คุณของพระรัตนตรัย

วันที่ 19 กค. พ.ศ.2560

คุณของพระรัตนตรัย

พุทธธรรมทีปนี 1 , Dhamma , Pre-Degree , วัดพระธรรมกาย , DOU , ธรรมกาย , ปริญญาตรี , พรีดีกรี , พระพุทธศาสนา , พุทธศาสตร์ , พระไตรปิฎก , พระสัมมาสัมพุทธเจ้า , คุณของพระรัตนตรัย , พระรัตนตรัย , พระเจ้าพิมพิสาร

     บุคคลใดมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ย่อมมีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง เพราะพระรัตนตรัย เป็นรัตนะที่เยี่ยมกว่ารัตนะใด ๆ ในภพทั้งสาม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในรัตนสูตรว่า ทรัพย์ เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือโลกอื่น หรือรัตนะใดประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคต ไม่มี พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นรัตนะอันประณีต พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านมีอริยทรัพย์ภายใน คือพระรัตนตรัยเป็นเครื่องปลื้มใจ เพราะพระรัตนตรัยนั้นน่ะเป็นเลิศกว่ารัตนะทั้งหลาย และนำมาซึ่งความปลื้มใจแก่ผู้ที่ได้เข้าถึง


พระเจ้าพิมพิสารกับพระสหายผู้ไม่เคยเห็นหน้ากัน

   เหมือนอย่างเรื่องของพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปุกกุสาติ ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาอยู่ในกรุงราชคฤห์ส่วนพระเจ้าปุกกุสาติเป็นพระราชาแห่งเมืองตักสิลา ทั้งสองพระองค์เป็นพระสหายกัน ต่างก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการ และความระลึกถึงกันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ส่งเครื่องบรรณาการอันประกอบไปด้วยรัตนะต่าง ๆ มากมายไปถวายพระเจ้าปุกกุสาติ พร้อมด้วยพระราชสาส์น รัตนะทั้งหลายมีแก้วมณีและแก้วมุกดา เป็นต้น ถ้าหากว่ารัตนะเหล่านั้นเกิดขึ้นในแผ่นดินของท่าน ขอสหายรักอย่าได้ตระหนี่ในรัตนะนั้นเลย จงหมั่นให้ทานเถิด นี่ท่านทรงแนะนำพระ หายของท่านอย่างนี้นะว่ารัตนะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัตนะอันใดก็ตาม เกิดขึ้นในแผ่นดินแล้วละก็อย่าได้ตระหนี่ให้หมั่นทำทาน พระเจ้าปุกกุสาติก็หมั่นให้ทานเรื่อยมา

     ต่อมาพระเจ้าปุกกุสาติได้ผ้ากัมพลมา 8 ผืน ซึ่งเป็นผ้าที่ประมาณค่ามิได้ พระองค์ก็ทรงห่ออย่างดี แล้วก็ส่งไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารพิจารณาดูว่าของนี้ประเมินค่ามิได้ จึงได้นำไปถวายบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากพระองค์มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงได้ถวายแด่พระบรมศาสดา แล้วก็ทรงดำริอยู่เรื่อย ๆ ว่าเราได้ส่งเครื่องบรรณาการมากมายไปให้สหาย แต่ก็ยังไม่ปลื้มใจเท่ากับการถึงพระรัตนตรัย เพราะรัตนะใด ๆ ในโลกนี้น่ะที่จะเสมอเหมือนพระรัตนตรัยไม่มี ท่านก็อยากให้พระสหายท่านได้เข้าถึงพระรัตนตรัย จึงได้รับสั่งให้คนไปเอาแผ่นทองคำบริสุทธิ์มา ขนาดกว้างหนึ่งคืบ ยาวสี่ศอกเพื่อที่จะจารึกคุณของพระรัตนตรัย

   เนื่องจากว่าท่านได้เข้าถึงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัยแล้ว ท่านจึงรู้ว่าพระรัตนตรัยมีคุณอย่างไม่มีประมาณ และด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย ก่อนที่พระองค์จะทรงจารึกอักษร ทรงชำระพระองค์ให้บริสุทธิ์เสียก่อน ด้วยการสรงสนานพระวรกายตั้งแต่เช้าตรู่ทรงอธิษฐานอุโบสถศีล แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยด้วยพระทัยตั้งมั่น แล้วจึงทรงลิขิตอักษรลงบนแผ่นทองคำพรรณนาถึงคุณของพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะว่ามีอานุภาพหาประมาณมิได้

    ทรงพรรณนาด้วยความซาบซึ้งและก็ลิขิตตอนท้ายว่า ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสนานำสรรพสัตว์ออกจากทุกข์ ถ้าสหายของเราสามารถ ก็เชิญเสด็จออกผนวชเถิด เขียนเอาไว้อย่างนั้นด้วยความรักความปรารถนาดีต่อพระสหาย หลังจากนั้นด้วยความเคารพอย่างยิ่งในพระรัตนตรัย พระองค์จึงได้ทรงม้วนแผ่นทองคำพันด้วยผ้ากัมพลเนื้อละเอียดใส่ลงในหีบที่แข็งแรง และก็วางหีบนั้นลงในหีบทองคำ วางเป็นชั้น ๆ ซ้อน ๆ กัน วางหีบทองคำลงในหีบเงิน วางหีบเงินลงในหีบแก้วมณี วางหีบแก้วมณีลงในหีบแก้วประพาฬ วางหีบแก้วประพาฬลงในหีบทับทิม วางหีบทับทิมลงในหีบแก้วมรกต วางหีบแก้วมรกตลงในหีบแก้วผลึก วางหีบแก้วผลึกลงในหีบงา และก็วางหีบงาลงในหีบรัตนะนานาชนิด วางหีบรัตนะเหล่านั้นลงในหีบเสื่อลำแพนวางหีบเสื่อลำแพนลงในหีบที่ทำด้วยไม้แก่น แล้วตรัสั่งอำมาตย์ให้นำไปพร้อมกับพระราชสาส์นว่า

   เมื่อพระเจ้าปุกกุสาติพระสหายของเรา จะทรงรับเครื่องบรรณาการนี้ อย่าทรงเปิดออกท่ามกลางนางสนมกำนัน จงเสด็จขึ้นปราสาทแล้วทรงเปิดเอาเถิด เมื่อเครื่องบรรณาการมาสู่พระนคร พระเจ้าปุกกุสาติก็ทรงอัญเชิญขึ้นสู่ปราสาท แล้วสั่งไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในที่นั้น แล้วทรงวางเครื่องบรรณาการบนแท่นบรรทมสูงส่วนพระองค์ประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่า ทรงเปิดเครื่องบรรณการออกด้วยความโสมนัสแล้วค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ปิดแผ่นทองออกก็ทอดพระเนตรเห็นอักษรที่ทรงจารึกอยู่ ทรงรู้ว่าจะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

    เพราะแผ่นทองนี้ได้บรรจุหีบห่อเป็นอย่างดี ทรงดำริว่าอักษรที่ลิขิตนี้น่าพอใจ อักขระทุกตัวมีหัวเท่ากัน มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย แสดงว่าสหายเราทรงบรรจงลิขิตด้วยความตั้งใจแล้วท่านก็เริ่มอ่านพระพุทธคุณ ความปีติโสมนัสใหญ่หลวงได้แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงยับยั้งพระทัยแล้วก็อ่านบทพระธรรมคุณ และพระสังฆคุณตามลำดับ ก็ทรงปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ทรงทราบว่าพระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกจึงเป็นอยู่ด้วยปีติถึง 15 วันบนปราสาทนั้น ด้วยความปีติซาบซึ้งในพระรัตนตรัยจึงเกิดความเลื่อมใสแล้วตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เพื่อออกผนวชอุทิศแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาแล้วก็ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ลงจากปราสาท หลบผู้คนออกจากพระนคร มุ่งหน้าไปยังสำนักของพระบรมศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นการกระทำของพระเจ้าปุกกุสาติด้วยพุทธญาน ทรงดำริว่ากุลบุตรนี้ได้อ่านเพียงพระราชสาส์น ก็ถึงกับสละราชสมบัติออกบวชอุทิศเรา บัดนี้ได้เดินทางมาถึงกรุงราชคฤห์แล้วพักอยู่ในเรือนของช่างปันหม้อ เราจะต้องไปโปรดเขา แล้วพระองค์จึงเสด็จไปหา โดยปกปิดพระรัศมี เพื่อไม่ให้ใครรู้

    ได้เห็นท่านปุกกุสาติกำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ พระองค์ทรงดำริว่า กุลบุตรนี้ประพฤติน่าเลื่อมใสจริง ๆ จึงตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุ ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร" ทันทีที่ท่านปุกกุสาติเห็นพระบรมศาสดา ก็บังเกิดความเลื่อมใสมีความปีติเป็นล้นพ้น ทรงตอบว่า "ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น" พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุ ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นหรือ" "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยรู้จัก" แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรม เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านปุกกุสาติก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามีบุคคล เมื่อท่านเห็นพระธรรมกายที่ได้เข้าถึง และเห็นพระวรกายที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษของพระพุทธองค์จึงทราบแน่ชัดว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงซบพระเศียรลงกราบแทบพระบาทของพระองค์


1. คุณของรัตนะ มี 3 อย่าง

1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองก่อนแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย
2. พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติตามไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
3. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วสอนให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ชนเหล่าใดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ เมื่อพวกเขาละกายมนุษย์นี้ไปแล้ว จะทำหมู่ทวยเทพให้บริบูรณ์ที่พระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่า ผู้ที่ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ชื่อว่ามีความเลื่อมใสในบุคคลผู้เลิศที่ควรแก่การเคารพบูชาอย่างยิ่ง ผลบุญอันเลิศก็จะบังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นถ้าเรานึกถึงคุณความดีของพระองค์บ่อย ๆ ใจของเราก็จะผ่องใสจะทำให้เกิดกำลังใจที่จะทำความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินรอยตามแบบอย่างการสร้างบารมีของพระองค์ ทำให้ชีวิตไม่ผิดพลาด เป็นชีวิตที่ประเสริฐ มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน

    เหมือนดังเรื่องของเทวะ เทวละฤษี ผู้มีตบะกล้า ท่านเกิดมาในยุคสุญญกัป คือเป็นยุคที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ใครที่ได้เกิดมาในยุคนี้จึงเป็นเหมือนผู้ที่มีดวงตามืดบอดไม่ได้รับแสงสว่างแห่งพระธรรม แม้แต่คำว่า นโม ตัสสะ หรือคำว่า พุทโธ ก็ไม่มีใครเคยได้ยินเลย ยุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัวทีเดียว ฤษีท่านนี้ได้ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง จนเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใและมีลูกศิษย์มากมายถึง 84,000 คน

    ท่านเป็นผู้ทรงอภิญญาจึงระลึกชาติหนหลังได้ และได้เห็นการสร้างบารมีของตัวเองว่าได้ผ่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วหลายพระองค์ ก็รู้เห็นชัดว่าบุคคลผู้ที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติก็คือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเห็นด้วยญาณทัสสนะของท่าน

   ท่านจึงหากุศโลบายที่จะให้ลูกศิษย์เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ จึงให้ไปขนเอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์แล้วก็ใช้อิทธิฤทธิ์ที่เกิดจากอภิญญาทั้ง 5 เนรมิตให้เจดีย์ทรายมีสีทองเหลืองอร่ามสว่างไสวเรืองรอง ใครเห็นก็มีใจเลื่อมใสแล้วท่านก็ให้เอาดอกไม้มาบูชาพระเจดีย์นี้ทุก ๆ วัน

    บรรดาลูกศิษย์ก็สงสัยกันว่า ทำไมอาจารย์น่ะจึงมีความผูกพัน มีความเคารพในพระเจดีย์นี้มาก จึงถามถึงความสำคัญของพระเจดีย์ มหาฤษีก็กล่าวว่า พระเจดีย์คือสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัยที่จะทำให้เราระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดในโลกและเจดีย์นี้เป็นหลักชัยในการสร้างบารมีของพวกเราทุกคน ดังนั้นให้ทุกคนทำจิตให้เลื่อมใสและทำการสักการบูชาพระเจดีย์

     ลูกศิษย์ก็ใคร่อยากจะรู้อีกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร ในโลกนี้ยังมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าท่านอาจารย์อีกหรือ มหาฤษีจึงได้พรรณนาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ลูกศิษย์ของตัวฟังว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีบารมีเต็มเปียม ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ อนุพยัญชนะอีก 80 น่าดูน่าชมน่าเลื่อมใสใครเห็นแล้วที่จะไม่เลื่อมใสนั้นเป็นไม่มี พระองค์เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง และปราศจากกิเลสอาสวะ เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใครในภพทั้งสามที่จะมาเทียบเท่ากับพระองค์ได้ และท่านก็ให้ศิษย์ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

    เมื่อลูกศิษย์ได้ฟังดังนั้นก็เกิดมหาปีติ มีความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนจึงพร้อมใจกันก้มลงกราบพระเจดีย์ และกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนเลย เพียงแค่ได้ยินก็มีจิตเลื่อมใสแล้ว เพราะได้สั่ง มบุญเก่ามาดีจึงมีดวงปัญญารู้ว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ควรบูชา และทุกคนก็หมั่นเจริญพุทธานุสติ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

    เมื่อถึงคราวละโลกก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ และด้วยอานิสงส์ที่ท่านฤษีได้ก่อพระเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา และหมั่นกล่าว รรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ทำให้ท่านบังเกิดในเทวโลก มีวิมานใหญ่โตสว่างไสว กลบรัศมีของเทวดาอื่น ๆ ท่านได้เสวยทิพยสมบัติอันเลิศยาวนานถึง 18 กัป และบุญก็ยังส่งผลให้ได้มาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง 500 ชาติพรั่งพร้อมไปด้วยมนุษย์สมบัติ ที่เลิศสมบูรณ์ด้วยรัตนะ 7 มีจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว และแก้วมณี ปกครองทวีปทั้ง 4 และบุญก็ยังทยอยส่งผลให้ได้เกิดเป็นพระราชาและมหาเศรษฐีอีกนับชาติไม่ถ้วน ด้วยใจที่มั่นในพระรัตนตรัยท่านไม่เคยตกไปสู่อบายภูมิเลย จะมีแต่สุคติภูมิเป็นที่ไปทุกภพทุกชาติ

    พอมาในภพชาติสุดท้ายคือชาตินี้ บุญบารมีของท่านก็เต็มเปียม ออกบวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ประเภทสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา คือ ปฏิบัติได้สะดวก ตรัสรู้ได้อย่างรวดเร็ว ได้บรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิต

      จะเห็นได้ว่า แม้จะไม่มีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเกิดในยุคสุญญกัป แต่เมื่อมีจิตเลื่อมใสตั้งมั่นบูชาในพระบรมศาสดา และหมั่นกล่าว สรรเสริญพระรัตนตรัย ก็ยังได้รับอานิสงส์มากมายอย่างไม่มีประมาณ


คุณของพระรัตนตรัย
      1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ด้วยพระองค์เองก่อนแล้วจึงสอนให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย ในเบื้องต้นทรงสอนพระปัญจวัคคีย์และพระยสะกับหายให้รู้ตาม และทรงสอนต่อมาอีก 45 ปี จนถึงวันปรินิพพาน

     2. พระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนนั้น คือ ห้ามไม่ให้ทำความชั่วทั้งปวง ให้ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใสเป็นต้น เป็นการสอนให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เมื่อประพฤติตามแล้ว พระธรรมก็ย่อมรักษาผู้ประพฤติตามไม่ให้ตกไปในที่ชั่วทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

   3. พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้สอนภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาให้ทำตามด้วย ในเบื้องต้น ภิกษุ 60 รูปแยกย้ายกันออกไปสอนประชาชน และต่อมาพระสงฆ์อื่นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จึงนับว่าเป็นผู้ที่มีคุณแก่โลกจนหาที่เปรียบมิได้

    ผู้ใดที่มีใจเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า หมั่นเจริญพุทธานุ ติระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ย่อมจะได้บุญอย่างที่จะนับจะประมาณมิได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ชนเหล่าใด มีใจแล่นไปในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เนืองนิตย์ ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ

      ผู้ใดระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล่นไปสู่สรณะทั้งสาม ที่เรียกว่า ไตรสรณคมน์ ไตรก็แปลว่าสาม รณะก็แปลว่า ที่พึ่ง ที่ระลึก คมน แปลว่า แล่นไป หรือเคลื่อนเข้าไปหาสรณะทั้งสาม ซึ่งมีอยู่ในตัวของพวกเราทุกคน เป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง มีคุณสมบัติคงที่เป็นอมตะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีแต่สุขล้วน ๆ ไม่มีทุกข์เจือและก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระกิเลสอาสวะเข้ามาบังคับบัญชาครอบงำไม่ได้ การที่จะเข้าถึงสรณะทั้งสามนี้ ต้องอาศัยใจหยุดนิ่งอย่างเดียว เว้นจากหยุดจากนิ่งแล้ว เข้าถึงไม่ได้

    เพราะฉะนั้น หยุดอย่างเดียวเท่านั้นแหละจึงจะเข้าถึง หยุดอยู่ในกลางกายภายในปริมณฑลของใจ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 พอถูกส่วนก็จะแล่นเข้าไปถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ดังนั้นการระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

     มีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อ พระสุภูติเถระ ท่านได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายพระองค์ เมื่อครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านถือกำเนิดในตระกูลของพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้ว ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้แตกฉานในไตรเพทได้ออกบวชเป็นดาบสทำความเพียรจนได้บรรลุอภิญญา 5 และสมาบัติ 8 มีบริวารถึง 44,000 คน และบริวารเหล่านั้น ต่างก็ได้บรรลุฌานสมาบัติกันทุกคน

     ต่อมาเมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ในเวลาใกล้รุ่ง ท่านทรงตรวจดูสัตวโลก ได้เห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของดาบสเหล่านั้น จึงทรงทำการอนุเคราะห์ ในเวลาเช้าทรงถือบาตร จีวร เสด็จเพียงลำพัง ในขณะที่บริวารของดาบสกำลังออกไปหาผลไม้กันดาบสได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศ ทรงมีพุทธรัศมีสว่างไสวยิ่งกว่าพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เมื่อท่านเห็นพุทธานุภาพเช่นนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสเมื่อพิจารณาดูพระลักษณะ ก็ได้เห็นความบริบูรณ์แห่งลักษณะมหาบุรุษทุกประการ จึงรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอกบุรุษผู้เลิศกว่าใคร ๆ ในโลก ท่านได้กระทำการปฏิสันถาร กราบนมัสการพระพุทธองค์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์

    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่ดาบสปูลาดไว้แล้วส่วนดาบสก็นั่งบนอาสนะที่สมควรแก่ตน เมื่อบริวารซึ่งออกไปหาผลไม้กลับมาแล้ว เห็นอาจารย์นั่งอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเกิดความสงสัยว่าสองท่านนี้ใครเป็นใหญ่กว่ากัน ในที่สุดก็ได้ทราบว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพากันหมอบลงกับพื้น แล้วก็กราบนมัสการด้วยเศียรเกล้า ดาบสจึงได้บอกให้บริวารนำเอาผลไม้มีร สโอชามาถวายแด่พระพุทธองค์ พระบรมศาสดาทรงดำริให้พระอรหันตสาวกอีก 1 แสนรูปให้มาปรากฏในที่นั้น พระสาวกทุก ๆ พระองค์ ท่านเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา ทราบพระดำริของพระบรมศาสดา จึงพากันมาถวายบังคม และยืนอยู่ในที่อันควร ดาบสจึงให้บริวารช่วยกันหาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม มาปูลาดเป็นอาสนะ ถวายแด่พระอรหันต์ส่วนตัวท่านก็ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

   พระพุทธองค์ทรงหวังจะอนุเคราะห์ให้ดาบสและบริวารได้บุญใหญ่ จึงประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ พระอรหันต์ทั้งแสนรูปเมื่อรู้ว่าพระบรมศา ดาเข้านิโรธสมาบัติ ก็พากันเข้านิโรธสมาบัติตาม ดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ตลอด 7 วัน โดยมีปีติเป็นภักษาหาร เมื่อครบวันที่ 7 พระบรมศาสดารับสั่งให้พระสาวก ผู้เป็นเลิศแห่งภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคลกระทำอนุโมทนา ดาบสและบริวารต่างก็มีใจยินดี อาจหาญร่าเริงในธรรม และพระพุทธองค์ให้ทรงแสดงธรรม ยกใจขึ้นสู่อมตมหานิพพาน เมื่อจบพระธรรมเทศนา บริวารของดาบสทั้งหมด ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ส่วนท่านดาบสก็มีจิตปรารถนาจะเป็นผู้เลิศเช่นเดียวกับพระสาวกผู้กระทำอนุโมทนา จึงไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง ท่านได้ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลถึงความปรารถนาของตน

    มาในชาติสุดท้ายสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านก็ได้กำเนิดในตระกูลเศรษฐีเป็นน้องชายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีชื่อว่าสุภูติ เมื่อครั้งที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างพระวิหารถวายแด่พระบรมศาสดาและหมู่สงฆ์ ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนา เกิดความศรัทธาเลื่อมใสจึงออกบวชและบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อท่านบิณฑบาตโปรดญาติโยม ท่านมักจะเข้าฌานสมาบัติแผ่เมตตาไปทุก ๆ บ้านด้วยหวังจะให้ญาติโยมได้บุญมาก ดังนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศแห่ง
ทักขิไนยบุคคลผู้อยู่โดยไม่มีกิเลส

     เพราะฉะนั้น การเจริญพุทธานุสติ ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จึงมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีประมาณ บุญกุศลจึงบังเกิดขึ้นอย่างมหาศาล จะเป็นเหตุให้เราได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ในที่สุด และในขณะที่เวียน ว่าย ตาย เกิด อยู่ในวัฏสงสาร ก็จะไม่พลัดไปตกในอบาย เพราะกระแสแห่งอบายภูมินั้นไม่อาจจะดึงดูดผู้มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัยได้ แต่กระแสบุญจะดึงดูดไปสู่ภพภูมิที่มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เข้าสู่อายตนนิพพาน ดังนั้นพระรัตนตรัยจึงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ที่ควรแก่การระลึกถึง

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 007 พุทธธรรมทีปนี 1
หนังสือเรียน DOU หลักสูตร Pre-Degree

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร