กัณฑ์ที่ ๕๙ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

วันที่ 24 มค. พ.ศ.2561

กัณฑ์ที่ ๕๙
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

มรดกธรรม , พระมงคลเทพมุนี , ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี , สด จนฺทสโร , หลวงปู่วัดปากน้ำ , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สด มีแก้วน้อย , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , วัดปากน้ำ , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , สมาธิ , กัณฑ์ , ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด , คำสอนหลวงปู่ , หลวงพ่อสดเทศน์ , เทศนาหลวงพ่อสด , พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี , พระผู้ปราบมาร , ต้นธาตุต้นธรรม , พระเป็น , อานุภาพหลวงพ่อสด , เทปบันทึกเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำ , พระของขวัญ , ทานศีลภาวนา , ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร , กัณฑ์ที่ ๕๙ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺสฯ (๓ ครั้ง)

     เอวมฺเม สุตํ
     เอกํ สมยํ ภควา พาราณสียํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ตตฺร โข ภควา ปณจฺวคฺคิเย ภิกฺขุ อามนุเตสิ 
     เทฺวเม ภิกุขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน นเสวิตพฺพา ฯลฯ สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตตี ติ

    บัดนี้ อาตมาภาพจักได้แสดงธรรมมิกถา ในวันปัณรลีที่ ๑๕ ค่ำ ในเดือนยี่นี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของทางสุริยคติ ผู้เทศน์ก็ต้องดำริหาเรื่องที่จะต้องแสดงให้สมกับวันขึ้นปีใหม่เป็นวันแรก และเป็นวันมงคลของพระพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย วันนี้แหละถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นคนดี เรื่องนี้เรื่องที่เป็นมงคลดีไม่ดีนั้น พระองค์ทรงรับสั่งยืนยันตัดสิน ตั้งแต่ปีใหม่นี้เราต้องตั้งใจเด็ดขาดลงไป สมกับที่พระองค์จอมปราชญ์แสดงมงคลว่า อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺ จ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เราต้องตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่า อเสวนา จ พาลานํ ไปเสพสมาคมคบหาคนพาลเด็ดขาดทีเดียว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ได้อรุณวันนี้ไม่เสพคบหาสมาคมกับคนพาลเป็นเด็ดขาด จะเสพสมาคมคบหาแต่บัณฑิตเท่านั้น จะบูชาสิ่งที่ควรบูชา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตํมิ วิภตฺตยํ ๓ข้อนี้แหละเป็นมงคลอันสูงสุด คือ จะไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต บูชาแต่สิ่งที่ควรบูชา ตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้อย่าลอกแลก ไม่เสพสมสมาคมกับคนพาลน่ะ ในตัวของตัวเองมีหรือ ซีกทางโลกเป็นซีกของโลภ โกรธ หลง นั่นเป็นเหตุของคนพาล เป็นเหตุให้เกิดพาล ซีกของไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นซีกของบัณฑิต เป็นเหตุให้เกิดบัณฑิต บูชาสิ่งที่ควรบูชา มั่นลงไปอย่างนี้นะ นี่วันนี้ปีใหม่เราต้องตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้ เมื่อเด็ดขาดลงไปดังนี้ละก็ตัดสินใจว่าเราดีแน่ นี่วันนี้ปีใหม่เราต้องตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้ เมื่อเด็ดขาดลงไปดังนี้ ไม่มีทุจริตไม่มีชั่วเข้าไปเจือปนเลย เป็นซีกบัณฑิตแท้ๆ เหตุนี้แล เมื่อเป็นบัณฑิตแล้วสมควรจะฟังธรรมเทศนา

    ในวันใหม่ปีใหม่ในทางสุริยคตินี้ พระจอมไตรอุบัติขึ้นในโลก ยังไม่ได้แสดงธรรมเทศนากับบุคคลใดบุคคลอื่นเลย ได้แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกโปรดพระปัญจวัคคีย์ วันนี้จะแสดงปฐมเทศนาที่พระองค์โปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแคว้นเมืองพาราณสี บัดนี้เราจะฟังปฐมเทศนาซึ่งเป็นธรรมอันลุ่มลึกสุขุมนัก ไม่ใช่ธรรมพอดีพอร้าย และธรรมนี้เป็นตำรับตำราของพุทธศาสนิกชนสืบต่อไปด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ว่าเป็นปฐมเทศนาเท่านั้น เป็นตำรับตำราของพุทธศาสนิกชนทีเดียว ที่ผู้ปฎิบัติจะเอาตัวรอดได้ในธรรมวินัยของพระบรมศาสดา

     เริ่มต้นแห่งปฐมเทศนาว่า

  เอวมฺเม สุตํ นี่เป็นพระสูตรที่พระอานนท์เอามากล่าวปฎิญาณตนเพื่อให้พ้นจากความเป็นสัพพัญญูว่าตัวไม่ได้รู้เอง เพราะได้ยินได้ฟังมาจากสำนักของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เอวํ อากาเรน ด้วยอาการอย่างนี้

   เอกํ สมยํ  ในสมัยครั้งหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงประทับสำราญอิริยาบท ณ สำนักมิคทายวัน แคว้นเมืองพาราณสี ครั้งนั้น พระองค์ทรงรับสั่งหาพระภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ มารับสั่งว่า

     เทวฺเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดทั้ง๒อย่างนี้นั้นอันบรรพชิตไม่ควรเสพ

     โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค    การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามในกามทั้งหลายนี้ที่ใด

     หิโน    เป็นของต่ำทราม

     คมฺโม    เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน

     โปถุชฺชนิโก    เป็นคนมีกิเลสหนา

     อนริโย        ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้

     อนตฺถสญฺหิโต    ไม่เป็นประโยชน์ นี่คืออย่างหนึ่ง

     โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถนญฺหิโต    การประกอบความลำบากให้แก่ตนเปล่ากลับเป็นทุกข์แก่ผู้ประกอบด้วย ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์นี้อย่างหนึ่ง เป็นสองอย่างนี้ กามสูขัลลิกานุโยค อัตตกิลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค นี่เป็นตัวกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทีเดียว

    เอเต เต ภิกุขเว อุโก อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฎิปทา ตถาคเตน อภิสมุพุทฺธา ข้อปฎิบัติอันเป็นสายกลาง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฎิบัติเป็นกลาง ไม่แวะเข้าใกล้ซึ่งที่สุดทั้งสองอย่างนี้นั่นนั้น อันพระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง และทำความเห็นให้เป็นปกติเรียกว่า

    จกฺขุกรณี ญาณกรณี สํวตฺตติ    ย่อมเป็นไปพร้อม

    อุปสมาย    เพื่อความเข้าไปสงบระงับ

    อภิญฺญาย    เพื่อความรู้ยิ่ง

    สมฺโพธาย    เพื่อความรู้พร้อม

    นิพฺพานาย    เพื่อความดับสนิท

    กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฎิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อปฎิบัติเป็นกลางนั้น ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน

    อยเมว อริโย อฏฺฐงฺติโก มคฺโต    หนทางที่องค์๘ประการ ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้

    เสยฺยถึทํ        คือ

    สมฺมาทิฏฐิ    ความเห็นชอบ

    สมฺมาสงฺกปฺโป    ความดำริชอบ

    สมฺมาวาจา    กล่าววาจาชอบ

    สมฺมากมฺมนฺโต    ทำการงานชอบ

    สมฺมาอาชีโว    เลี้ยงชีพชอบ

    สมฺมาวายาโม    ทำความเพียรชอบ

    สมฺมาสติ    ระลึกชอบ

    สมฺมาสมาธิ    ตั้งใจชอบ นี่ประกอบด้วยองค์๘ประการ

    อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฎิปทา ตถาคตเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี
อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ อย่างนี้แหละภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แหละข้อปฏิบัติอันเป็นกลางที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กระทำความเห็นให้เป็นปกติ กระทำความรู้ให้เป็นปกติ ย่อมเป็นไปเพื่อความออกไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อมซึ่งพระนิพพาน

    นี้หลักประธานปฐมเทศนา ทรงรับสั่งใจความพระพุทธศาสนาบอกพระปัจวัคคีย์ทั้ง๕ โดยตรงๆไม่มีวกไปทางใดทางหนึ่งเลย บอกตรงๆทีเดียว แต่ว่าผู้ฟังพอเป็นวิสัยใจคอเป็นฝ่าย ขิปปาภิญญา เท่านี้ก็เข้าใจแล้วว่าธรรมของพระศาสดานี้ลึกจริง ถ้าว่าไม่เป็นขิปปาภิญญา เป็นทันธาภิญญาจะต้องชี้แจงแสดงขยายออกไปอีก จึงจะเข้าใจปฐมเทศนา พระองค์ทรงรับสั่งบอกพระปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ ว่าที่สุดทั้งสองอย่างนั่นนั้นอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ที่สุด๒อย่างน่ะอะไร

    เอาใจไปจดในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสที่ชอบใจนั้นแหละ หรือยินดีรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่ชอบใจนั้นแลตัวกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าว่าเอาไปจดรุปนั้นเข้าแล้วจะเป็นอย่างไร ทุกฺโข เป็นทุกข์แก่ผู้เอาใจไปจดนั้น หิโน ถ้าเอาใจไปจดเข้ารูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่ชอบใจนั้น ใจต่ำ ไม่สูง ใจต่ำทีเดียว ใจมีความทีเดียว ไม่สว่างเพราะเอาไปจดกับอ้ายที่ชอบใจที่มัวชัวเช่นนั้น ถ้าไปจดที่มืดมันก็แสวงหาที่มืดทีเดียว ไม่ไปทางสว่างละ นั่นจะจับตัวได้ เอาใจเข้าจดกับรูปกลิ่นสัมผันที่ชอบใจ ชวนไปทางมืดเสียแล้ว ไม่ชวนไปทางสว่าง ปิดทางสว่างเสียแล้ว เมื่อเป็นอย่างนั้นท่านจึงได้ยืนยัน หิโน ต่ำทราม ไม่ไปทางนักปราชญ์ราชบัณฑิต ไปทางโลกไปทางปุถุชนคนพาลเสียแล้ว หิโน ต่ำทรามลงไปอย่างนี้ คมฺโม ถ้าไปจดมันเข้าไปสะดวก ทำให้ต้องปลูกบ้านปลูกเรือนให้เหมาะเจาะ มีผ่ารอบขอบชิดให้ดีจึงจะสมความปราถนานั้น ไปเสียทางโน้นอีกแล้ว นั้นใจมันชักชวนเสียไปทางนั้นแล้วนั้น คมฺโม ไปถุชฺชนิโก ก็หมักหมมสั่งสมกิเลสให้หนาขึ้นทุกที ไม่บางสักทีหนึ่ง นั่นแหละ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเข้ามาๆๆเป็นตึกร้านบ้านเรือนกันยกใหญ่เชียวคราวนี้ แน่นหนากันยกใหญ่เชียว อนริโย ออกไม่ได้ ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้ ไม่หลุดจากรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ไม่หลุดจากความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ติดอยู่นั่นเอง พระองค์ทรงรับสั่งว่า นี่ๆ พวกนี้ กามสุขัลลิกานุโยค ไปจากข้าศึกคือกิเลสไม่ได้ ไปไม่ได้ทีเดียว อนตฺถสญฺหิโต แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีประโยชน์เลย ถามคนแก่ดูก็ได้ ที่ครอบครองเรือนมาแล้วที่ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสมาแล้วติดจนกระทั่งถึงแก่เฒ่าชรา ไปถามเถอะ ๑๐๐คน๑,๐๐๐คนมายืนยัน บอกตรงทุกคนทำไมจึงบอกตรงล่ะ แกวางก้ามเสียแล้วละ บอกตรงซิ ถ้ายังไม่วางก้าม ยังกระมิดกระเมี้ยนอยู่ ยังจะนิยมชมชื่นอยู่นั่นพระองค์ทรงรับสั่งว่า กามสสุขัลลิกานุโยค ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าเข้าไปติด ถ้าเข้าติดแล้วไม่ได้

เอ้อ เราไม่รู้เท่าทั้น ถ้ารู้เท่าทันไม่ถึงขนาดนี้เลย เพราะไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ไม่ได้ฝึกฝนใจทางพระพุทธเจ้าเลย ความรู้ไม่เท่าทันจึงได้เป็นอัตตกิลมถานุโยคอยู่เช่นนี้ นี่เรียกว่า อัตตกิลถานุโยค

    ๒ อย่างนี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เลิกเสียไม่เสพ อย่าเสพ อย่าเอาใจไปจด อย่าเอาใจไปติด ปล่อยทีเดียว ปล่อยเสียให้หมด เมื่อปล่อยแล้วเดินมัชฌมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอนเป็นกลางไม่แวะวงเข้าไปใกล้ซึ่งทางทั้งสองอย่างนั้น อันพระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยพระญาณอันยิ่ง นี่ข้อปฏิบัติเป็นกลางซึ่งเราควรรู้ กลางนี่ลึกซึ่งนัก ไม่มีใครรู้ใครเข้าใจกันเลย ธรรมที่เรียกว่าข้อปฏิบัติอันเป็นกลางน่ะ ปฎิบัติแปลว่า ถึงเฉพาะซึ่งกลาง อะไรถึง ต้องเอาใจเข้าถึงซึ่งกลางซิ เราใจเข้าไปถึงซึ่งกลาง กลางอยู่ตรงไหน กลางมีแห่งเดียวเท่านั้นแหละ เมื่อเราเดมาเป็นมนุษย์ใจเราก็หยุดอยู่กลาง เมื่อเวลาเราจะหลับใจเราก็ต้องไปหยุดกลาง ผิดกลางหลับไม่ได้ ผิดกลางเกิดไม่ได้ ผิดกลางตายไม่ได้ ผิดกลางตื่นไม่ได้ ต้องเข้ากลางถูกกลางละก็ เป็นเกิด เป็นหลับ เป็นตื่น กันทีเดียว อยู่ตรงไหน ในมนุษย์นี่มีแห่งเดียวเท่านั้น ศูนย์กลางกายมนุษย์สะดือทะลุหลังซึ่งด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตง ได้ระดับกรอบปรอททีเดียว สะดือทะลุหลังขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตึง ขวาทะลุซ้ายขึงด้ายกลุ่มอีกเส้นตึงอยู่ในระดับแค่กัน ได้ระดับกันทีเดียว ได้ระดับกันเหมือนแม่น้ำทีเดียว รดับน้ำหรือระดับปรอทแบบเดียวกัน เมื่อได้ระดับเช่นนั้นแล้ว ดึงทั้งสองเส้น ข้างหน้าข้างหลังตึงตรงกลางจดกัน ตรงกลางจดกันนั่นแหละเขาเรียกว่ากลางกั๊ก ที่เส้นด้ายคาดกันไปนั่น กดลงไปนั่นกลางกั๊ก กลางกั๊ก นั่นแหละถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ แรกเรามาเกิดเอาใจหยุดอยู่ตรงนั้น ตายก็ไปอยู่ตรงนั้น หลับก็ไปอยู่ตรงนั้น ตื่นก็ไปอยู่ตรงนั่น นั่นแหละเป็นที่ดับที่หลับที่ตื่น กลางแท้ๆ เทียว กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางนั่นแหละตรงกลางนั่นแหละ ไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางนั่นแหละได้ชื่อว่ามัชฌิมา มัชฌิมานะ พอหยุดก็หมดคดี หมดชั่ว ไม่ดีไม่ชั่วกัน หยุดทีเดียว พอหยุดจัดเป็นบุญก็ไม่ได้ พอหยุดจัดเป็นบาปก็ไม่ได้ จัดเป็นดีก็ไม่ได้ ชั่วก็ไม่ได้ ต้องจัดเป็นกลางตรงนั้นแหละกลางใจหยุดก็เป็นกลางทีเดียว นี้ที่พระองค์ให้นัยไว้กับองคุลีมาลว่า สมณะหยุด สมณะหยุด พระองค์ทรงเหลียวพระพักตร์มา สมณะหยุดแล้ว ท่านไม่หยุด นี้ต้องเอาใจไปหยุดงานนี้ หยุดตรงนั้นถูกมัชฌิมาปฎิปทาทีเดียว พอหยุดแล้วก็ตั้งใจอันนั้นที่หยุดนั้นอย่าให้กลับมาไม่หยุดอีกนะ ให้หยุดไปท่าเดียว นั่นแหละ พอหยุดแล้วก็ถามซิว่า หยุดลงไปแล้วยังตามอัตตกิลมถานุโยคมีไหม ยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ตัวรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสยินดีไหม ไม่มีนั่นกามสุขัลลิกานุโยคไม่มี ลำบากยากไร้ประโยชน์ (อัตตกิลมถานุโยค) ไม่มี หยุดตามปกติของเขาไม่มี ทางเขาไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีทางดังกล่าวแล้ว นี่ตรงนี้แหละที่พระองค์ทรงรับสั่งว่าตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา พระตถาคตเจ้ารู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง ตรงนี้แห่งเดียวเท่านั้น ตั้งต้นนี้แหละจนกระทั่งถึงพระอรหันตตผล

    ทีนี้จะแสดงวิธีตรัสรู้เป็นอันดับไป ถ้าไม่แสดงตรงไม่รู้ ฟังปฐมเทศนาไม่ออกทีเดียว อะไรล่ะ พอหยุดกึกเข้าคืออะไร หยุดกึกเข้านั่นละเขาเรียกใจเป็นปกติล่ะ หยุดนิ่งอย่างขยับไป หยุดนิ่งพอถูกส่วนเข้าท่านั่นแหละ กลางของนิ่งนั้นแหละ จะไปเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์สนิทดังกระจกคันฉ่องเงาหนัก อยู่ในกลางหยุดกลางนิ่งนั่นแหละ กลางนั่นแหละ พอเข้าถึงกลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

     ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานอีกแบบเดียวกัน พอถูกส่วนเข้าจะเข้าถึงดวงศีลเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน

     หยุดอยู่กลางดวงศีลอีกเข้า            ถูกส่วนเข้ากลางดวงศีลนั่นเองจะเข้าถึงดวงสมาธิ

     หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ ดวงเท่ากัน    พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นจะเข้าถึงดวงปัญญาดวงเท่ากัน

     หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ             พอถูกส่วนเข้าเท่านั่นแหละ เข้าถึงดวงวิมุตติ

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ                พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ    พอถูกส่วนเข้าเห็นกายมนุษย์ละเอียด
เห็นแจ่มแปลกจริง กายนี้เราเคยฝันออกไป เวลาฝันมันออกไป เมื่อไม่ฝันมันอยู่ตรงนี้เองหรือ ให้เห็นแจ่มอยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ กลางตัวของตัวนั่นเห็นชัดเชียว อีกชั้นหนึ่งละนะ เข้ามาถึงนี้ละ นี่พระพุทธเจ้าเดินอย่างนี้ พักอย่างนี้เดียว เอาเราเดินเข้ามาชั้นหนึ่งแล้ว เข้ามาถึงอีกชั้นหนึ่ง ต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกายมนุษย์หยาบละ เป็นหน้าที่ของกายมนุษย์ละเอียดทำไป


ใจกายมนุษย์ละเอียด
     ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่เป็นกายมนุษย์ละเอียด แบบเดียวกันทีเดียว พอถูกส่วนก็เห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงศีล
     หยุดอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงปัญญา
     หยุดอยู่กลางดวงปัญญาแบบเดียวกัน    เข้าถึงดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ            ถูกส่วนเข้าเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงกายทิพย์ทีนี่หมดหน้าที่ของกายมนุษย์ละเอียดไปแล้ว


ใจกายทิพย์
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายทิพย์ อีก ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล
     หยุดอยู่กลางดวงศีล                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่กลางดวงปัญญา                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ        ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายทิพย์ละเอียด


ใจกายทิพย์ละเอียด
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายทิพย์ละเอียดอีก    ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แบบเดียวกัน
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล ดวงเท่ากัน
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ        ถูกส่วนเข้าเห็นกายรูปพรหม


ใจกายรูปพรหม
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้กายรูปพรหม ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล
     หยุดอยู่กลางดวงศีล                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ                ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา            ถูกส่วนเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ        ถูกส่วนเข้าเห็นกายรูปพรหมละเอียด


ใจกายรูปพรหมละเอียด
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด นี้เป็นกายที่ ๖ แล้ว พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล            พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเห็นกายอรูปพรหม


ใจกายอรูปพรหม
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม ถูกสวนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญหา            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ        ถูกส่วนเข้าเห็นกายอรูปพรหมละเอียด
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีล
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเห็นกายธรรมรูปเหมือนพระพุทธปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักโตเล็กตามส่วน ไม่ถึง ๕ วา หย่อนกว่า ๕ วา นี่เรียกว่า กายธรรม

  กายธรรมนี่เรียกว่า พุทธรัตนะ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ได้อย่างนี้ นี่ปฐมยามตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ทีเดียว เป็นตัวพระพุทธรัตนะอย่างนี้ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ขึ้นอย่างนี้ นี่ปฐมยามได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ทีเดียว เป็นตัวพระพุทธเจ้าทีเดียว รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องหน้า ที่ทำรูปไว้นี่แหละ นี่แหละตัวพระพุทธเจ้าทีเดียว แต่ว่ากายเป็นที่๙ กายที่เก้าเป็นกายนอกภพไม่ใช่กายในภพ ทำไมรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็ทำรูปไว้ทุกวันทุกวาจะไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร ทำตำราไว้อย่างนี้ ก่อนเราเกิดมาเป็นไหนๆ ก็ทำไว้อย่างนี้ ปรากฎอย่างนี้แหละตัวพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทีเดียว ตัวพุทธรัตนะทีเดียว อ้อ นี่เข้าถึงพุทธรัตนะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ที่ท่านรับรองว่าตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา ตถาคเตน แปลว่าตถาคต ธรรมกายน่ะ แต่ว่าธรรมกายนั้นท่านทรงรับสั่งว่า ธมฺมกายโย อหํ อิติปิ เราพระตถาคตผู้เป็นธรรมกาย ตถาคตสฺส วาเสฏฐ เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ คำว่าธรรมกายน่ะตถาคตแท้ๆ ทรงรับสั่งอย่างนี้ เข้าถึงธรรมกายแล้วนี่ตถาคตทีเดียว รู้ขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว ปรากฎขึ้นแล้วต่อไปนี้เรามาเป็นธรรมกายดังนี้ รู้จักทางแล้ว

ใจธรรมกาย
     ก็หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ดวงธรรมของธรรมกายวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย กลมรอบตัว ใสเกิดกว่าใส
     ใจธรรมกายก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย หยุดนิ่ง พอถูกส่วนถึงดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่าดวงธรรมนั้น
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล
     หยุดอยู่กลางดวงศีล                พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงสมาธิ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ            เห็นดวงปัญญา
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญา            ก็เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ            ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ        ถูกส่วนเข้าก็เห็น ธรรมกายละเอียดหน้าตัก ๕วา สูง ๕วา เกตุดวงบัวตูม ในหนักขึ้นไปธรรมกายหยาบ เป็นพุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้
เป็นธรรมกายวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกายเป็นธรรมรัตนะ ธรรมกายละเอียดอยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะ นั่นแหละเป็นสังฆรัตนะดังนี้ อยู่ในตัวที่อื่นไม่มี ทุกคนมีอยู่ในตัวของตัว ผู้หญิงก็มี ผู้ชายก็มีเช่นเดียวกันทุกคน นี่แหละพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เมื่อรู้จักดังนี้ เมื่อท่านเป็นพระพุทธเจ้าขึ้น เช่นนี้แล้ว นี้เป็นโคตรภูแล้ว ท่านก็สำเร็จขึ้นไปอีก ๘ ชั้นท่านก็เป็นพระอรหันต์ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าทีเดียว

   พอเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ท่านเอาเรื่องนี้มาแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ ฟัง ท่านแสดงเรื่องของท่านว่า อันเราตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ท่านทำความเห็นเป็นปกติเห็นอะไร ตาอะไร?ตาพระพุทธเจ้า ตาธรรมกาย มีตา ตาดีนัก เห็นด้วยตาธรรมกายนั่นแหละ จกฺขุกรณี ทำให้เห็นเป็นปกติ เห็นความจริงหมด ญาณกรณี กระทำความรู้ให้เป็นปกติ ญาณของท่าน

    เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ส่วนดวงวิญญาณของท่านก็เล็กเท่าดวงตาดำข้างในของท่าน เมื่อท่านขึ้นไปเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตาของท่านก็มีเหมือนเราเช่นนี้ ตาธรรมกาย มีญาณของธรรมกาย มีดวงวิญญาณนั่นแหละกลับเป็นดวงญาณใหญ่โตมโหฬารใหญ่โตขึ้น ดวงใสเท่าดวงตาดำข้างในแหละที่มีความรู้อยู่ในใจนี้แหละเขาเรียกว่าดวงวิญญาณ พอไปเป็นธรรมกายเข้าแล้วกลับเป็นดวงญาณทีเดยว วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย ดวงญาณเท่าหน้าตักธรรมกาย นั่นแหละเรียกว่า จกฺขุกรณี เห็นเป็นปกติ เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นเบญจขันธ์ทั้ง๕ ในมนุษย์โลกนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของมนุษย์ของมนุษย์ละเอียด  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายทิพย์ ของกายทิพย์ละเอียด  เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดเห็นเบญจขันธ์ทั้ง๕ ของ๘ กายนี้ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นจริง เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นไม่เที่ยงจริงๆ เห็นจริงอย่างนี้ ตามนุษย์เห็นไม่ได้ ตา๘ กายในภพนี้เห็นไม่ได้ กายมนุษย์ก็ไม่เห็น กายรูปพรหมก็ไม่เห็น กายรูปพรหมละเอียดก็ไม่เห็น อรูปพรหมก็ไม่เห็น อรูปพรหมละเอียดก็ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นไม่ได้ ตามันไม่ดี ตามันไม่ถึงขั้นที่จะได้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำไมไม่ถึงขนาดเล่าก็มันชั้นสมถะนี่ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด นี่มันชั้นสมถะ แต่รูปฌานเท่านั้นเลยไปไม่ได้ พอถึงกายธรรมมันขั้นวิปัสสนา ตาพระพุทธเจ้าท่านก็เห็นเบญจขันธ์ทั้ง๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แท้ๆ เห็นจริงๆจังๆ อย่างนั้นละเห็นแท้ทีเดียว เห็นชัดๆ ไม่ได้เห็นด้วยตากายในภาพ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นด้วยตาพระพุทธเจ้า รู้ด้วยญาณพระพุทธเจ้า เห็นอย่างนี้แหละเห็นด้วยตาของพระตถาคตเจ้า รู้ด้วยญาณของพระตถาคตเจ้า ธรรมกายนั่นป็นตัวของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ไม่ใช่อื่น เห็นชัดอย่างนี้ นี่แหละ เห็นอย่างนี้แหละเขาเรียกว่าวิปัสสนา เห็นเบญจขันธ์ทั้ง๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    เห็นเป็นอนิจจังน่ะเห็นอย่างไร? เห็นตั้งแต่กายมนุษย์เกิดไม่อยู่ที่ เกิดเรื่อยๆ เกิดริบๆเหมือนไฟจุดอยู่มีไส้มีน้ำมันมีตะเกียงจุดมันก็ลุกโพรง เราเข้าใจว่าไฟดวงนั้นเป็นอย่างนั้นแหละ โอ้กายมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ตาธรรมกายไม่เห็นอย่างนั้น เห็นไฟเก่าหมดไปไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา ไฟเก่าหมดไปไฟไหม้เดินเรื่อยขั้นมา แล้วก็เอามือคลำดูข้างบนก็รู้ ร้อนวูบๆๆไป อ้อไฟใหม่เกิดเรื่อย กายมนุษย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ไอ้เก่าตายไปไอ้ใหม่เกิดเรื่อย หนุนไม่ได้หยุดเหมือนไฟ เหมือนดวงไฟอย่างนั้นแหละไม่ขาดสาย มันเกิดหนุนอย่างนั้น นั้นเห็นขนาดนั้น เห็นเกิดเห็นตายเรื่อย เกิดแล้วก็ตามไป เกิดแล้วก็ตายไปไม่มีหยุดละ เหมือนกันหมดทั้งสากลโลก เห็นทีเดียวว่ามีแต่เกิดกับดับ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งทั้งปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความเกิดเสมอ สิ่งทั้งปวงมีเกิดเสมอ มีความดับเสมอ มีเกิดกับดับ๒อย่างเท่านั้น หมดทั้งสากลโลก เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกายจริงๆอย่างนี้ นี้ทำวิปัสสนาเห็นจริงเห็นจังอย่างนี้

    ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ก็แบบเดียวกัน โส สมุปาทยธมฺมํ เห็นตลอดขันธ์๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ๑๘ อินทรีย์๒๒ อริยสัจ๔ ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๘ดวงนี้เห็นตลอดหมด เห็นจริงเห็นจังทีเดียว เห็นด้วยตาธรรมกายรู้ด้วยญาณธรรมกาย รู้ชัดอย่างนี้ นี้เรียกว่า สํวตฺตติ ย่อมเป็นด้วยพร้อม อุปสมาย เพื่อความสงบ เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว ความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสไม่มี สงบหมด หายไปหมด เงียบฉี่เชียว ที่ยินดีถอนไม่ออก เงียบฉี่เชียว อภิญฺญาย รู้ยิ่งทุกสิ่งทุกอยาง สมฺโพธาย รู้พร้อมรู้จริงทุกสิ่งทุกอย่าง นิพฺพานาย ดับหมดราคะ โทสะ โมหะ ดับหมด ปรากฎอย่างนี้ ดังความจริงอย่างนี้ นี่ที่ไปถึงพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ ไปถึงธรรมกายเช่นนี้ ไม่ได้ไปทางอื่นเลย ไปทางปฐมมรรค ไปกลางดงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ดวงศีลคืออะไร ดวงศีลนะคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว อริยมรรคํ๓ องค์นั้นเรียกว่าดวงศีล ดวงสมาธิ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อริยมรรคอีก ๓ องค์ ดวงปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาลังกับโป เป็น๘องค์ในอริยมรรคนั้นทั้งสิ้นอยู่ในนั้น จึงได้เข้าถึงธรรมกายนี้ได้ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แท้ๆ นี้แหละให้แน่วแน่ลงไป เราก็เกิดมาประสบพบพระพุทธศาสนาพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ไม่ได้ถึงตัวจริงของศาสนาไม่ได้ มีตัวจริงศาสนา นี่แก่นศาสนา อยู่ในตัวของเราเป็นลำดับของกายเข้าไป อย่าไปทางอื่นนะ ไม่ได้ต้องไปทางหยุดทางเดียว จะยุ่งยากอย่างหนึ่งอย่างใดเข้าให้ถึง หยุดให้ถูกส่วน หยุดให้เข้ากลาง หยุดให้ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนา ทำตามที่พระองค์รับสั่งไว้ในปฐมเทศนา ให้แน่นอนอย่างนี้ จะได้เข้าถึงตัวจริงเช่นนี้ ถ้าเข้าถึงตัวจริงเช่นนี้แล้ว ก็พึงรู้ อ้อ ที่แสดงมานี้ เว้นเสียจากที่สุดทั้ง๒นั้น เดินตามมัชฌิมาปฏิปทาไป ทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ไปเป็นลำดับนั้นจึงเข้าถึง ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นตถาคตเจ้าแท้ๆดังนี้ได้แสดงมานี้ตั้งแต่ต้นอวสานนี้ ผู้มีปรีชาญาณมนสิการกำหนดไว้ในใจทุกคนทุกถ้วนหน้า

    วันนี้เป็นวันปีใหม่ ได้แสดงปฐมเทศนา พระองค์ทรงตรัสเทศนาเป็นเบื้องต้น เป็นทีแรกเรียกว่าปฐมเทศนา พอเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับสติปัญญา คุณมบัติของท่านพุทธบริษัทคฤหัสถ์บรรพชิตบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า ว่าเราท่านทั้งหลายผู้เป็นเมธีมีปัญญาต้องการสิ่งที่เป็นมงคล ต้องการความเจริญแล้ว ตั้งใจให้แน่แน่วให้ถึงพระรัตนตรัย วันนี้เป็นวันใหม่ ชั่วร้ายด้วยกายวาจาใจตัดขาด อย่ากระทำ ทำใจให้หยุดให้ถูกเป้าหมายใจดำทางพระพุทธศาสนา ที่ได้ชี้แจงแสดงมา มนุษย์แท้ๆถึงจะไม่เข้าใจอย่างดี มนุษย์ธรรมดาเห็นจะดีกว่าค้างคาวแน่ ฟังเทศน์เอาบุญกัน ไม่ฟังเทศน์เอาเรื่องเอาราวกัน คนแก่คนเฒ่าเป็นอย่างนั้น คนที่สนใจฟังธรรมจริงๆ เรียนธรรมจริงๆ รู้ธรรมจริงๆ เป็นอีกพวกหนึ่ง ต้องเรียนเอาเรื่องเอาราวกันจริงๆ จึงจะปฏิบัติธรรมกันในพระพุทธศาสนาได้ ดังนี้

    ที่ชี้แจงแสดงมานี้ เป็นตำรับตำราแน่นอนในทางพระพุทธศาสนา ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐขงเราท่านทั้งหลาย สรณํ เม รตนมฺตยํ พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย เอเตน สจฺจาชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฎิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทาโสตฺถี ภวนฺ ตุเต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลาของสมมุติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยการฉะนี้