อจินไตย สิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตความนึกคิดของมนุษย์

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2560

 อจินไตย สิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตความนึกคิดของมนุษย์,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

     อจินไตย สิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตความนึกคิดของมนุษย์

 

     หลวงพ่อฟังเรื่องอานุภาพของพระรัตนตรัยทุกคืน คืนละ ๗ เรื่อง ฟังต่อเนื่องกันมาประมาณ ๒ ปีกว่าๆ ตอนแรกๆ ก็ฟัง ๑๒ เรื่อง ตอนหลังก็ให้เขาลดลงมาเหลือ ๗ เรื่อง เปีนเรื่องที่ทำให้เรามีกำลังใจในการสร้างบารมี เห็นว่าอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนี่มีคุณไม่มีประมาณจริงๆ เมื่อคืนนี้มีเรื่องที่แปลกดีเหมือนก้น เขาเล่าให้ฟังว่า

    ยามที่เพิ่งมาอยู่ใหม่เฝ้ามหาธรรมกายเจดีย์ อยู่ตรงด้านหลังสภาธรรมกายสากลทางเข้าด้านทิศใต้ของมหาธรรมกายเจดีย์ เขาเล่าให้อุบาสิกาฟัง ตอนที่อุบาสิกาเอาดอกบัวไปกราบไหว้พระมหาธรรมกายเจดีย์ เขาจะแบ่งปันดอกไม้ให้ก้บคนที่ไปบริเวณนั้นรวมทั้งยามด้วย ยามคนนี้ก็เข้ามาหาแลัวบอกว่า "พี่ๆอย่าเพิ่งไป เดี๋ยวผมจะเล่าอะไรให้ฟัง" แล้วก็ร้องไห้ ร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ

     ยามคนนี้เพิ่งมาเป็นยามใหม่ อยู่ยามตอนดึกๆ สักตี ๑ ตี ๒ เขาก็เห็น หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตาอยู่องค์หนึ่ง เขาบอกไม่รู้จะเรียกอย่างไร เดินออกมาจากมหาธรรมกายเจดีย์ เขาก็ท้กไป "เอ้า นี่ตี ๑ ตี ๒ แล้ว หลวงพ่อยังไม่นอนอีกหรือ ทำไมมาเดินอะไรแถวนี้" ท่านก็ได้พูดคุยก้น ก็ไม่รู้จักว่าหลวงพ่อองค์ไหน เจอก้นอยู่หลายคืน ในเวลาใกล้ๆ ก้น แต่สิ่งที่เขาจำได้อยู่ว่า หลวงพ่อองค์นี้ท่านมีไฝ อยู่ทางด้านขวาและตรงใกล้ๆ มุมปากด้านซ้าย

 ที่ร้องไห้ก็เพราะว่า ต่อมาได้เห็นว่าเป็นองค์เดียวก้บที่นั่งอยู่ข้างบน(รูปเหมือนที่ประดิษฐานในสภาธรรมกายสากล) รู้ว่าเป็นหลวงพ่อวัดปากนํ้า พูดไปก็ร้องไห้ไป เพราะว่าพอท่านคุยเสร็จแล้ว ท่านก็เดินเข้าไปในเจดีย์ หายไปไหนก็ไม่รู้ ภายหลังพอรู้ว่าเป็นท่านแล้ว ตอนหลังท่านก็ไม่ออกมาเจออีกแล้ว ตอนไม่รู้ก็ยังออกมาคุยกันได้ แต่ตอนนี้ก็ยังเห็นท่าน แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้เดินมาลอยอยู่ตรงบริเวณเจดีย์ เหนือเจดีย์ เป็นรูปครึ่งองค์ของท่าน เหมือนหน้ารูปครึ่งองค์ที่สระทะเลบุญที่อยู่หน้าวัดเราเห็นลอยอยู่ เขาบอกเขาเห็นอยู่ แล้วก็มีความสุขมา-กๆทีเดียว

     นอกจากนั้น หลังงานฉลองเจดีย์ที่จุดไพ่ด้นก้ป ที่จำ ลองมาจากมหาจุฬามณีชั้นดาวดึงส์เอาไว้เป็นที่จุดประทีปบูชาพระรัตนตรัย เขาบอกว่า ตอนกลางคืนดึกๆ มีแสงพุ่งลงมาจากท้องฟ้าบางคืนสีเขียว บางคืนสีฟ้าบางคืนสีต่างๆ เข้าไปในดอกบัวที่จุดไฟต้นกัป พุ่งออกไปแล้วก็ไปสว่างในนั้น บอก...เฮ้อ! แปลกดีจัง ว้ดนี้มีอะไรแปลกๆ พูดไปร้องไห้ไปด้วยความปลื้มปีติยินดี

     หลวงพ่อฟังเรื่องทำนองอย่างนี้เกี่ยวกับอานุภาพของบุญบ้าง อานุภาพของพระรัตนตรัยบ้าง จนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟังทุกครั้งก็ปีติทุกครั้ง เพราะหลวงพ่อมีความเชื่อมั่นในเรื่องอานุภาพแห่งบุญแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีประมาณสามารถเกิดขึ้นได้ เหนือความคาดคิดหรือเหนือความนึกคิดของมนุษย์ ความนึกคิดของมนุษย์ที่มีขอบเขตจำกัด ไม่อาจที่จะคิดได้ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว

     เพราะฉะนั้น เรื่องอจินไตยนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่ก็เป็นความจริง เหลือเชื่อแต่น่าทึ่งก็เขียนบันทึกเอาไว้ให้รุ่นหลังๆ อ่านเอา อีกพันปีข้างหน้าใครไปอ่านเจอะเจอก็ว่ากันไป ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ว่าจะบันทึกเอาไว้ เป็นสิ่งที่เห็นด้วยตา จับต้องด้วยมือ แล้วก็เรานึกไม่ถึง เกิดขึ้นซํ้าแล้วซํ้าเล่าบ่อยๆ ชื่งทำให้มั่นใจในเรื่องราวที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นความจริงทีเดียว แล้วก็ทำให้มีความเชื่อมั่นในบุญ ในความดีที่เราจะได้สร้างกันจากสิ่งที่ได้พบเจอ และจะเจอมากกว่าเรื่องที่เขาเล่าให้หลวงพ่อฟัง

      เมึ๋อเร็วๆนี้มีโยมอยู่คนหนึ่ง เขามาเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า มีรายการทีวีรายการหนึ่งเขาพยายามชี้นำให้เห็นว่า พระพุทธเจัาประสูติออกมาแล้วเดินไม่ได้ เขาพยายามชี้นำเพื่อทำลายล้างตถาคตโพธิสัทธาการตรัสรู้ธรรมพระพุทธเจ้าก็ดี หรือเกี่ยวกับเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจัา ไม่เชื่อว่าจะเป็นบุคคลที่มีอะไรเหนือธรรมชาติ โดยได้ถามสูตินารีแพทย์ท่านหนึ่งว่า คุณเชื่อหรือว่าคนเกิดมาเดินได้ ซึ่งก็แน่ล่ะก็ได้คำตอบว่า ไม่เชื่อ เพราะว่าเห็นอย่างนั้นตั้งแต่ทำคลอดมา ไม่เคยเห็นใครเดินได้เลย ถามว่าแพทย์ท่านที่ตอบนั้นท่านพูดความจริงไหม ท่านพูดเรื่องจริงเพราะท่านเห็นแค่นั้น

    แต่ถามว่า ท่านเชื่อไหม ถ้าท่านบอกว่าเชื่อ ก็กลายเป็นคนงมงาย ดีไม่ดีก็เล่นงานท่านทางทีวี พอไปถามพระ ถ้าพระตอบว่าเชื่อ ก็ว่างมงายอีก เพราะฉะนั้นแพทย์ท่านนั้นท่านก็เลยตอบว่า ท่านไม่เชื่อเพราะเห็นอย่างนั้น แต่หลวงพ่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ท่านเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ เราก็ต้องดูย้อนหลังกันไป ตั้งแต่ท่านสร้างบารมีกันมา คนธรรมดาทำอย่างท่านได้หรือเปล่า

    ตั้งแต่เรือล่มสำเภาแตก แบกมารดาอยู่บนน่า ออกแรงว่ายนํ้าไป เจอตั้งคลื่น ตั้งลม สัตว์ร้ายใต้นํ้า เรี่ยวแรงของต้วก็จะหมดไป แต่ใจท่านไม่ได้หวั่นไหวเลย ตั้งความปรารถนาว่าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ทีนี้เราก็มาเทียบดู ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาไปอยู่ในสภาพเดียวก้บท่าน จะคิดได้อย่างท่านหรือตั้งมโนปณิธานอย่างท่านได้หรือเปล่า

     เราก็ต้องดูกันตรงนี้ว่าสิ่งนี๋ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ธรรมดาเลยสำหรับพระองค์ท่าน ตั้งแต่เริ่มเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ตั้งมโนปณิธาน หสังจากนั้นท่านสร้างบารมีก้นมาตลอดเลย ทำประเภทที่มนุษย์ทั้งหลายทำไม่ได้ จะเกิดมากี่ชาติท่านก็เป็นผู้ให้ตลอด ไม่ว่าจะเกิดไปเป็นอะไร ชาติที่เราจะเห็นการเปรียบเทียบได้ช้ดเจนคือ ตอนที่ท่านสามารถสละราชสมบ้ติได้น้บครั้งไม่ถ้วน ทรัพย์สมบัติที่คนเขาหวงแหนกัน ที่เขาเสียดายกัน หรีอที่เขาพยายามต่อสู้ก้น แก่งแย่งชิงดีเพื่อจะไปสู่ฐานะนั้น ที่จะมีสมบัติปกครองประเทศได้ เบียดเบียนกันแก่งแย่งกันไป

     แต่แปลกของท่าน อยู่ในฐานะนั้นแล้ว ก็สละออกเป็นผู้ให้นับภพนับชาติไม่ถ้วน อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น มีเรื่องที่ท่านสร้างความดีมาแบบไม่ใช่ธรรมดา นับครั้งก้นไม่ถ้วน ยังไม่รวมถึงเรื่องตัดศีรษะบูชาธรรม ควักลูกนัยน์ดา สละเลือด สละเนี้อ สละบุตรภรรยา

   เมื่อท่านไม่ใช่บุคคลธรรมดา สิงที่เกิดขึ้นก้บท่านในช่วงที่บารมีเต็มเปียมแล้ว จะตร้สรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่จะประสูติออกมาแล้วเดินได้ หลวงพ่อว่าไม่น่าแปลก เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามาเทียบก้บการที่ได้ค้นพบวิธีการที่จะดับทุกข์มนุษย์ ดับทุกข์ตัวเองได้แล้ว สามารถแนะนำชาวโลกตั้งหลายให้สามารถดับทุกข์ได้เช่นเดียวก้บพระองค์ หรือธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ยิ่งกว่าการประสูติออกมาแล้วเดินได้เสียอีก

      หลวงพ่อก็มีความเชื่อว่า ของเล็กๆ น้อยๆ สำหรับท่านในตอนประสูตินั้นทำได้ ขนาดท่านเปิดภพภูมินรก มนุษย์ เทวดา เห็นซึ่งกันและกันได้ ถ้าใครเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวงโคจรของมนุษย์ว่า ถ้าหาก ๒๔ ชั่วโมง ของมนุษย์ซึ่งเป็นรอบสั้น ถ้าเมื่อไหร่มันมาตรงกับรอบ ๒๔ ชั่วโมง ของเทวดา ถ้าตรงกันได้ เขาเรียกเวลาเปิด ถึงตอนนั้นก็จะมองเห็นได้ซึ่งกันและกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอัศจรรย์อะไร ถ้าเวลามาตรงกันได้ก็เห็นกันได้ มีสิ่งที่เป็นอจินไตย ที่เหนือความนึกคิดอันมีขอบเขตจำกัดของมนุษย์นี่อีกมากมายทีเดียว ที่ปรากฏไว้ในพระไตรปิฎก

 

 

 

 

จากหนังสือ แม่บท เดินทางข้ามวัฏสงสาร

วันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๓