กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตร

วันที่ 18 กค. พ.ศ.2560

กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตร

พุทธธรรมทีปนี 1 , Dhamma , Pre-Degree , วัดพระธรรมกาย , DOU , ธรรมกาย , ปริญญาตรี , พรีดีกรี , พระพุทธศาสนา , พุทธศาสตร์ , พระไตรปิฎก , พระสัมมาสัมพุทธเจ้า , กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตร , กัลยาณมิตร

       กัลยาณมิตตตา : ความมีกัลยาณมิตร คือ มีผู้แนะนำสั่งสอน ที่ปรึกษาเพื่อนที่คบหาและบุคคลผู้แวดล้อมที่ดี, ความรู้จักเลือกเสวนาบุคคล หรือเข้าร่วมหมู่กับท่านผู้ทรงคุณทรงปัญญามีความสามารถ ซึ่งจะช่วยแวดล้อมสนับสนุนชักจูง ชี้ช่องทาง เป็นแบบอย่าง ตลอดจนเป็นเครื่องอุดหนุนเกื้อกูลแก่กัน ให้ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี ในการศึกษาอบรม การครองชีวิตการประกอบกิจการ และธรรมปฏิบัติ,สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดี

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ของการมีกัลยาณมิตรไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิตฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำเป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรคแก่ภิกษุฉันนั้น"

    "ความมีกัลยาณมิตรเท่ากับเป็นพรหมจรรย์ (การครองชีวิตประเสริฐ) ทั้งหมดทีเดียว เพราะว่า ผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังสิ่งนี้ได้ คือ จักเจริญ จักทำให้มากซึ่งอารยอัษฎางคิกมรรค"

       "อาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร เหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ก็พ้นจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ก็พ้นจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ก็พ้นจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสเป็นธรรมดา ก็พ้นจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส"

      "เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มากสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ เหมือนความมีกัลยาณมิตร ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น"

   "ความมีกัลยาณมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม" ฯลฯ


1.1 ผู้เป็นแสงสว่างของโลก
     ความปรารถนาของมวลมนุษยชาติ ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ล้วนปรารถนาให้โลกมีสันติสุขอันแท้จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าสันติสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน มีลักษณะอย่างไร และจะเข้าถึงได้อย่างไร จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบหนทางสายกลาง และพบว่าโลกจะมีสันติสุขที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อมนุษย์ตั้งใจปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงสันติสุขภายใน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริง และสันติสุขภายในจะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติสุขภายนอกนั่นเอง

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องความสำคัญของกัลยาณมิตรไว้ใน ปฐมกัลยาณมิตตสูตรว่า

      "เอกธมฺโม ภิกฺขเว พหูปกาโร อริยสฺส อฏงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาทาย ฯ กตโม เอกธมฺโม ฯ ยทิทํ กลฺยาณมิตฺตตา ฯ กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อริยํ อฏฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวสฺสติ อริยํ อฏฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกริสฺสตีติ ฯ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่มีอุปการะมาก เป็นไปเพื่อการ เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร พึงหวังได้ว่าจักเจริญในอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8"

    กัลยาณมิตรเป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอริยมรรค คำว่ากัลยาณมิตร มิได้หมายถึงเพื่อนที่ดีทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ที่จะชี้แนะหนทางสว่างในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้กับผู้อื่น เหมือนดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ได้ทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร เมื่อท่านได้พบหนทางอันประเสริฐ จึงได้อุทิศชีวิตทั้งหมด แนะนำสั่สอนเวไนยสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ไปถึงฝังแห่งพระนิพพาน บุคคลใดมีกัลยาณมิตร ชื่อว่าเป็นผู้ที่สั่ง มบุญไว้ดีแล้ว

    การที่จะได้พบกับกัลยาณมิตรสักคน ไม่ใช่เรื่องง่าย บุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้มีความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมที่จะให้ผู้อื่นตักเตือน ชี้แนะข้อบกพร่อง ต้องลดทิฐิมานะ พร้อมที่จะรับฟังความเห็นของบุคคลทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เหนือกว่าเรา เสมอกับเรา หรือต่ำกว่าเรา เพราะกัลยาณมิตรนั้น อาจเป็นคนธรรมดา เป็นนักปราชญ์ หรือเป็นบัณฑิตก็ได้ หากรู้ว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม แนะนำแต่เรื่องที่เป็นบุญเป็นกุศลสามารถชี้หนทางสวรรค์ ปิดนรก และยกใจขึ้นสู่พระนิพพานได้ เราควรคบบุคคลเช่นนั้น เพราะเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราสมัยที่ยังอยู่ในระหว่างการสร้างบารมี พระองค์บังเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ "โชติปาละ" มีเพื่อนเป็นช่างปันหม้อ ชื่อว่า "ฆฏิการะ" แม้จะเกิดมามีฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่ทั้ง องก็เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ฆฏิการะได้ไปฟังธรรมจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสจึงอุทิศตนเป็นอุบา ก ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เมื่อตัวเองได้พบเส้นทางสว่าง พบบุคคลผู้ประเสริฐอย่างพระบรมศาสดา ก็อยากจะชวนโชติปาละเพื่อนรัก ให้มาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ด้วย

     ฆฏิการะพยายามเกลี้ยกล่อม ชักชวนให้เพื่อนไปเฝ้าพระกั ปสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ยอมไป จึงบอกกับโชติปาละว่า "เพื่อนเอ๋ย การได้พบกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง เราไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์กันเถอะ" เนื่องจากว่าโชติปาละเกิดในตระกูลพราหมณ์ ไม่ได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงตอบว่า "การไปเฝ้าพระสมณะโล้น จะมีประโยชน์อะไร ท่านไปคนเดียวเถอะ"

    แม้ว่าฆฏิการะจะชวนกี่ครั้งกี่หนว่า การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งประเสริฐการฟังธรรมจากพระพุทธองค์เป็นมงคล แต่ดูเหมือนว่าการชักชวนนั้นไม่ได้ผลเลย วันหนึ่งจึงหากุศโลบาย ชวนเพื่อนไปอาบน้ำ ที่แม่น้ำใกล้กับที่ประทับของพระบรมศาสดา หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ฆฏิการะจึงชวนอีกครั้งว่า วิหารที่ประทับของพระพุทธองค์อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เราไปเดินเล่นในวิหารกันเถอะ โชติปาละไม่ยอมไป จะขอกลับบ้านท่าเดียว แม้จะถูกชักชวนอย่างไรก็ไม่คล้อยตาม

     สุดท้ายฆฏิการะเห็นว่าชวนอย่างไรก็ไม่ไปแล้ว ด้วยความจริงใจต่อเพื่อน จึงฉุดมวยผมของโชติปาละ เพื่อที่จะให้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ให้ได้ โชติปาละเป็นผู้สั่งสมบุญมาดี เมื่อโดนเพื่อนดึงมวยผม จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ฆฏิการะผู้เป็นเพียงช่างปันหม้อ กล้ามาดึงมวยผมเราผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพระพรหม ตามปกติเพื่อนของเราไม่เคยทำอย่างนี้ มีความปรารถนาดีต่อเรามาตลอด ไม่เคยชักชวนไปในทางที่ผิดเลย การไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคงจะเป็นการดีเป็นแน่

      เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว แทนที่จะโกรธมีทิฐิมานะ กลับตกลงใจจะไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน เมื่อได้สนทนาธรรมและฟังธรรมจากพระกั ปสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาละเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงชวนฆฏิการะออกบวช แต่เนื่องจากฆฏิการะต้องเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ตาบอด จึงไม่อาจที่จะบวชได้ โชติปาละจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และตั้งใจประพฤติธรรมจนตลอดอายุขัย

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า "เธออย่าคิดว่าฆฏิการะช่างปันหม้อเป็นเราตถาคต โชติปาละพราหมณ์ต่างหากที่เป็นเราตถาคตในชาตินั้น" พระพุทธองค์ได้กัลยาณมิตรคือเพื่อนที่ประเสริฐอย่างฆฏิการะ ทำให้เปลี่ยนจากผู้มีความเห็นผิด มาเป็นผู้มีความเห็นถูกต้องได้มีโอกาสร้างบารมี เพื่อการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระองค์เองจะได้รับการพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน ได้ชื่อว่าเป็นนิยตโพธิสัตว์ คือ เป็นบุคคลผู้เที่ยงแท้ต่อการบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่ก็ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยประคับประคอง เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางอันสูงสุดของชีวิต

     เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ นั่นคือ การที่คนเราจะทำความดีให้ได้ตลอด หรือดำรงตนอยู่ในเพศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้นั้น ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยชี้แนะ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเหมือนความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเลย"

       จะเห็นได้ว่าการได้คบกับกัลยาณมิตร จะทำให้มรรคมีองค์ 8 บริบูรณ์ มรรคมีองค์ 8 มีดังนี้

         1.สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง คือ เห็นว่าการให้ทานดีจริง บิดามารดามีพระคุณจริงการบูชาบุคคลที่ควรบูชาดีจริง นรก สวรรค์มีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง

   2.สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ คิดออกจากกาม คิดออกจากความพยาบาทคิดออกจากการเบียดเบียน

       3.สัมมาวาจา คือ มีวาจาชอบ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่สิ่งที่เป็นกุศล ชักชวนให้คนทำความดี

         4.สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำที่ถูกต้อง ทำแต่ในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

       5.สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบอาชีพสุจริต เว้นจากอาชีพที่พระพุทธองค์ทรงห้าม คือค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า เพราะอาชีพเหล่านี้เป็นทางมาแห่งบาปอกุศล

      6.สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ เพียรที่จะสั่งสมบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพียรฝึกใจให้หยุดนิ่ง ไม่ประมาท

          7.สัมมาสติ คือ มีสติชอบ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม ใจไม่หลุดจากศูนย์กลางกาย

        8.สัมมาสมาธิ คือ มีสมาธิชอบ ใจปักดิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย มีใจตั้งมั่น อารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์ทีเดียว

       เมื่อมรรคมีองค์ 8 ครบถ้วนบริบูรณ์ ใจหยุดถูกส่วนเข้า ใจจะตกวูบลงไปที่ศูนย์กลางกายดวงปฐมมรรคก็จะบังเกิดขึ้น เห็นเป็นดวงกลมใสแจ่มอยู่ภายใน ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เป็นหนทางเบื้องต้น ที่จะดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง มุ่งตรงสู่อายตนนิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางของทุกชีวิต เพราะฉะนั้นปฐมมรรคจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้าถึงธรรมกายเมื่อเอาใจหยุดต่อไปในกลางดวงปฐมมรรค เราก็จะพบดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันเข้าไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด หยุดนิ่งในกลางกายมนุษย์ละเอียด ก็จะเห็นดวงธรรม 6 ดวงซ้อนกันอยู่สุดกลางดวงที่ 6 จะเข้าถึงกายทิพย์ที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่า วางใจหยุดนิ่งกลางของกลางต่อไป ก็จะเข้าถึงดวงธรรมอีก 6 ดวงจะเข้าไปพบกายรูปพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรมไปตามลำดับ กายธรรมมีลักษณะที่สวยงาม เกตุดอกบัวตูม ใสเป็นแก้วสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ งามไม่มีที่ติ งามกว่าทุกกายที่ผ่านมา

      กายธรรมหรือธรรมกายนี่แหละ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เมื่อเราเข้าถึงแล้ว พึ่งท่านได้เวลามีทุกข์ก็ช่วยให้เราพ้นทุกข์ เวลามีความสุข ก็เพิ่มเติมความสุขได้ จะรู้สึกอบอุ่นใจและปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นภัยในอบายภูมิ หรือภัยในสังสารวัฏ เราจะปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหมด เข้าถึงธรรมกายแล้วปิดประตูอบายภูมิได้ ก่อนหลับตาลาโลก ถ้าเห็นธรรมกายใสแจ่มสว่างไสวอยู่ภายในสุคติภูมิเป็นที่ไป อยากไปเกิดในภพภูมิไหน วรรค์ชั้นไหน เลือกได้ดังใจปรารถนาทีเดียว

      เพราะฉะนั้น ให้ตั้งใจฝึกใจให้หยุดนิ่งให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ อย่าเอาภารกิจประจำวันมาเป็นข้ออ้าง ที่จะทำให้เราเกียจคร้าน หรือทอดธุระในการปฏิบัติธรรม เพราะชีวิตของเราที่อยู่ในโลกนี้ มีเวลาอยู่จำกัด อย่ามัวประมาทสนุกสนาน เพลิดเพลินไปวัน ๆ ควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง ทำเช่นนี้ไปทุก ๆ วัน แล้วเราก็จะสมปรารถนา ได้เข้าถึงธรรมกายกัน


1.2. พระสารีบุตรยอดกัลยาณมิตร
     พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศด้านปัญญา ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้หมู่ญาติบรรลุธรรมาภิ มัยกันมากมาย นับเป็นตัวอย่างของความกตัญูรู้อุปการคุณของหมู่ญาติและหาทางตอบแทน อีกทั้งเป็นต้นแบบของผู้ที่สงเคราะห์ญาติได้อย่าง สมบูรณ์แบบทั้งโยมมารดา พี่น้องของท่านทุกคน ตลอดจนกระทั่งหลานชาย

     หลานชายของท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในระเบียบปฏิบัติของพราหมณ์มาก เพราะความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของพราหมณ์ จึงไม่เปิดใจรับรู้ถึงความรู้อื่นที่แตกต่างจากศาสนาของตนทั้ง ๆ ที่ธรรมะเป็นความรู้สากลที่ทุกคนควรศึกษา แต่หลานชายก็ไม่สนใจ หรือใส่ใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ความเชื่อของพวกพราหมณ์ที่หลานชายถือปฏิบัติอย่างหนึ่ง คือ การบูชาไฟ ด้วยการฆ่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้บูชายัญ เพราะสอนกันต่อ ๆ มาว่า เมื่อบูชาแล้วจะทำให้ได้ไปเกิดบนพรหมโลกความรู้ลักษณะนี้แม้ในยุคปัจจุบันยังมีอยู่ในหลายลัทธิและความเชื่อ เช่น ฆ่าแพะ ฆ่าแกะ ฆ่าหมู ฆ่าไก่ เพื่อบูชายัญ หรือบวงสรวงเทพเจ้า เป็นต้น

      พระสารีบุตรเล็งเห็นถึงความหายนะนี้ จึงไปเยี่ยมหลานชาย ถามหลานว่า "พราหมณ์ท่านได้ทำกุศลความดีอะไรเอาไว้บ้างไหม" หลานของท่านตอบด้วยความปีติใจว่า "พระคุณเจ้ากระผมได้ฆ่าสัตว์ครั้งละหนึ่งตัว เพื่อบูชาไฟเป็นประจำทุกเดือน นี่คือมหากุศลที่ทำมาตั้งแต่เล็กจนโต" พระเถระถามต่อว่า "ท่านทำแล้วจะได้อะไร ใครสอนให้ทำอย่างนี้" หลานท่านตอบว่า "หลังจากตายไปแล้ว ข้าพเจ้ามุ่งหวังว่าจะได้ไปพรหมโลก ผู้ที่สอน สืบต่อกันมาคือ คณาจารย์พราหมณ์ของข้าพเจ้า"

    พระเถระเห็นว่า ถ้าหากจะเป็นผู้แนะนำวิธีการบูชายัญตามหลักพุทธวิธี เกรงว่าหลานชายจะไม่เชื่อ จึงแนะนำว่า "คณาจารย์ของท่าน ล้วนยังไม่รู้ทางไปสู่พรหมโลก หากท่านต้องการไปสู่พรหมโลกจริง ๆ มานี่เถิดพราหมณ์ เราจะกราบทูลให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกถึงทางไปสู่พรหมโลกแก่ท่าน" การพาหลานไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์นั้น นับเป็นกุศโลบาย

     อันแยบคายทีเดียว ที่ผ่านมา พระเถระได้ทำการสงเคราะห์ญาติ ๆ มาแล้วหลายคน โดยทำตนเป็นประดุจสะพานเชื่อมหมู่ญาติให้ได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาหลายครั้งด้วยกัน เพราะท่านเห็นว่า ถ้าแสดงธรรมด้วยตัวเองแล้ว จะทำให้หมู่ญาติดูเบาในธรรมะ ไม่ยอมเชื่อ เมื่อไม่เชื่อจะไม่ยอมปฏิบัติตาม

    อีกประการหนึ่ง ท่านปรารถนาอยากให้หมู่ญาติเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับว่าเป็นทัสสนานุตตริยะ เพราะการได้เห็นมหา มณะผู้ประเสริฐที่สุด จะเป็นทางมาแห่งบุญ เมื่อฟังคำสอนแล้ว จะได้เข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิต แล้วจะได้หักดิบตัดใจ ลดละเลิกความเชื่อเดิม ๆ ที่เคยปฏิบัติกันมานานได้อย่างเด็ดขาด พระเถระผู้เลิศทางด้านปัญญามองเห็นเหตุนี้จึงต้องอาศัยพระบารมีธรรมของพระพุทธองค์ทำหน้าที่เป็นยอดกัลยาณมิตรให้

     เมื่อไปถึงที่ประทับ พระเถระกราบทูลเรื่องทั้งหมดของหลานให้พระบรมศาสดาทรงทราบพระพุทธองค์ตรัสอนหลานชายว่า "ดูก่อนพราหมณ์ การบูชาไฟของท่าน แม้จะทำอยู่ร้อยปี จะมีอานิสงส์สู้การบูชาสาวกของเราแม้เพียงชั่วครู่ไม่ได้เลย" จากนั้นทรงอธิบายขยายความให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย หลานชายสามารถตรองตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแ ดงได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อจบพระธรรมเทศนา หลานชายได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ทำให้เลิกการบูชายัญ ซึ่งเป็นการทำปาณาติบาตอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีกัลยาณธรรมมีใจเที่ยงตรงต่อหนทางพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา

   จะเห็นได้ว่า การดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด ถือว่าเป็นอันตรายของชีวิตเป็นอย่างมาก บุคคลที่รู้ว่าไฟเป็นของร้อน ถ้าจำเป็นต้องจับไฟ จะต้องหาวิธีที่จับแล้วให้ร้อนน้อยที่สุด แต่บุคคลที่ไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าไฟเป็นของร้อน ดังเช่นเด็กเล็ก ๆ ไปเล่นกับไฟ ย่อมถูกไฟเผาไหม้เพราะความไม่รู้เป็นเหตุ ดังนั้นความไม่รู้จริง จึงเป็นอันตรายต่อชีวิตในสังสารวัฏ ซึ่งปัจจุบันมีความเชื่อที่ขัดต่อสวรรค์นิพพานมากมาย ถ้าเราไม่พิจารณาแล้วรับมาปฏิบัติ ก็จะเป็นอันตรายเหมือนเด็กที่เล่นกับไฟ การได้กัลยาณมิตรไปชี้ทางให้ จึงเปรียบเสมือนไปช่วยแนะทางไปสู่
สวรรค์นิพพาน เพราะฉะนั้นการได้มิตรดี ที่เป็นยอดกัลยาณมิตร จะทำให้เราพิชิตเป้าหมายได้
อย่างอัศจรรย์

     ดุจดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

    "แท้จริง บุคคลผู้มีปกติเที่ยวสมคบคนพาล ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน เพราะการอยู่ร่วมกับคนพาล เป็นเหตุนำทุกข์มาให้ในกาลทุกเมื่อ เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรูส่วนบัณฑิต มีการอยู่ร่วมเป็นสุข เหมือนสมาคมแห่งหมู่ญาติ เพราะเหตุนั้นแล นรชนพึงคบบัณฑิตเป็นกัลยาณมิตร เพราะบัณฑิตเป็นผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต เอาการเอางาน มีศีล มีวัตรไกลจากกิเลสและเป็นสัตบุรุษ เปรียบดังพระจันทร์คบอากาศอันเป็นทางโคจรแห่งดวงดาวฉะนั้น"


1.3 อานิสงส์การคบกับกัลยาณมิตร

1. ทำให้มีจิตใจผ่องใสามารถทำความดีตามไปด้วย
2. ทำให้ได้ปัญญาเพิ่มขึ้น เป็นคนหนักแน่น มีเหตุผล
3. ทำให้มีความเห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ
4. ทำให้ไม่ต้องเศร้าโศกเดือดร้อนเพราะทำผิด
5. ทำให้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนทั่วไป
6. ทำให้มีความสุข ปลอดภัยจากอุปสรรคภัยพาลต่าง ๆ
7. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าสามารถตั้งตัวได้เร็ว
8. ทำให้แม้ละโลกนี้ไปแล้ว ก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์
9. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย
ฯลฯ

 


*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 007 พุทธธรรมทีปนี 1
หนังสือเรียน DOU หลักสูตร Pre-Degree