในอากาศ แล้วตกลงเบื้องบนพวกมนุษย์ที่อาพาธทำให้หายจากโรคในทันใดนั่นเอง

     เหตุการณ์นี้เป็นที่มาของ "การสวดพระปริตรและทำน้ำมนต์" ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวพุทธได้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดน้ำมนต์ที่พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้จัดทำขึ้นจากการสวดพระปริตรจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ รักษาโรคได้ ขจัดปัดเป่าผองภัยทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์ เพราะน้ำมนต์นั้นเกิดมาจากน้ำธรรมดาที่ถูกพุทธมนต์ที่พระสงฆ์สวดกลั่นให้สะอาดบริสุทธ์และศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ GB 406 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา