มาร

วันที่ 19 กค. พ.ศ.2560

มาร

พุทธธรรมทีปนี 1 , Dhamma , Pre-Degree , วัดพระธรรมกาย , DOU , ธรรมกาย , ปริญญาตรี , พรีดีกรี , พระพุทธศาสนา , พุทธศาสตร์ , พระไตรปิฎก , พระสัมมาสัมพุทธเจ้า , มาร , เทพบุตรมาร , ขันธมาร , กิเลสมาร  , อภิสังขารมาร , มัจจุมาร , เทวปุตตมาร

       มาร หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวการ หรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มารแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ

     1. ขันธมาร มารคือปัญจขันธ์ เบญจขันธ์ได้ชื่อว่าเป็นมาร เพราะเป็นไปเพื่อทุกข์ เช่น ป่วยเป็นไข้ หรือประสบกับอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา

      2. กิเลสมาร มารคือกิเลส ได้แก่กิเลสต่าง ๆ ที่คอยกำจัดขัดขวางความดีงาม ทำให้สัตว์ประสบกับความพินาศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

       3. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร ได้แก่ ความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ

     4. มัจจุมาร มารคือมรณะ ความตายได้ชื่อว่าเป็นมาร เพราะความตายทำลายชีวิตเป็นการตัดโอกาสการทำคุณประโยชน์ของบุคคล

       5. เทวปุตตมาร มารคือเทวบุตร เทวบุตรผู้มุ่งร้ายที่ได้ชื่อว่ามาร  เพราะมุ่งล้างผลาญคุณงามความดีของผู้อื่น อันเกิดจากความริษยา


เทพบุตรมาร
      มีวาระพระบาลีที่ปรากฏในสังคีติสูตร ว่า

     "บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำ เสื้อผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ที่อาศัย และสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป ให้เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป โดยได้ศึกษามาว่า "พวกทวยเทพผู้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เป็นเทพที่มีอายุยืน มีวรรณะงดงามมาก เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข" ดังนี้แล้ว จึงตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้ว่า "โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นหายแห่งทวยเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดีเถิด" เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตไว้มั่น อบรมจิตอย่างนั้นโดยมิได้อบรมเพื่อคุณวิเศษเบื้องสูง อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี"

   แรงอธิษฐานมีส่วนอย่างสำคัญ ที่จะทำให้ความปรารถนาที่นักศึกษาตั้งเอาไว้สำเร็จได้อย่างเป็นอัศจรรย์ ตามหลักกฎของการกระทำ นักศึกษาต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว กรรมทุกอย่างที่ได้ทำเอาไว้ จะต้องส่งผลสะท้อนมาถึงบุคคลนั้น ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน แต่การทำบุญโดยไม่ได้อธิษฐานกำกับเอาไว้ว่า "ให้มีกายวาจาใจที่บริสุทธิ์ และดำรงอยู่บนเส้นทางมรรคผลนิพพาน ไปตลอดทุกภพทุกชาติ" แม้บุญที่เคยทำเอาไว้จะอำนวยผลให้ได้ไปเสวยสุข ในสุคติสวรรค์ชั้นสูง ๆ ก็ยังสามารถเป็นผู้เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมได้

    ตราบใดที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน หากไม่อธิษฐานกำกับเอาไว้ ก็อาจถูกกระแสของมารซึ่งเป็นธาตุธรรมฝ่ายดำเข้าแทรกได้ เหมือนดังเรื่องของท้าวปรนิมมิตวสวัตดีมาร ผู้เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ชาตินี้ถูกอกุศลเข้าสิงจิต จึงหลงไปเป็นพวกมาร ซึ่งขณะนี้ก็ยังเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ในตำราโดยได้กล่าวถึงบรมโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง ซึ่งขณะนี้ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี บรมโพธิสัตว์พระองค์นี้ บารมียังไม่แก่กล้า จึงยังมีความเห็นที่ไม่สมบูรณ์ ยังมีกิเลสอยู่ บางครั้งก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ

     ท้าววสวัตตีมารนี้ได้สร้างบารมีมาหลายภพหลายชาติ ทั้งที่เป็นอุปบารมีและปรมัตถบารมี ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงกำลังบ่มบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ในเรื่องของทานที่เป็นปรมัตถบารมีซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก คือ ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านผู้นี้ได้เกิดเป็นอำมาตย์ชื่อว่า โพธิ ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้ากิงกิ มหาราช

     พระราชาเป็นผู้มีพระทัยเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา แต่สัมมาทิฏฐิยังไม่บริบูรณ์ดังเช่นวันหนึ่ง พระราชาทรงทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ เสวยวิมุตติสุข 7 วัน ณ ภายใต้ต้นไทรใหญ่ และใกล้จะออกจากนิโรธสมาบัติ จึงทรงดำริว่า ถ้าหากใครได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ จะบังเกิดผลานิสงส์มหาศาล เพราะฉะนั้นเราปรารถนาจะถวายทานแด่พระพุทธองค์เป็นคนแรก คิดดังนั้นจึงทรงมีพระราชกฤษฎีกาประกาศแก่ชาวเมืองว่า "ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าก่อนเรา ถ้าใครลอบไปถวายทานก่อน จะถูกลงโทษ" จากนั้นทรงรับสั่งให้ตั้งกองรักษาการณ์อย่างเข้มงวดที่ใกล้ต้นไทรใหญ่ ซึ่งอยู่ในบริเวณพระวิหาร

     ท่านโพธิอำมาตย์แม้จะได้ยินคำสั่งของพระราชาก็ตาม ท่านยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า รุ่งเช้าจึงถือเครื่องไทยธรรมของตนกับภรรยารวมเป็น 2 ห่อ ตรงไปยังวิหาร พวกรักษาการณ์เห็นเช่นนั้น จึงถามด้วยความเคารพว่า "ข้าแต่ท่านเสนาบดี ท่านจะเข้าไปหาใคร"

      ท่านอำมาตย์ผู้รักบุญยิ่งชีวิตคิดว่า "ถ้าเราจะโกหกว่า พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้อาราธนาพระพุทธเจ้าเข้าไปในวังก็จะได้อยู่ แต่เมื่อเราตั้งใจจะถวายทานแด่พระโลกนาถเจ้า แล้วกล่าวคำมุสาวาท ทานของเราก็จะไม่มีผลใหญ่ ควรที่เราจะบอกความจริง แม้จะตายก็ไม่อาลัยชีวิต" ท่านจึงตอบว่า "เราจะเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้า" พวกทหารจึงจับท่านเสนาบดีไปถวายพระราชาเพื่อให้ทรงพิจารณาโทษ พระราชาทรงพิโรธมาก รับสั่งให้นำตัวไปตัดศีรษะประหารชีวิตทันที

   พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาต่อโพธิเสนาบดี จึงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้ ถิตอยู่แทนพระองค์ในพระวิหารใหญ่ส่วนพระองค์ได้เสด็จปาฏิหาริย์ไปปรากฏตรงสถานที่ประหารท่านเสนาบดี ซึ่งจะเห็นได้ก็เฉพาะเสนาบดีเพียงผู้เดียว แล้วทรงตรัสว่า "ดูก่อนโพธิเสนาบดี ท่านจงมีศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระตถาคตเถิด อย่าได้อาลัยในชีวิตนี้เลยเครื่องไทยธรรมของท่านมีเท่าไร ก็จงทำจิตให้เลื่อมใสในตถาคตเถิด"

     โพธิเสนาบดีฟังดังนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสุดหัวใจ จึงนำห่อภัตตาหารของตนกับภรรยา อัญชลีน้อมเกล้าเข้าถวายแด่พระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง พร้อมตั้งปณิธานว่า "ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ชีวิตของข้าพระบาทได้สละเพื่อพระองค์แล้ว ด้วยเดชะผลทานนี้จงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพระบาท ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระองค์ ในอนาคตกาลด้วยเถิด"

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาในปรมัตถทานของโพธิอำมาตย์ว่า "ท่านปรารถนาสิ่งใด ความปรารถนาของท่านจงพลันสำเร็จเถิด ท่านจงตั้งมั่นในปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นเถิดในอนาคตกาลท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า" เมื่อจบพุทธพยากรณ์ โพธิอำมาตย์ก็ถูกประหารชีวิตแต่ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพุทธคุณอันไม่มีประมาณ ทำให้ท่านได้ไปเสวยสุขอยู่ในสวรรค์เป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่นั้นมา ท่านก็หมั่นสั่งสมบุญบารมีเรื่อยมา แต่เนื่องจากคติของปุถุชนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง บุญก็ทำ กรรมก็สร้าง เพราะแรงอธิษฐานยังไม่ตั้งมั่นเต็มที่ และการสร้างบารมีของท่านยังไม่แก่รอบ ภพชาตินี้ทำให้ท่านกลายมาเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคลไปไปถวายพระราชาเพื่อให้ทรงพิจารณาโทษ พระราชาทรงพิโรธมาก รับสั่งให้นำตัวไปตัดศีรษะประหารชีวิตทันที

   พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาต่อโพธิเสนาบดี จึงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้ ถิตอยู่แทนพระองค์ในพระวิหารใหญ่ส่วนพระองค์ได้เสด็จปาฏิหาริย์ไปปรากฏตรงสถานที่ประหารท่านเสนาบดี ซึ่งจะเห็นได้ก็เฉพาะเสนาบดีเพียงผู้เดียว แล้วทรงตรัสว่า "ดูก่อนโพธิเสนาบดี ท่านจงมีศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระตถาคตเถิด อย่าได้อาลัยในชีวิตนี้เลยเครื่องไทยธรรมของท่านมีเท่าไร ก็จงทำจิตให้เลื่อมใสในตถาคตเถิด"

    โพธิเสนาบดีฟังดังนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสุดหัวใจ จึงนำห่อภัตตาหารของตนกับภรรยา อัญชลีน้อมเกล้าเข้าถวายแด่พระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง พร้อมตั้งปณิธานว่า "ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ชีวิตของข้าพระบาทได้ ละเพื่อพระองค์แล้ว ด้วยเดชะผลทานนี้จงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพระบาท ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระองค์ ในอนาคตกาลด้วยเถิด"

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาในปรมัตถทานของโพธิอำมาตย์ว่า "ท่านปรารถนาสิ่งใด ความปรารถนาของท่านจงพลันสำเร็จเถิด ท่านจงตั้งมั่นในปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นเถิดในอนาคตกาลท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า" เมื่อจบพุทธพยากรณ์ โพธิอำมาตย์ก็ถูกประหารชีวิตแต่ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพุทธคุณอันไม่มีประมาณ ทำให้ท่านได้ไปเสวยสุขอยู่ในสวรรค์เป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่นั้นมา ท่านก็หมั่นสั่ง มบุญบารมีเรื่อยมา แต่เนื่องจากคติของปุถุชนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง บุญก็ทำ กรรมก็สร้าง เพราะแรงอธิษฐานยังไม่ตั้งมั่นเต็มที่ และการสร้างบารมีของท่านยังไม่แก่รอบ ภพชาตินี้ทำให้ท่านกลายมาเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคลไป

     ท่านบังเกิดเป็นเจ้าแห่งหมู่มารในชั้นปรนิมมิตวสวัตดี แต่นับว่าว วัตดีมารยังโชคดีที่ได้ยอดกัลยาณมิตร คือ พระอุปคุต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ปราบทิฏฐิมานะจนสิ้นฤทธิ์ ทำให้ท่านเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา และหวังที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า เรื่องมีอยู่ว่า

    เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้ธรรมแล้ว ท้าววสวัตดีมารถูกอำนาจของพญามาร ซึ่งเป็นธาตุธรรมฝ่ายดำครอบงำ ทำให้มีจิตคิดแข่งดี คอยขัดขวางงานเผยแผ่พระศา นาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมา เฝ้าติดตามรังควาญด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ก็มิได้ล่วงเกินทำบาปหนักถึงขนาดเป็นอนันตริยกรรม

   หลังพุทธปรินิพพาน เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงผ่านไปได้ 200 ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระราชศรัทธาอุตสาหะสร้างพระ ถูปเจดีย์ 84,000 องค์ ทรงปรารถนาจะทำการฉลองอย่างมโหฬาร โดยใช้เวลาฉลองเจดีย์นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วันให้สมกับพระราชศรัทธาซึ่งฝังแน่นอยู่ในพระทัย ฝ่ายพระสงฆ์ผู้รู้มีญาณต่างก็รู้ด้วยญาณทัสสนะว่า งานฉลองพระเจดีย์อันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จะมีพญาว วัตดีมารมาขัดขวางและทำอันตรายต่องานเฉลิมฉลองครั้งนี้แน่นอน

    แม้พระภิกษุบางองค์ในสังฆมณฑลจะทรงอิทธิฤทธิ์ แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพญามารจึงพร้อมใจกันส่งภิกษุสองรูปผู้ได้อภิญญา เหาะไปอาราธนาพระอุปคุตเถระ ให้มาช่วยปกป้องผองภัยในครั้งนี้ ซึ่งในตำราได้มีพุทธพยากรณ์ปรากฏเอาไว้ว่า "สืบไปในภายภาคหน้า จะมีภิกษุรูปหนึ่งนามว่าอุปคุตเถระ จักปราบท้าวว วัตดีมารให้ละพยศอันชั่วร้าย และพ่ายแพ้ แล้วจะให้ท้าวเธอกล่าวปฏิญญาปรารถนาพุทธภูมิ"

   พระมหาเถรเจ้ารูปนี้ ท่านเป็นผู้มีปกติปลีกวิเวก มักน้อยสันโดษ ท่านมักจะเข้าอาโปกสิณ ทำให้ห้วงมหาสมุทรเป็นที่โล่ง ๆ ว่าง ๆ แล้วเนรมิตปราสาทที่สำเร็จด้วยแก้ว 7 ประการ ประดิษฐานในท้องมหาสมุทร นั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ภายในท่ามกลางรัตนปราสาท นาน ๆ จะออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อแสวงภัตตาหารมาขบฉันพอประทังชีวิตหล่อเลี้ยงกายหยาบให้ดำรงอยู่ได้ ท่านจึงเป็นผู้มีร่างกายผ่ายผอม เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นแต่ท่านก็มีร่างกายที่แข็งแรง ผิวพรรณวรรณะ เปล่งปลั่งผ่องใสมาก เพื่อนสหธรรมิกจึงให้ฉายานามว่า พระกีสนาคอุปคุตเถระ

     เมื่อพระภิกษุ 2 รูป ผู้ทรงอภิญญาได้เหาะมานิมนต์ท่านถึงที่อยู่ พร้อมกับประกาศอาญาสงฆ์ลงทัณฑกรรมโดยแจ้งโทษว่า "ท่านอุปคุตมิได้ร่วมลงสามัคคีอุโบสถกับภิกษุสงฆ์เลยมาหาความสบายอยู่แต่ผู้เดียว มิได้เฉลียวใจว่า พระบรมศาสดาทรงตำหนิ เพราะมิได้เคารพในสงฆ์ ควรที่สงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน" พระเถระเป็นผู้ว่าง่ายอยู่แล้ว พร้อมที่จะทำตามกติกาสงฆ์ จึงน้อมรับทัณฑกรรมนั้นด้วยความยินดี ท่านส่งภิกษุ 2 รูปล่วงหน้าไปก่อนส่วนท่านจะตามไปทีหลัง แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์มาก แม้ไปทีหลังแต่ก็ไปถึงก่อน และได้เข้าไปกราบพระมหาเถระในท่ามกลางมหา มาคม

    เมื่อพระอุปคุตมารับทัณฑกรรมจากสงฆ์ คือ "ให้ท่านป้องกันไม่ให้พญามารมาทำอันตรายในกองการกุศลของบรมกษัตริย์ได้" ท่านฟังแล้วก็รับคำมั่นที่จะปกป้องมิให้ใครมาขัดขวางงานฉลองพระเจดีย์ของพระเจ้าอโศก ผู้ที่จะยอยกพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครั้นถึงวันเปิดงาน พระเจ้าอโศกมหราชเสด็จมาที่ลานพระมหาเจดีย์ ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากมา โมสรสันนิบาตกัน เพื่อจะสักการบูชาพระมหาเจดีย์

    ฝ่ายพญาวสวัตดีมารรู้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชจะทำการบูชาใหญ่ จึงตั้งใจจะมาทำลายพิธีงานมหามงคล คิดแล้วก็ลงมาจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี บันดาลด้วยฤทธิ์อำนาจให้เกิดพายุใหญ่ เพื่อดับประทีปบูชา ฝ่ายพระอุปคุตเถระผู้ทรงอานุภาพ ซึ่งเข้าสมาบัติจนชำนาญตั้งท่ารอคอยอยู่แล้ว รู้ด้วยญาณทัสสนะที่ผ่องแผ้วว่า ท้าวสวัตดีมารตั้งใจจะมาทำลายพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จึงอธิษฐานบันดาลให้พายุใหญ่ของพญามารอันตรธานหายไป เมื่อพญามารบันดาลฤทธิ์สิ่งใดให้ปรากฏ พระมหาเถระก็ใช้ฤทธิ์อย่างเดียวกันนั้น ย้อนกลับไปทำลายล้างจนหมด แม้พญามารจะบันดาลห่าฝนทรายกรดที่ร้อนแรงเหมือนเปลวเพลิง ให้ตกลงมาทั่วอาณาบริเวณปะรำพิธี พระมหาเถระก็ใช้ฤทธิ์หอบเอาฝนทรายกรดนั้นออกไปทิ้งนอกจักรวาลจนหมดสิ้น จากนั้นจอมมารก็เนรมิตเป็นโคใหญ่ วิ่งไปด้วยความโกรธหมายจะชนประทีปในพิธีให้แตกเสียหาย พระเถระก็เนรมิตกายเป็นพยัคฆ์ใหญ่ วิ่งไล่ตะปบโคถึกนั้น

     หลังจากผู้มีฤทธิ์ทั้งสองประลองฤทธิ์กันได้สักครู่ โคถึกก็ล้มลงถึงความปราชัย และกลับกลายเป็นนาคราชมี 7 เศียรเข้าคาบกายพยัคฆ์ใหญ่ ฝ่ายพยัคฆ์ใหญ่ พลันกลับกลายเป็นพญาครุฑตัวใหญ่มหึมา คาบศีรษะพญานาคลากไปมาให้ถึงความปราชัย พญามารก็ละจากเพศนาค แปลงร่างเป็นยักษ์ดุร้ายนัยน์ตาถลน ถือกระบองทองแดงใหญ่เท่าลำตาล กวัดแกว่งเข้าประหัตประหารพญาครุฑอย่างดุดัน พระมหาเถระรีบแปลงกายเป็นยักษ์ตัวใหญ่โตขึ้นไปกว่านั้นอีกสองเท่า ใช้กระบองเข้าทุบตีเศียรพญามาร ฝ่ายพญามารสิ้นฤทธิ์หมดหนทางสู้ จึงแสดงตนให้ปรากฏและยอมแพ้ พญายักษ์ใหญ่ก็กลับร่างเป็นพระมหาเถระตามเดิม แล้วเนรมิตซากสุนัขที่มีกลิ่นเหม็นเต็มไปด้วยหมู่หนอน ให้ลอยไปคล้องพันคอพญามารอย่างรวดเร็วและอธิษฐานจิตมั่นว่า "ไม่ว่าผู้ใด ถึงแม้เป็นเทวดา อินทร์ พรหม จงอย่าได้สามารถปลดเปลื้องสุนัขเน่านี้ออกจากคอของมารนี้ได้"

     เมื่อประกาศเป็นคำขาดด้วยอำนาจอธิษฐานบารมีมั่นแล้ว ก็ขับไล่ไส่งพญามารไม่ให้มารบกวนพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ พญาวสวัตดีมารซึ่งมีซากอสุภสุนัขเน่าพันธนาการที่คอจะปลดเปลื้องอย่างไรก็ไม่ได้ เกิดความละอายต่อเหล่าทวยเทพยิ่งนัก จึงได้เหาะไปหาท้าวมหาราชทั้ง 4 เพื่อให้ช่วยแก้บ่วงสุนัขเน่านี้ ท้าวมหาราชทั้ง 4 อัญชลีด้วยคารวะกล่าวว่า "พวกข้าพเจ้าไม่สามารถช่วยได้หรอก" พญามารจึงเหาะไปหาพระอินทร์ ท้าวสุยามาเทวราช ท้าวสันตดุสิตเทวราช ท้าวนิมมิตเทวราช และท้าวปรนิมมิตเทวราช แต่แม้จะเหาะขึ้นไปถึงพรหมโลกไปหาท้าว หัมบดีพรหม ท่านผู้มีฤทธิ์เหล่านั้นก็ได้แต่กล่าวว่า "พระมหาเถระรูปนี้เป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา มีศักดานุภาพมาก พวกเราไม่สามารถแก้พันธนาการนี้ให้ท่านได้หรอกท่านจงกลับลงไปหาภิกษุรูปนั้นเถิด"

     พญามารได้ ดับเช่นนั้น รู้สึกท้อแท้สิ้นฤทธิ์ จึงคิดกลับมาหาพระเถรเจ้า และวิงวอนให้ช่วยปลดเปลื้องอสุภพันธนาการ แต่พระมหาเถระได้บังคับให้ไปที่ภูผาบรรพต ท่านใช้ประคตเอวของท่านพันคอพญามารแล้วรวบมัดกับภูเขา พลางกำชับว่า "ท่านจงอยู่ที่นี่จนกว่างานฉลองพระ ถูปเจดีย์จะเสร็จสิ้น" ครั้นแล้วท่านก็ปล่อยให้พญามารอยู่ตามลำพังเพียงผู้เดียวเป็นเวลานานถึง 7 ปี

    เมื่อพญามารถูกผูกมัดติดกับภูผาบรรพต ใจก็รันทดเศร้า ร้อยที่ต้องจากทิพยวิมานของตนมาทนทุกข์ทรมานแสนสาหั เมื่อเริ่มคลายความพยศโหดร้าย จึงเริ่มหวนนึกถึงพระพุทธคุณ ด้วยการกล่าวรำพันออกมาว่า "เมื่อพระพุทธองค์ทรง ถิตเหนือรัตนบัลลังก์ภายใต้มหาโพธิบัลลังก์ ข้าพระบาทเกิดความริษยาขว้างจักราวุธอันคมกล้าสามารถตัดวชิรบรรพตให้ขาดลงได้ แต่ทรงอาศัยพระพุทธานุภาพ จักรนั้นก็กลายเป็นพวงดอกไม้บูชา อาวุธทั้งหลายที่บริวารของข้าพระบาทขว้างไป ก็กลับกลายเป็นพวงบุปผาชาติตกลงมายังพื้นพสุธาข้าพระบาทผู้ชื่อว่ามาราธิราช ก็ถึงแก่ความพ่ายแพ้ ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ในกาลบัดนี้เถิด แต่ปางก่อน ข้าพระองค์ได้หลงผิดไปทำอันตรายพระชินสีห์ แต่พระพุทธองค์ไม่เคยทำโทษข้าพระองค์แม้เพียงน้อยนิด มาบัดนี้สาวกของพระองค์ช่างไม่มีความกรุณาเอาเสียเลย ทรมานให้ข้าพระองค์เสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัสถึงปานนี้"

    พญามารวสวัตดียิ่งคิดก็ยิ่งโศกเศร้า คิดพลางกระทืบบรรพตภูผาเสียงดัง นั่นพลางรำพันขึ้นว่า "หากข้าพเจ้า มีกุศลสมภารได้สั่งสมบุญเอาไว้ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณาต่อสัตว์ อันไม่มีประมาณด้วยเถิด" เมื่อพญามารเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิเช่นนั้น พระมหาเถระซึ่งกำลังแอบฟังคำรำพึงรำพันของพญามารอยู่ ก็ปรากฏกายขึ้นทันที แล้วกล่าวว่า "ท่านจงอดโทษแก่อาตมาด้วยเถิด ประโยชน์ของท่าน คือการปรารถนาพุทธภูมิ อาตมาก็ได้ให้บังเกิดขึ้นแล้ว" พญามารถามด้วยความน้อยใจว่า "พระคุณเจ้าเป็นพุทธสาวก แต่ทำไมจึงไม่มีใจกรุณาปรานี มาทำโทษข้าพเจ้าแสนสาหั ถึงปานนี้" พระเถระตอบว่า "เรากับท่านเป็นคู่ปรับกัน เพราะเราปรารถนาดีต่อท่าน เราจึงมิได้แสดงมหากรุณาต่อท่านเหมือนดังพระพุทธองค์ เราจำเป็นต้องทำโทษท่านครั้งนี้ เพื่อให้ท่านมีจิตยินดีปรารถนาพุทธภูมิ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านจงหมั่นอบรมบ่มบารมีให้แก่รอบเพื่อมุ่งโพธิญาณเถิด"

      ตั้งแต่นั้นมา ท้าววสวัตดีมารก็มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ในอนาคตกาล ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระพุทธธรรมสามี เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวในกัปนั้น มีไม้รังเป็นโพธิ ถานรองรับการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นพระองค์จะได้สั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุอมตธรรม

     นี่เป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาท่านได้พลั้งพลาดไปเข้าหมู่มารที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า วิถีชีวิตเราพลิกผันกันได้ จากดีกลายเป็นร้ายได้ และจากร้ายกลายเป็นดีได้ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกทำอย่างไหน ดังนั้นพวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นฝ่ายพระ เป็นผู้มีเชื้อของความดีของธาตุธรรมฝ่ายขาวที่เป็นสุกกธรรม ก็ให้หมั่นสำรวมระวังจิตเอาไว้ให้ดี อย่าได้ประมาทไปหลงทางมาร ให้ใจเป็นพระ ให้คิด พูด ทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนเอาไว้ และหมั่นรักษาใจให้ใสๆ ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ แล้วเราจะดำรงอยู่บนเส้นทางพระนิพพานตลอดไป


มาร 5 ฝูง
      งานหลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการสั่งสมบุญบารมี ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ที่คอยบังคับบัญชาให้เราต้องคิดผิด พูดผิด และทำผิด หลงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกล ตราบใดที่เรายังเอาชนะกิเลสในตัวไม่ได้ ก็ยังชื่อว่าตกอยู่ในความประมาท ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของหมู่มารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร การที่เราฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำ ม่ำเสมอ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะทำตนให้หลุดพ้นจากมารร้ายต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คืออายตนนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

       พระกาติยานเถระได้กล่าวธรรมภาษิตไว้ในขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ว่า

      "ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลมได้ เหมือนเถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไปฉันใด ท่านก็จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น แล้วกำจัดมาร ผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ฉันนั้นเถิดเมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย จะเป็นผู้มีความเย็น รอคอยเวลานิพพานในอัตภาพนี้ทีเดียว"

     มาร คือผู้ขวางความดี ขัดขวางหนทางของการสร้างบารมี คอยล้างผลาญทำลายความดีของมนุษย์ แล้วชักนำให้คนกระทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล พอกพูนอาสวกิเลสให้หนาแน่นยิ่งขึ้นขณะเดียวกันก็ขวางกั้นไว้ไม่ให้ทำความดีได้เต็มที่ ทำให้มนุษย์ยากที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏ ในศาสนาต่าง ๆ มีการเรียกชื่อและให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องมารเอาไว้มากมายในทางพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ว่า มารคือผู้ขัดขวางความดีนี้ มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน ก็คือ

     ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณ ได้ชื่อว่าเป็นมารร้ายทีเดียว เพราะบางครั้งก็ทำความลำบากให้กับเรา เช่น เมื่อตัวร้อนเป็นไข้ ปวดหลัง ปวดท้อง ปวดฟัน และโรคต่าง ๆสารพัด แทนที่เราจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่นี้ไปกับการสั่งสมความดีให้เต็มที่ ก็ต้องเสียเวลาไปกับการเยียวยารักษาบริหารขันธ์

     กิเลสมาร มารคือกิเลสที่ฝังติดแน่นอยู่ในใจของเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วนอสาสวกิเลสเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นมาร เพราะเมื่อใจตกอยู่ในอำนาจของกิเล คือความโลภ ความโกรธ และความหลงนี้แล้วสิ่งใดที่ไม่เคยคิดก็เผลอคิด เรื่องอะไรที่ไม่ดีซึ่งเราไม่เคยพูด ไม่เคยทำ ก็หลงไปทำ กิเลสทำให้เกิดกรรม เมื่อเกิดกรรมก็มีวิบากมารองรับ ชีวิตจึงต้องเวียนวนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น กิเลสเหล่านี้ผูกยึดสัตว์เอาไว้ในภพสาม ทำให้ไม่สามารถไปสู่อายตนนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของเราได้

      อภิสังขารมาร อภิสังขาร คือ กรรมฝ่ายวิบากอกุศล เป็นอปุญญาภิสังขารที่ปรุงแต่งผลบาปอันเผ็ดร้อน ซึ่งเราอาจจะเคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้ในอดีต แล้วตามมาส่งผลในภพชาติปัจจุบัน คอยเป็นมารขัดขวางเราไม่ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตบ้าง ได้รับความไม่สบายกาย ไม่สบายใจบ้าง

     มัจจุมาร มารคือความตาย การมีชีวิตที่ยืนยาวและได้สร้างบารมีนั้น นับว่าเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐทีเดียว แต่ถ้าเกิดมาไม่กี่ปีก็ถูกพญามัจจุราชพรากเอาชีวิตไป ต้องละจากโลกนี้ไปเสียแล้ว ทำให้ต้องสูญเสียโอกาสที่จะทำความดีอย่างอื่นอีกมากมาย ฉะนั้น การที่ความตายมาคร่าชีวิตเราไปก่อนที่จะสร้างบารมีได้เต็มเปี่ยม ยังไม่ทันทำกิเลสอาสวะให้เบาบางเลย ก็ต้องตายเสียก่อนแล้ว ตรงนี้แหละท่านเรียกว่าเป็นมารมาขัดขวางเรา

     เทวปุตตมาร หรือเทพบุตรมารท่านหมายเอาตั้งแต่บุคคลที่อยู่ใกล้ตัว ที่คอยขัดขวางไม่ให้เราทำความดี บางครั้งอาจเป็นสามี ภรรยาของเราเอง หรือเพื่อนฝูงเรา ที่มาขัดขวางการให้ทาน ไม่อยากให้รักษาศีล หรือขณะนั่งสมาธิก็มารบกวนทำเสียงดัง ทำให้ไม่มีสมาธิในการนั่งสมาธิต่อไป หรือบางครั้งเราอาจจะเป็นเทพบุตรมารต่อคนอื่นก็มี คือเราเผลอไปรบกวนหรือขัดขวางคนกำลังปฏิบัติเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

      มารทั้ง 5 ประการนี้ ปรากฏให้เห็นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เราอาจไม่ทันสังเกต หรือมีความชาชินกับอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงต้องนำมาชี้ นำมาแสดงให้ได้ทราบว่า ที่เรียกว่ามาร มิใช่มีเฉพาะกิเลสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีทั้งขันธมารอภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร โดยเฉพาะมารที่เคยมารบกวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บ่อย ๆ นั้น มาให้เห็นเป็นตัวเป็นตนกันเลยทีเดียว

   เหมือนครั้งสมัยก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ธรรม พวกหมู่มารก็ยกพลกันมามืดฟ้ามัวดิน จะมาแย่งรัตนบัลลังก์ของท่าน มาข่มขู่ขัดขวางการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ แม้แต่เหล่าเทวดา พรหม อรูปพรหม ต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึงต้องหนีไปอยู่กันที่สุดขอบจักรวาลโน่นส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงระลึกถึงกำลังบุญบารมีทั้ง 30 ทัศ ที่ท่านได้สั่งสมมาดีแล้วให้มาช่วยปราบมาร ทำให้หมู่เสนามารต้องล่าถอยกลับไป

       พอหลังจากพระองค์ตรัสรู้แล้ว คราวนี้พญามารตัวจริงมาเองเลย มาถึงแล้วก็กราบทูลให้นิพพานกันเลยทีเดียว เพราะเขาไม่อยากให้พระองค์ทรงพระชนมายุอยู่นาน กลัวว่าจะสอนสรรพสัตว์ให้หมดกิเลสตามพระองค์ไปหมด จากที่เคยข่มขู่ให้หวาดกลัวก่อนตรัสรู้ธรรม ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยการอ้อนวอนว่า "ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เนื่องจากพระองค์ได้สมปรารถนาแล้ว"

     นี่ขนาดยังไม่ทันจะได้สั่งสอนเวไนยสัตว์เลย จะบังคับให้พระองค์นิพพานเสียแล้วพระบรมศาสดาได้ตรัสตอบไปว่า "ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา จักเป็นผู้ฉลาดได้รับคำแนะนำ เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเรียนธรรมะแล้ว จักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้เข้าใจง่าย ยังไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา อุบาสกอุบาสิกาผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่ฉลาด ไม่เป็นพหูสูตและทรงธรรมเพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้นดูก่อนมารผู้มีบาป พรหมจรรย์นี้ของเราจักยังไม่บริบูรณ์กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่เทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น

     จะเห็นได้ว่า พระบรมศาสดาของเราทรงมีพระมหากรุณาอันกว้างใหญ่ไม่มีประมาณทรงหวังความสุขอย่างแท้จริงแก่ รรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ไม่เข้านิพพานไปเสวยเอกันตบรมสุขตามลำพัง แต่พญามารก็ไม่ยอม คอยตามขัดขวางการเผยแผ่พระสัจธรรมของพระพุทธองค์ทุกรูปแบบ

      ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาแผ่ขยายออกไปตั้งมั่นดีแล้ว พญามารก็ตามมาขอร้องให้ปรินิพพานอีก ได้กล่าวคำเดิม ๆ อีกนั่นแหละว่า "ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพราะพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้เป็นสาวกจักยังไม่ฉลาด พรหมจรรย์ของเราจักไม่บริบูรณ์กว้างขวางแพร่หลายเพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น แต่บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริบูรณ์แล้ว กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมากแล้ว ขอให้ปรินิพพานได้แล้ว"

     เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว พระพุทธองค์จึงต้องรับปากว่า "รออีกหน่อยเถอะ ล่วงจากนี้ไปสามเดือน ตถาคตจักปรินิพพาน ขอท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย อย่าได้มารบกวนเราอีกต่อไปเลย "จะเห็นได้ว่า พญามารเขามีฤทธิ์มากทีเดียว ขนาดพระบรมศาสดายังถูกพญามารคอยตามขัดขวางอยู่ตลอดเวลา

      เพราะฉะนั้น ทุก ๆ ท่านอย่าได้ประมาทกัน ตราบใดที่กิเลสอาสวะภายในของเรายังไม่หมด ก็ต้องถูกมารทั้ง 5 ฝูงตามรังควานเหมือนกัน มารนี่เขามีอานุภาพมาก ผู้ที่จะถูกเขาบังคับบัญชาได้ง่าย คือผู้ที่ไม่ค่อยฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ปล่อยใจให้เลื่อนลอย ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ส่งใจไปในเรื่องนอกตัว มัวไปยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่าง ๆ ทำให้ประมาทในการรักษาใจให้หยุดนิ่ง ให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่มีอยู่ที่ ๆ หนึ่งที่มนุษย์จะไม่ถูกพญามารเข้าไปบังคับบัญชาได้เลย คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่ตรงนี้เป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุด เราจะปลอดภัยจากมารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมารมัจจุมาร หรือเทวปุตตมารก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทในวัยและชีวิต ให้ใช้เวลาที่ผ่านไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการน้อมนำใจให้มาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายให้ได้เป็นประจำทุก ๆ วันอย่าง ม่ำเสมอ ทำให้ได้ตลอดเวลา เมื่อนั้นจะได้พบที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด คือ พระรัตนตรัย ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะแก้วคุ้มกันภัยชั้นเลิศ พระรัตนตรัยนี้ท่านสิง ถิตอยู่ภายในตัวของทุก ๆ คน


มารผู้ขัดขวางคนดี
     การฝึกฝนใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร เป็นกรณียกิจที่สำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าไม่รู้จักหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่งก็จะต้องถูกกิเลสครอบงำอยู่ร่ำไป มารได้ช่องในการทำความชั่วให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง มัวไปยึดติดอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ แล้วละเลยการแสวงหาแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต ชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่ในห้วงแห่งทะเลทุกข์ โอกาสที่จะได้สัมผัสรสแห่งธรรมซึ่งเป็นวิมุตติร จึงลดน้อยถอยลงไปทุกที เพราะฉะนั้นการให้โอกาสอันสำคัญกับตัวเอง ในการทำสมาธิเจริญภาวนา เพื่อกลั่นกาย วาจา ใจของเราให้บริสุทธิ์ จึงเป็นทางลัดที่สุดที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของพญามาร

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอายตนสูตร ว่า

"รูปา สทฺทา คนฺธา รสา   ผสฺสา ธมฺมา จ เกวลา
เอตํ โลกามิส  โฆรํ         เอตฺถ โลโก วิมุจฺฉิโต

      รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น นี้เป็นโลกามิ อันแรงกล้า โลกหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์เหล่านี้ส่วนสาวกของพระพุทธเจ้า มีสติก้าวล่วงโลกามิ นั้น และก้าวล่วงบ่วงมารแล้ว รุ่งเรืองอยู่ดุจพระอาทิตย์ ฉะนั้น"

     ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องก้าวล้วงพ้นจากบ่วงมาร ไม่ไปติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ฯ ท่านกล่าวไว้ว่า "เบญจกามคุณคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ที่มากระทบใจต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือของทิพย์ก็ตาม เป็นบ่วงล่อของพญามารทั้งนั้น" ถ้าเรามัวไปยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเข้าทางของเขาแล้ว ที่มนุษย์เรายังมีกิเลสอาสวะอยู่ก็เพราะถูกเขาบังคับบัญชาเอาไว้ เอาโลกามิสซึ่งเป็นเหยื่อล่อมาทำให้มนุษย์หมกมุ่นหลงใหล เอากิเลสเข้ามาใส่ ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเองเขาบังคับให้เกิด ให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย ทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา เมื่อมนุษย์ยังไปไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป การจะหลุดจากตรงนี้ไปได้ ใจต้องหยุด แล้วก็หยุดในหยุดกันเข้าไปเรื่อย ๆ ทำได้อย่างนี้มารกลัวนัก แม้จะมาขัดขวางการสร้างบารมีของเราแต่ถ้าใจเราหยุดนิ่งเสียแล้วสิ่งต่าง ๆ ภายนอกก็ไม่มีผลต่อจิตใจของเรา

     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านของพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก แต่ว่าวันนั้นพราหมณ์ถูกมารเข้าสิงใจไม่ให้ตักบาตรพระองค์ และไม่มีชาวบ้านคนไหนเลยตักบาตรพระพุทธองค์ เมื่อไม่ได้อาหารพระองค์จึงถือบาตรเปล่าเสด็จกลับวัด

    ในระหว่างทาง มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวกับพระพุทธองค์ว่า "สมณะ ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "แน่ะมารผู้ใจบาป ท่านได้กระทำให้เราไม่ได้บิณฑบาตมิใช่หรือ" มารจึงกราบทูลว่า "ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาตครั้งที่ สองอีกเถิด พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักกระทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รับบิณฑบาต"

      พระบรมศาสดาตรัสว่า "ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านมาขัดขวางตถาคต ได้ประสบสิ่งที่มิใช่บุญแล้ว ท่านเข้าใจว่า บาปย่อมไม่ให้ผลแก่ตัวเองฉะนั้นหรือ ดูกรมาร แม้เราตถาคตไม่ได้รับบาตร แต่ตถาคตเป็นผู้ไม่มีความกังวล ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข ตถาคตจักเป็นผู้มีปีติเป็นภักษา ดุจอาภัสสราพรหม"

     มารเมื่อไม่สามารถขัดขวางพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ก็รู้สึกเสียใจ จึงได้อันตรธานหายไปต่อหน้าพระพักตร์ แต่ถึงกระนั้น มารผู้ใจบาปก็ไม่ยอมแพ้ คอยหาโอกาสมารบกวนพระพุทธองค์อยู่เรื่อยไป เมื่อคิดว่าหากรบกวนพระศาสดาไม่ได้ ก็รบกวนสาวกของพระองค์แทนก็แล้วกัน มีอยู่คืนหนึ่ง มารผู้ใจบาปเข้าไปหาหมู่ภิกษุสงฆ์ แล้วได้ร้องเสียงดังน่ากลัวทำฟ้าแลบฟ้าร้องเหมือนภูเขาจะถล่ม แผ่นดินจะทรุดพังทลายลงมา

      ภิกษุรูปหนึ่งตกอกตกใจเพราะไม่เคยได้ยินเสียงดังอย่างนี้มาก่อน จึงถามเพื่อนสหธรรมิกว่า "แผ่นดินนี้เห็นท่าจะถล่มทลายลงมาแล้ว เพราะเสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นไม่ยอมหยุดเสียที" พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบอกว่า "ดูก่อนภิกษุ แผ่นดินนี้ไม่ถล่มลงมาหรอก แต่เสียงดังลั่นประหนึ่งแผ่นดินจะทรุดนี้ เป็นฝีมือของมารผู้ใจบาปทำ เพื่อหวังจะให้พวกเธอตกใจกลัวไม่ให้มีสมาธิในการบำเพ็ญสมณธรรม"

      ต่อมา มารผู้ใจบาปได้เนรมิตร่างเป็นพราหมณ์แก่ ห่มหนังเสือ หายใจเสียงดังครืดคราด ๆ เดินถือไม้เท้าเข้าไปหาหมู่ภิกษุสงฆ์ ผู้กำลังปรารภความเพียร เมื่อไปถึงก็ได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า "ท่านบรรพชิตทั้งหลาย พวกท่านแต่ละรูปล้วนเป็นคนหนุ่มกระชุ่มกระชวย มีผมดำ ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ยังอยู่ในปฐมวัยไม่ควรเบื่อหน่ายในกามารมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด อย่ายินดีในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาหนีจากสุขอันสมบูรณ์ไปแสวงหาสุขอันไม่จีรังยั่งยืนเลย"

     พวกภิกษุก็ตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราใช่ว่าจะไม่ได้ความสุขที่ถาวรแล้ววิ่งไปหาความสุขชั่วคราว แต่พวกเราละทิ้งความสุขชั่วคราวเพื่อมุ่งไปสู่ความสุขอันเป็นอมตะ ซึ่งสามารถเห็นได้ในปัจจุบันต่างหากเล่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะว่ากามทั้งหลายเป็นของชั่วคราวมีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามทั้งหลายมีมากมาย ธรรมนี้มีผลที่จะเห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่จำกัดด้วยกาล เป็นของควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาไว้ในตน เป็นของอันวิญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน" มารเมื่อเห็นว่าพวกภิกษุไม่ยอมเชื่อฟังตัวเอง จึงได้อันตรธานหายไป

     จะเห็นได้ว่า มารซึ่งเป็นผู้ขัดขวางความดีนั้น มีตัวมีตนอยู่จริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นามธรรมอย่างที่คนธรรมดาสามัญคิดกันเท่านั้น ว่าคืออาสวกิเลสที่เป็นความโลภ ความโกรธความหลง จับต้องไม่ได้ แต่ธรรมฝ่ายดำหรืออกุศลธรรม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับธรรมฝ่ายขาวนั้นที่จริงมีตัวมีตน การที่จะรู้ได้ต้องเข้าถึงวิชชาธรรมกาย จะเห็นเขาและการกระทำของเขาที่คอยขัดขวางการกระทำความดีของมนุษย์ ไม่ให้มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เขาจะส่งกิเลสอาสวะเข้ามาในจิตใจ โดยเฉพาะผู้ที่เอาใจออกห่างจากศูนย์กลางกาย ก็จะเปิดช่องให้กิเล มารเข้ามาแทรกได้ง่าย แล้วมารก็จ้องหาโอกาสตลอดเวลา เขาทำงานกันไม่ได้หยุดเลย อย่างในสมัยพุทธกาล เมื่อเห็นว่ารบกวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ ก็ไปรบกวนพระภิกษุแทน เมื่อทำไม่สำเร็จก็เข้าไปขัดขวางทางฝ่ายภิกษุณีบ้าง

     มีอยู่วันหนึ่ง ภิกษุณีชื่อจาลา นุ่งห่ม บงจีวร แล้วถือบาตรเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เมื่อได้รับอาหารมาฉันแล้ว ท่านก็เข้าไปป่าอันธวันเพื่อนั่งสมาธิใต้โคนไม้ ในขณะนั้นมารผู้มีใจบาปก็คิดว่าจะทำให้จาลาภิกษุณีบังเกิดความกลัวขนพอง สยองเกล้า จะได้เลิกทำ ทำสมาธิ จึงเข้าไปหาจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก แล้วได้กล่าวว่า "ดูก่อนภิกษุณี ท่านไม่ชอบใจอะไรหนอ"

      จาลาภิกษุณีก็ตอบว่า "ท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย" มารถามต่อว่า "ทำไมถึงไม่ชอบความเกิด ผู้เกิดมาแล้วย่อมบริโภคกาม ใครหนอให้ท่านยึดถืออย่างนี้ อย่าเลยภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิดเถิด จะได้แสวงหาความสุขเรื่อยไป"

    จาลาภิกษุณีก็กล่าวว่า "ผู้เกิดมาก็ต้องตาย ผู้ที่เกิดมาย่อมพบเห็นทุกข์ คือ การจองจำการฆ่า การพลัดพรากจากบุคคลผู้เป็นที่รัก หรืออยู่กับผู้ไม่เป็นที่รัก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ชอบความเกิด" มารผู้ใจบาปก็กล่าวว่า "ท่านจงตั้งจิตไว้ในพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเถิด ท่านจักได้เสวยความสุขความยินดียิ่ง ๆ ขึ้นไป" ภิกษุณีตอบว่า "พวกเทวดาเหล่านั้น ก็ยังผูกพันอยู่ด้วยเครื่องผูกคือกาม จำต้องกลับมาสู่อำนาจของมารอีก โลกทั้งหมดเร่าร้อน โลกทั้งหมดคุกรุ่นด้วยควัน โลกทั้งหมดลุกโพลงด้วยไฟ โลกทั้งหมดสั่นสะเทือน แต่ใจของเรายินดีแน่วแน่ในพระนิพพาน" เมื่อมารได้ฟังคำพูดของภิกษุณีอย่างนั้น ก็เสียใจ เพราะรู้ว่าภิกษุณีรูปนี้ รู้จักเราเสียแล้ว จึงได้อันตรธานหายไป

     เราจะเห็นว่า มารคอยแต่จะชักชวนคนที่ทำดีให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี และมักจะรบกวนผู้ที่มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร เพราะสุกธรรมซึ่งเป็นธรรมฝ่ายขาวนั้น เป้าหมายสูงสุดก็คือ ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข เพราะฉะนั้นฝ่ายอกุศลธรรมซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดำ เขาจะคอยขัดขวางการสร้างบารมีตลอดเวลา ไม่ให้ไปถึงจุดหมายคือที่สุดของตัวเอง และต่างก็มุ่งไปให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง รบกันอยู่อย่างนี้แหละ ยังไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฉะนั้นนักศึกษาเองก็อย่าได้ประมาทกัน ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ชีวิตเราก็ยังไม่เป็นอิสระและก็ยังไม่ปลอดภัย ยังต้องถูกเขาบังคับบัญชาอยู่เรื่อยไป ดังนั้น ให้หมั่นฝึกฝนใจของเราให้หยุดนิ่ง เอาใจกลับมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ซึ่งเป็นทางไปสู่อายตนนิพพานแล้วเราจะสมปรารถนา ได้เข้าถึงพระธรรมกายกันทุกคน

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 007 พุทธธรรมทีปนี 1
หนังสือเรียน DOU หลักสูตร Pre-Degree

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร