กัณฑ์ที่ ๓๑ รัตนสูตร สังฆรัตนะ

วันที่ 19 มค. พ.ศ.2561

กัณฑ์ที่  ๓๑
รัตนสูตร  สังฆรัตนะ

มรดกธรรม , พระมงคลเทพมุนี , ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี , สด จนฺทสโร , หลวงปู่วัดปากน้ำ , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สด มีแก้วน้อย , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , วัดปากน้ำ , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , สมาธิ , กัณฑ์ , ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด , คำสอนหลวงปู่ , หลวงพ่อสดเทศน์ , เทศนาหลวงพ่อสด , พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี , พระผู้ปราบมาร , ต้นธาตุต้นธรรม , พระเป็น , อานุภาพหลวงพ่อสด , เทปบันทึกเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำ , พระของขวัญ , ทานศีลภาวนา ,  รัตนสูตร , กัณฑ์ที่ ๓๑ รัตนสูตร สังฆรัตนะ , สังฆรัตนะ

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  ฯ  (๓  ครั้ง)

กิญฺจาปิ  โส

กมฺมํ  กโรติ  ปารกํ

กาเยน  วาจายุท

เจตสา  วา

อภพฺโพ  โส

ตสฺส  ปฎิจฺฉทาย

อภพฺพตา  ทิฎฐปทสฺส

วุตฺตา

อิทมฺปิ  สงฺเฑ

รตนํ  ปณีตํ

เอเตน  สจฺเจน

สุวตฺถิ  โหตูติ  ฯ

                 ณ  บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงในรัตนคาถา  แก้ด้วยสังฆรัตนะตามวาระพระบาลีที่มีในบท  รัตนสูตรที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประทานเชิดชูพระอริยสงฆ์  ให้เป็นเนติแบบแผนเป็นตำรับตำราสืบมาครั้งพระศาสดามีพระชนม์อยู่  เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว  พระธรรมสังฆาจารย์เถรเจ้าทั้งหลายร้อยกรองขึ้นสู่สังคายนา  ตลอดมาจนกระทั่งเราท่านทั้งหลายจะได้สดับ  ณ  บัดนี้

                  ตามวาระพระบาลีที่ในเบื้องต้นว่า
                         กิญฺจาปิ  โส                   กมฺมํ  กโรติ  ปาปกํ
                         กาเยน  วาจายุท             เจตสา  วา
                         อภพฺโพ  โส    ตสฺส         ปฏิจฺฉทาย
                         อภพฺพตา  ทิฎฐปทสฺส     วุตฺตา

              นี้แปลเนื้อความของบาลีเป็นสยามภาษาได้ความเท่านี้  นี่เป็นรัตนะอันประณีต  ถ้าจะเรียงความเป็นสยามแท้  ๆ  ไม่ให้เกี่ยวด้วยพระบาลีเลยก็ได้ว่า

              “พระโสดาบันบุคคลยังทำกรรมเป็นบาปอยู่  ไม่ควรปกปิดบาปกรรมอันนั้น  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งแล้วอย่างนี้  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมี”

               นี้เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาไม่เกี่ยวด้วยพระบาลีเลย  ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบาในเรื่องพระโสดาบันบุคคลต่อไป

               พระโสดาบันบุคคลนั้น  เราก็ไม่รู้จักว่ารูปพรรณสัณฐานนั้นเป็นอย่างไร?  เนื้อตัวเป็นอย่างไร?  เป็นอย่างไรดอก  เป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ  แบบเดียวกับพวกเรา  เป็นหญิง  เป็นชาย  เป็นภิกษุ  สามเณร  อรหัตเราก็ไม่รู้  ไม่รู้จักทั้งนั้น  อย่าว่าแต่เราในยุคนี้  ครั้งนี้เลยที่ไม่รู้ตัวพระโสดา  สกทาคา  อนาคา  อรหัตน่ะ  ครั้งพุทธากาลแท้เทียวต่อหน้าพระพุทธเจ้า  มีสามเณรเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งอายุได้  ๗  ขวบ  เป็นพระอรหันต์สูงสุดในพระพุทธศาสนา  ภิกษุหนุ่มก็มีพรรษาหลายพรรษาแล้ว  เห็นเณรก็รักใคร่  เนื้อท่านเกลี้ยงเกลา  สะอาดสะอ้านเป็นลูกมะปรางเทียว  ใจท่านสมบูรณ์บริบูรณ์เป็นพระอรหันต์ไปทีเดียว  ตัสกิเลสเป็นสมุจเฉทปานแล้ว  เข้าไปถามพ่อเณรไม่คิดถึงโยมบ้างหรือ  ยังเด็กเล็กอยู่  รักใคร่อยากจะพูดก็สามเณร  พ่อเณรไม่หิวข้าวหรือเย็น  ๆ  น่ะ  เณรก็บอกไปตามหน้าที่ของเณร  หนักเข้า  เข้าไปใกล้เอามือลูบศีรษะเณรเข้าแล้ว  ลูบมือลูบเท้าลูบหัวสามเณรเข้าแล้ว  พอไปลูบหัวเข้าเท่านั้นแหละ  พระพุทธเจ้าเหลือพระเนตรมาเห็นเข้าแล้วว่า  โอ้ภิกษุนั่นไม่รู้จักอะไร?  ไปจับอสรพิษเข้าที่เขี้ยวทีเดียว  ลูบช้างสับมันเข้าที่งาทีเดียว  ไม่รู้จักตายเมื่อไหร่ล่ะ  รับสั่งหาพระอานนท์ทีเดียว  ให้ประชุมหมู่ภิกษุสามเณรพร้อมกัน  พระองค์ทรงรับสั่งว่า  เราจะต้องการน้ำที่สระในอโนดาตนั่นมาชำระพระบาทสักหน่อยหนึ่ง  ใครจะไปเอาให้เราได้จงไปเถอะ  ไปตามปรารถนา  ทรงรับสั่งแล้วท่านก็ดุษณีภาพนิ่งอยู่  พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลายท่านรู้  ปัญหาข้อนี้ไม่ได้ผูกเพื่อท่าน  ผูกเพื่อสามเณรองค์นั้น  ส่วนภิกษุปุถุชนก็ไม่รู้จะไปเอาได้อย่างไรน้ำในสระอโนดาต  เหมือนยังกับพวกเราในบัดนี้  ไม่มีฤทธาศักดานุภาพ  ไม่มีมรรคผลอันใด  ที่จะเหาะเหินเดินอากาศไปเอาน้ำสระอโนดาตได้  ก็ไม่อาจจะไปได้เพราะไปไม่ได้จริง  ๆ  เป็นปุถุชนท่านก็จนใจพอสมควรแล้วสามเณรก็ลุกขึ้นทีเดียว  ไปเอาหม้อต้มกลักใหญ่ไม่ใช่น้อย  เอาเชือกผูกหม้อต้มกลักเข้าที่ปากหม้อ  เอาเหน็บเข้าที่ข้างหลัง  เหมือนคนขึ้นตาลดังนั้น  พอเหน็บเข้าข้างหลังได้  สามเณรก็ไปในอากาศเหมือนยังกับหงส์บินไปในอากาศ  หม้อต้มกลักใบใหญ่นั่นก็ติดห้อยที่ก้นนั่น  ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น  ไปเอาน้ำสระอโนดาตมาถวายพระบรมศาสดาเสียแล้ว  ภิกษุที่จับศีรษะสามเณรอรหันต์นั้นตกอกตกใจเทียว  โอ้ตายจริงเราไปลูบเอาศีรษะพระอรหันต์เข้าแล้ว  นี่ไม่รู้จักจริง  ๆ  อย่างนี้นาไม่แกล้งหรอก  ท่านไปจับเช่นนั้นไม่ได้แกล้งหรอก  รักใคร่อยากจะลูบจะคลำท่าน  แต่ไปลูบเอาศีรษะพระอรหันต์เข้ามารู้ตัวไม่

              บัดนี้เราก็ไม่รู้ หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณรในธรรมวินัยนี้ มีธรรมแค่ไหนเราก็ไม่รู้ว่าพระโสดาบันบุคคลมีธรรมแค่ไหนเราก็ไม่รู้  สกทาคาบุคคลมีธรรมแค่ไหน  อนาคามีบุคคลมีธรรมแค่ไหน  อรหัตบุคคลธรรมแค่ไหนเราไม่รู้

                วันนี้จะแสดงทางนิพพานให้ท่านทั้งหลายทราบ   ทางนิพพานมีอยู่   ทางนิพพานที่พระโสดาท่านเห็นแล้วมีอยู่  ทางมรรคผลมีอยู่  แต่ว่าเราไม่รู้ว่าทางมรรคผลเป็นอย่างไร?  ทางนิพพานเป็นอย่างไร  วันตั้งใจจะแสดง  จึงได้เท้าเรื่องของพระโสดาขึ้นเป็นตัวอย่างเป็นตำรับตำรา

                 พระโสดาบันบุคคลน่ะยังทำชั่วอยู่จริง  ๆ  หรือ  กิญฺจาปิ  โส  กมฺมํ  กโรติ  ปาปกํ  แปลตามคัพท์ชัดว่า  โส  โสตาปนฺโน  อันว่าพระโสดาบันนั้น  กโรติ  ยังกระทำอยู่  กมฺมํ  ซึ่งการงานหรือซึ่งกิจการ  ปาปกํ  วันลามก  กระทำกรรมลามกอยู่จริง  ๆ  หรือพระโสดาบันน่ะ  กาเยน  ด้วยกาย  วาจาย  วา  หรือว่าด้วยวาจา  จตสา  วา  หรือว่า  ด้วยใจ  ยังความชั่วด้วยกาย  ด้วยวาจา  หรือว่าด้วยใจ  เหมือนมนุษย์ปกติธรรมดาอย่างนี้หรือ?  ก็เหมือนอย่างนี้แหละ  ตัวอย่างจะซักมาให้ปรากฏว่าท่านทำความชั่วอย่างไร

               ลูกสายเศรษฐีเขาเอาไว้บนปราสาท  ๗  ชั้น  สงวนไว้เป็นอันดี  เธอก็เป็นสาวเต็มเนื้อเต็มตัวแล้ว อายุ  ๒๐  กว่าแล้ว  มีสายใช้รักษาอยู่คนหนึ่ง  ต้องการอะไรก็ใช้สายใช้นั่น  ตัวอยู่บนประสาท  ๗  ชั้นนั่น  วันหนึ่งนายเนสารทพรานป่าฆ่าเนื้อได้เป็นอันมากแล้วก็บรรทุกเกวียนมาในเมือง  เมื่อเข้ามาในเมือง  ธิดาเศรษฐีอยู่บนปราสาท  ๗  ชั้นได้เห็นนายเนสารทพรานป่านั้นเข็นเนื้อมาจากป่า  ร่างกายกากำยำล่ำสันใหญ่โตดี  แข็งแรงดีก็นึกรักใคร่นายเนสารท  อยากจะได้เป็นสามี  ก็ไม่รู้จกทำอย่างไร  แกมาหลายครั้งหลายหน  หนักเข้าธิดาเศรษฐีนั้นทนไม่ได้  อยากจะได้จริง  ๆ รักใคร่จริง  ๆ  ปลอมแปลงลงมาจากปราสาท  ๗  ชั้น  เวลานายเนสารทกลับไปยังป่าที่อยู่ของตน  ตามไปตามเกวียนนายเนสารทไปนั่นแหละ  เมื่อไปถึงกลางป่าท่าไม้เช่นนั้นละก็  ฝ่ายนายเนสารทก็สงสารเพราะเห็นเป็นหญิง  ให้ขึ้นไปบนเกวียนด้วย  ก็ไปอยู่กับนายเนสารทเป็นสามีภรรยากัน  ลูก  ๗  คน  แต่ว่าเวลาทำกิจการหน้าที่ของสามีเขา  สามีเขาก็ทำตามหน้าที่  ฝ่ายภรรยาก็ทำตามหน้าที่  นายเนสารทก็ไปล่าเนื้อ  เวลาเข้าก็ต้องมีธนูหน้าไม้บ่วงแหลนหลาวต่าง  ๆ  เครื่องประหารสัตว์ป่า  ฝ่ายภรรยาเมื่อนายเนสารทได้สัตว์ป่าได้เนื้อมา  ฝ่ายภรรยาก็แล่เนื้อทำไป  จะเป็นเนื้อเค็มเนื้อแห้งก็ทำไปตามหน้าที่  จะปิ้ง  จะย่าง จะแกงอะไรก็ทำตามหน้าที่  ทำตามหน้าที่ของภรรยา  เวลาเช้านายเนสารทก็ไปป่า  เวลาค่ำเวลาเย็นฝ่ายภรรยาก็จัดบ่วงแหลนหลาวเครื่องประหารสัตว์ป่าเหล่านั้น  ที่นายเนสารทใช้อย่างไรก็เอาไว้ไวที่หน้าประตูเสมอให้สามี  นี่จะมีคำถามสอดเข้ามาว่า  เมียนายเนสารทเป็นพระโสดาบันไม่ทำบาป  ไม่รู้หรือว่านายเนสาทน่ะไปทำบาป  ไปล่าสัตว์ไปทำลายชีวิตสัตว์  รู้ทำไมจะไม่รู้  รู้เสียเกินรู้อีก  เมื่อรู้เกินรู้เช่นนั้นแล้ว  ทำไมจึงทำเช่นนั้นเล่า  ก็ต้องมีค่าแก้ว่าเพราะเมียของนายเนสารทลงได้เป็นผัวเป็นเมียต้องปฏิบัติตามหน้าที่  ผัวทำอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามคำของผัว  ขัดขืนผัวไม่ได้  ถ้าขัดขืนผัวมันก็ไม่เป็นผัวไม่เป็นเมียกัน ขัดขืนไม่ได้  ขัดขืนก็ไม่ใช่เมีย  ทุกอย่างไม่ทำให้อนาทรร้อนใจเลย  ไม่กระทบกระเทือน  ปฏิบัติตามหน้าที่ของภรรยานั่นแหละเรื่องนี้ในอรรถกถาธรรมบทแก้ไว้มีอยู่  ท่านแก้ว่า  ธิดาเศรษฐีเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น ทำด้วยสามีปฏิบัติไม่มีเจตนาจะให้ฆ่าสัตว์เลยนั้น  ทำด้วยสามีปฏิบัติท่านั้น  เรื่องนี้ก็ปรากฏมีอยู่ในมนุษย์โลกเรานี้

            บางทีสามียังฆ่าสัตว์อยู่  ภรรยาเป็นคนรักษาศีล  ถ้าว่าสามีนั้นได้ปลาได้เนื้อมาอย่างหนึ่งอย่างใด  ภรรยาก็ทำตามหน้าที่  ถ้าว่าเป็น  ๆ  ปลาเป็นเข้า  เอาไปปล่อยในน้ำเสีย  ไม่ทุบไม่ฆ่า  ที่ตายแล้วทำไปตามหน้าที่  แต่ที่เป็น  ๆ  เอาไปปล่อยน้ำเสีย  ทำอย่างนี้อยู่ร่ำไป  ผู้เทศน์นี้เด็ก  ๆ  ก็เคยได้ยินเรื่องถึงตีถึงด่ากัน  ภายหลังสามีรู้  อ้อ  นี่มันไม่ฆ่าสัตว์  มันไม่ทำบาป  ก็สงสารเมียรักเมีย  ทีหลังทำมันเสียให้เสร็จเชียวอ้ายที่เป็นไม่ให้มีละ  ให้ตายมาเสร็จเชียว  เขาก็ทำแต่ที่ตายแล้วนั้น  นี่ศีลเขาก็ไม่เป็นอันตราย  เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์ เขาไม่ได้ใช้ให้คนอื่นไปฆ่าสัตว์

               แต่ว่าเมียนายเนสาทนั่นชอบกลอยู่นะ  สมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่?  เอาศัสตราอาวุธมาพิงไว้ให้แต่เช้าเชียวที่ประตูน่ะ  รู้ไม่ใช่หรือว่าผัวจะเอาศัตราอาวุธนี้ไปฆ่าสัตว์  รู้ทำไมจะไม่รู้  รู้เกินรู้อีก  จะไม่เป็นสมรู้ร่วมคิดด้วยกันหรอกหรือ  นี่หากว่ากฎหมายก็เห็นจะต้องเอากึ่งหนึ่ง  ถ้าว่าฝ่ายสามี  นายเนสารทจะได้บาปสักขนาดหนึ่งขนาดใด  ก็ต้องเนของภรรยาเสียครึ่งหนึ่ง  งั้นซีมันจึงจะถูกกฎหมายเพราะว่าสมรู้ด้วยกันนี่  ได้ด้วยกันเสียด้วยกัน  จะมีปรับอย่างนั้นหรือ  นี่ท่านไม่ปรับอย่างนั้น

                ฝ่ายธรรมวินัยท่านปรับเจตนาเพราะว่า  เจตนาฆ่าสัตว์ของพระโสดาบันไม่มี  เพราะเป็นพระโสดาเสียแล้วไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์  หมดจากเจตนาฆ่าสัตว์ตั้งต้นแต่ปาณาติบาต  ผิดศีล  ๕  ไม่มีแก่พระโสดา  มันอยู่ในศีลทีเดียว  มั่นคงทีเดียว  เจตนานอกจากศีลไม่มี  เหตุนี้ที่จะปรับกันจริง  ๆ  ต้องแล้วแต่เจตนา  พระองค์ทรงรับสั่งว่า  เจตนาทชหํ  ภิกฺขเว  ศีลํ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเจตนานั่นแหละเป็นศีล  ศีล  ๕  ก็แล้วด้วยเจตนาเจตนาเป็นตัวสำคัญ  เจตนาเป็นศีล  เพราะพระโสดาบันท่านมีเจตนาเป็นศีลเช่นนั้น  จะปรับพระโสดาบันบุคคลว่าเป็นผู้สมคบกับสามีให้ฆ่าสัตว์นั้นหาสมควรไม่  จึงได้วางเป็นตำรับตำราเนติแบบแผนไว้

               ก็ที่พระโสดาบันยังทำความเป็นบาปด้วยกาย  ด้วยวาจา  ด้วยใจ  ทำอย่างไร  จึงจะเรียกว่าทำบาป  ท่านเพลี่ยงพล้ำไป  ไม่ได้มีเจตนา  แต่เพลี่ยงพล้ำไป  เมื่อเพลี่ยงเพล้ำลงไปอย่างหนึ่งอย่างใด  ถึงกับเป็นอันตรายต่อศีลบ้าง  หรือเกือบจะเป็นบ้าง  ท่านก็แก้ไขเสีย  ท่านไม่นิ่งเฉยอยู่  ชั่วร้ายด้วยกาย  ด้วยวาจาอย่างใดอย่างหนึ่งของท่าน  ท่านก็แสดงต่อเพื่อนพรหมจารีเหมือนภิกษุสามเณรแสดงอาบัติ  เมื่อต้องอาบัติแล้วก็แสดงอาบัติต่อเพื่อนพรหมจารีว่าไม่ทำต่อไป  สัญญากันเสียเช่นนั้น  พระโสดาบันท่านก็สัญญาเช่นนั้นแน่นอนทีเดียวไม่ยักเยื้องแปรผัน  เหมือนพวกเราในบัดนี้รู้ว่าศีลไม่บริสุทธิ์  ก็รับสมาทานทีเดียว  แก้ไขอีกเสียนี่ ปุถุชน แต่ว่าคล้ายพระโสดาบันบุคคลเหมือนกันไม่เป็นคนใจกล้าหน้าด้าน  คอยระแวดระวังอยู่อย่างนี้  เพลี่ยงพล้ำแล้วก็แสดงเสีย  แก้ไขตัวเสียให้สะอาด  เมื่อแก้ไขตัวสะอาดเสียเช่นนี้  ก็คล้ายพระโสดาบันบุคคล  พุทธศาสนานิยมอย่างนี้  เหตุนั้นที่พระโสดาบันบุคคลท่านไม่ปกปิดบาปกรรมอันนั้น  เพราะท่านเห็นทางไปนิพพาน ทางพระนิพพานท่านเห็นเสียแล้ว  ท่านจึงไม่ปกปิดบาปกรรมอันนั้นไว้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งไว้อย่างนี้

              ทางไปนิพพานน่ะทางอยู่ที่ไหน?  ทางอย่างไร?  ควรจะรู้จักทางไปนิพพานที่พระโสดาบันบุคคลท่านเห็นน่ะ  ทางไปนิพพานน่ะจะไปต้องรู้จักพระโสดาบันบุคคลเสียก่อน  ที่เป็นพระโสดาบันบุคคลน่ะรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร  เนื้อตัวอยู่ทีไหน?  พระโสดาบันบุคคลน่ะท่านเป็นธรรมกายนะ  ไม่ใช่กายมนุษย์  เป็นชั้น  ๆ  เข้าไปดังเคยแสดงแล้วอยู่บ่อย  ๆ  ว่า  กายมนุษย์นี้มีกายหนึ่ง  เราจะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดต้องเข้าให้ถูกทางมรรคผล  ถ้าไม่ถูกทางมรรคผลเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดไม่ได้  ทางมรรคผลน่ะเริ่มต้นจะทำอย่างไร?

                  เริ่มต้นต้องทำใจให้หยุดศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  หยุดตรงนั้นแหละ

                 เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์  ต้องเอาใจไปหยุดตรงนั้นจึงจะเกิดได้  เมื่อเราจะตายจากมนุษย์โลกนี้  หยุดตรงไหนเกิดได้  ต้องไปหยุดตรงนั้นหยุดตรงนั้น  ตรงนั้นเป็นที่เกิดที่ดับ  ตรงนั้นแหละ  กลางนั้นแหละเมื่อเรานอนหลับใจต้องไปหยุดตรงนั้น  ถ้าไม่หยุดที่ตรงนั้นหลับไม่ได้  ตรงนั้นเป็นที่หลับ  หลับตรงไหนที่ตื่นตรงนั้น  ตรงนั้นแหละเป็นที่หลับ  ที่ตื่น  เป็นที่เกิด  ที่ดับ  เป็นที่หลับที่ตื่นแห่งเดียว  มีจุดเดียวเท่านั้นแหละ  ต้องเอาใจไปหยุดตรงนั้น  หยุดตรงอื่นไม่ได้พอใจหยุดเข้าละก็  พอใจหยุดเข้าศูนย์กลางนั้นแล้ว  พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่นแหละ  กลางของกลาง  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนนอกในไม่ไป  กลางของกลาง  กลางของกลาง  กลางของกลาง  อยู่นั่น  พอถูกส่วนเข้า  พอไปถึงกำเนิดกลางเข้าเท่านั้น  เห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐานเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  นี่จะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดนะทางนี้แหละ  ๆ  กลางหยุดนี่แหละทางมรรคผลละ  กลางทีเดียวเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐานเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  

                กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน      ก็เป็นจุดอยู่อีกเหมือนกัน  หยุดเป็นทางอยู่  ใจก็หยุดตรงจุดนั้นเป็นที่ดูดใจอยู่  จุดนั้นกลางนั้น  พอใจหยุดก็เข้ากลางใจของใจที่หยุดนั่นแหละ  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ที่หยุดของใจนั่นแหละไม่ไดเดินทางอื่น  เดินทางใจอย่างเดียว  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ในใจหนักเข้า  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  อยู่กลางของดวงใจนั่นแหละ  ไม่ใช่อยู่ที่อื่น

                 ก็หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก    มีรอยหยุด  มีที่หยุดอีก  หยุดนิ่งอยู่กลางนั่น  พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีกนั่นแหละ  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงสมาธิ

                 ใจก็หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ    ในกลางที่หยุดอีกพอหยุดก็เข้ากลางของหยุดนั่น  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงปัญญา

                ใจก็หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ    พอหยุดถูกส่วนเข้าก็เข้ากลางของหยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติ

                     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีกนั่นแหละ    พอถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

                  ใจก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก   พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าเข้าถึง  กายมนุษย์ละเอียด  เห็นกายมนุษย์ ละเอียด  รู้จักเชียวว่า  อ้ายนี่เองเวลานอนฝันละก็ออกไป  เวลาไม่ฝันไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน  เดี๋ยวนี้เจ้าอยู่นี่เองป๋อหลออยู่นี่เอง  อยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี่เอง  อย่างนี้อยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี่ทั้งนั้นทุกาย  เข้าไปเถอะเข้าไปเป็นขั้น  ๆ  ไป  นี่เข้ามาถึงกายมนุษย์ละเอียดแก้ว  แค่นี่เป็นพระโสดาแล้วยัง  ยังไกลยัง  ยังไกลนัก  พระโสดาเป็นกายที่  ๑๑ – ๑๒  โน่นแน่ะ  นี่กายเดียวเท่านั้นแหละ  ทางก็ต้องไปอย่างนี้เท่านั้นแหละ  ไปทางอื่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดทีเดียว  ต้องไปทางกลางอย่างนี้แหละ  กลางแบบนี้แหละ  พอถูกส่วนใจก็หยุดนิ่ง


ใจของกายมนุษย์ละเอียด

      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด  พอถูกส่วนเข้าก็กลางของกลางหนักขึ้นไปอีก  พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐานหยุดอันเดียวหนา

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  พอใจหยุดก็เข้ากลางของหยุด  ของใจหยุดอีกนั่นแหละ  กลางของกลาง  กลางของกลางหนักเข้า  เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่กลางดวงศีล    กลางของกลางหนักขึ้นไป  กลางของกลางที่ใจหยุดอีกนั่นแหละ  กลางของกลาง

     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก    กลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก     กลางของกลางที่ใจหยุดอีกนั่นแหนะ  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงวิมุตติ  กลางของดวงวิมุตติอีก

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีก    พอหยุดก็เข้ากลางของกลางที่ใจหยุดอีก  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    พอถูกส่วนเข้ากลางของกลางหนักเข้าไปอีก  พอถูกส่วนเข้าเห็น  กายทิพย์  ทำอย่างนี้แหละ  นี่เข้าไป  ๒  กายแล้วเห็นไหมล่ะ  ๓  กายแล้ว  มาจากกายมนุษย์  จนถึงกายมนุษย์ละเอียด  เข้าถึงกายทิพย์แล้ว


ใจกายทิพย์

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์  พอถูกส่วนเข้า  กลางของกลางหนักขึ้นไปอีก  ที่ใจหยุดนั่น  กลางของใจที่หยุดนั่น  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้า  เห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  พอหยุดเข้าก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ      ถูกส่วนเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง  กายทิพย์ละเอียด


ใจกายทิพย์ละเอียด

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดแบบเดียวกัน  พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน    พอถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    พอถูกส่วนเข้าเข้าถึง  กายรูปพรหม


ใจกายรูปพรหม

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน    ถูกส่วนเข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึง  กายรูปพรหมละเอียด


ใจกายรูปพรหมละเอียด

     ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียดพอถูกส่วนเข้าก็เข้ากลางของใจที่ใจหยุดนั่น  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน    ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเข้าถึง  กายอรูปพรหม


ใจกายอรูปพรหม

      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม  ถูกส่วนเข้าใจก็หยุด  เข้าที่ใจหยุดนั่นเข้ากลางของกลาง ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐานเข้ากลางของกลางที่ใจหยุดอีกเข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง  กายอรูปพรหมละเอียด


ใจกายอรูปพรหมละเอียด

      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด  พอถูกส่วนเข้า  ก็เข้าถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง  กายธรรม  รูปเหมือนพระปฏิมากร  เกตุดอกบัวตูม   ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  นี่แหละธรรมกายโคตรภูละ  นี่แหละต่อไปจะเป็นพระโสดา  ไปอีกชั้นที่  ๒


ใจของพระธรรมกาย

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย  ตรงนี่น่ะแปลกละ  ดวงธรรมวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย  หน้าตักกว้างแต่ไหนวัดผ่าเส้น  ศูนย์กลางกลมรอบตัว  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายน่ะเท่ากัน  ในธรรมกายก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย  หยุดนิ่งเฉยพอถูกส่วนเข้าใจก็หยุด  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  ใหญ่ออกไป  ดวงธรรมเท่าไหนก็ใหญ่เท่านั้น

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา    พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง  กายธรรมละเอียด  หน้าตัก  ๕ วา  สูง  ๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไปนี่เป็นพระโสดาแล้วหรือยัง  ไม่ใช่นี่เป็นธรรมกายโคตรภู

    ธรรมกายนั่นเรียกว่า  พุทธรัตนะ  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายกลมเท่าหน้าตักธรรมกายนั้นเรียกว่า  ธรรมรัตนะ  ธรรมกายละเอียดอยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะนั้นเรียกว่า  สังฆรัตนะ  นี้ตัวจริงอยู่ตรงนี้นะ  นี้เป็นพระโสดาแล้วหรือยัง?  ยัง  นี่แหละตอนนี้แหละจะเป็นพระโสดา  จะรู้จักพระโสดาเดี๋ยวนี้แหละ


ธรรมกายละเอียด

     เอาใจธรรมกายละเอียดหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด  ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  วัดผ่าเส้นศูนย์กลางกลมรอบตัวแบบเดียวกัน

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน    เข้ากลางของใจที่หยุด  กลางของกลาง  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่กลางดวงศีล    พอใจหยุด  ก็เข้ากลางของฃใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ

     ใจหยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ    พอถูกส่วนเข้าก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก    เข้ากลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีก    เข้ากลางของใจที่หยุดอีก  กลางของกลาง  กลางของกลาง  ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสนนะ

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก    พอถูกส่วนเข้า  กลางของกลาง  กลางของกลาง  กลางของกลาง  หนักเข้าเห็น  กายพระโสดา  หน้าตัก  ๕ วา  สูง  ๕ วา  เกตุดอกบัวตูมใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  แต่ว่ากวาจะเข้าถึงพระโสดาน่ะ  ในระหว่างที่เดินผ่านมานั่นแหละ  ท่านเห็น  ทุกขสัจสมุทัยสัจ  มรรคสัจ  นฺโรธสัจ  ตามหน้าที่ของท่าน  เห็นจริง  ๆ  จัง  ๆ  เห็นแท้  ๆ  เห็นปรากฏทีเดียว  ท่านก็ได้บรรลุพระโสดา  หน้าตัก  ๕ วา  สูง  ๕ วา  เกตุดอกบัวตูมนี่องค์พระโสดา  นี่ตัวพุทธรัตนะเหมือนกัน  แต่ว่าเป็นพระโสดาเสียแล้ว  นี่แหละเป็นพระโสดาบันบุคคลแค่นี้นี่รู้จักไหมล่ะโสดา  รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูมใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  หน้าตัก  ๕ วา  สูง  ๕ วา  เกตุดอกบัวตูมใส  นี่ธรรมกายหยาบของพระโสดา  ธรรมกายละเอียดของพระโสดายังมีอีก


ใจของพระโสดา

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดา      วัดผ่านเส้นศูนย์กลาง  ๕ วากลมรอบตัว  พอถูกส่วนเข้าก็เข้ากลางของใจที่หยุด  พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน    พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  พอถพอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล

     หยุดอยู่กลางดวงศีล    พอใจหยุดเข้ากลางของใจที่หยุดหนักขึ้นไป  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิอีก    พอใจหยุดเข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  กลางของกลางหนักเข้า  พอถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงปัญญา

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาอีก    พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  กลางของกลาง  กลางของกลางหนักเข้าพอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติอีก    พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  กลางของกลาง  กลางของกลางหนักเข้า  พอถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    พอถูกส่วนเข้า  ก็เห็น  ธรรมกายพระโสดาละเอียดหน้าตัก  ๑๐ วา  สูง  ๑๐ วา  เกตุดอกบัวตูม  ใสหนักขึ้นไป

               นั่นธรรมกายพระโสดาเป็นพุทธรัตนะ  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง  ๕ วา  กลมรอบตัวนั่นดวงธรรมรัตนะ  ธรรมกายพระโสดาละเอียดหนักตัด  ๑๐ วา  อยู่ในดวงธรรมรัตนะนั่น  แหละ  สังฆรัตนะ  พุทธรัตนะ  นั่นแหละท่านเป็นผู้ตรัสรู้  ตรัสรู้สัจธรรมทั้ง  ๔  เข้าเป็นพระพุทธเจ้า  ขึ้นทีเดียว  เป็นนมิตกนามเกิดขึ้นเรียกว่า  พุทโธ  ธรรมรัตนะ  นั่นแหละท่านทรงรักษา  ให้เข้าถึงพระโสดาได้เช่นนี้เพราะธรรมรัตนะนั่นแหละนั่นเท่านคงไว้ให้ขึ้นสูงเช่นนี้  ไม่ให้ตกไปในฝ่ายชั่ว  นั่นแหละเรียกว่าธรรมรัตนะ  ธรรมเขาแปลว่า  ทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว   ให้สูง ให้ดี  ให้เจริญหนักขึ้นไป  ส่วนธรรมกายละเอียดหน้าตัก  ๑๐  วา  อยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะน่ะ  คอยรักษาดวงธรรมรัตนะนั้นไว้ไม่ให้หายไป  รักษาไว้ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุดได้หย่อนละ  อยู่กับธรรม  รักษาธรรมอย่างนั้น

                 สงฺเฆน  ธาริโต  ธรรมอันพระสงฆ์ทรงไว้  นั่นแหละสังฆรัตนะทรงไว้  ถ้าทรงไว้ได้เรียกว่า  สังโฆขึ้นทีเดียว   ทรงเอาธรรมนั้นไว้ได้  ไม่ใช้หายไป  สงฺเฆน  ธาริโต  ธรรมอันพระสงฆ์ทรงไว้นี่ปรากฏอย่างนี้นา  พุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ  สังฆรัตนะ  หน้าตัก  ๕ วา  สูง  ๕ วา  เกตุดอกบัวตูมเป็นพระโสดาทีเดียว  แล้วก็ทำไปอย่างนี้แหละเข้าถึงพระโสดาละเอียด  เข้าถึงพระโสดาละเอียดทำไปอย่างนี้แหละเข้าถึงกายพระสกทาคาหยาบ  เข้าถึงกายพระสกทาคาหยาบก็ทำไปอย่างนี้แหละ  เข้าถึงกายพระสกทาคาละเอียด  เข้าถึงกายพระสกทาคาละเอียดก็ทำไปอย่างนี้แหละ  เข้าถึงกายพระอนาคาหยาบ  เข้าถึงกายพระอนาคาหยาบก็ทำไปอย่างนี้แหละ  เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด  เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด  แล้วก็ทำไปอย่างนี้แหละเข้าถึงกายพระอรหัต  หน้าตัก  ๒๐  วา  สูง  ๒๐  วา  เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไป  ทำอย่างนี้ในกายพระอรหัตถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง  กายพระอรหัตละเอียด  เสร็จกิจในพุทธศาสนาแค่นี้

              นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา  จำเป็นตำรับตำราไว้  อย่าดูหมิ่นดูแคลนหนา  พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ธรรมอันนี้ไม่มีใครแสดง  ไม่มีใครบอก  ไม่มีใครเล่าให้ฟัง  ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับเสียเกือบ  ๒,๐๐๐  ปี  มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี้แล้ว  อุตส่าห์พยายามทำกันไอย่าได้ดูหมิ่นดูแคลนหนา  อย่าได้เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย  แก่ยากแก่ลำบากแต่เล็ก  ๆ  น้อย  ๆ  เมื่อมาประสบพบพุทธศาสนา  พบของจริงละ  เข้าถึงของจริงให้ได้  เอาของจริงใส่กับตัวไว้ให้ได้  ติดกับตัวไว้ให้ได้อย่าดูถูกดูหมิ่นหนา  ตั้งให้มั่นแท้แน่นอนในใจของตัวแล้วละก็  ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนาทั้งภิกษุ  สามเณร  อุบาสก  อุบาสิก

              ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา  ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา  เอเตน  สจฺจวชฺเชน  ด้วยอำนาจความสัจที่อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้  ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี่ทุกถ้วนหน้า  อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลาสมมุติว่ายุติธรรมมิกถา  โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้  เอวํ  ก็มีด้วยประการฉะนี้