พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?

วันที่ 11 มิย. พ.ศ.2561

จากกรณีมีการกล่าวจ้วงจาบและลบหลู่พระพุทธรูปของบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น ว่าไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ และที่ทำมาก็ผิดและไม่เหมือนพุทธเจ้า เช่นกรณี พระพุทธรูปทำไมไม่มีหนวดเหมือนคนอินเดียมีหนวด?

1.พระพุทธองคตรัสเล่าเองว่า "ปลงผมและหนวด" ก่อนออกบวช
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยต่อมา เรากำลังรุ่นหนุ่ม มีเกศาดำสนิท ยังอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่ทรงปรารถนาจะให้บวช มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ จึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนไม่มีเรือนบวช เมื่อบวชแล้ว ก็เสาะหาว่ากุศลเป็นอย่างไร

 

 
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมาร(พระวิปัสสีพุทธเจ้า)ได้ตรัสเรียกนายสารถีมาสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำรถกลับไปวังจากสวนนี้แหละ ส่วนเราจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต ณ สวนนี้แหละ.
 
 
 
 
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราอนุญาตพวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบทในทิศนั้น ๆ ในชนบทนั้น ๆ เถิด.

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอุปสมบทอย่างนี้.

   ชั้นแรก พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและอุปสมบท ปลงผมและหนวด แล้วให้ครองผ้ากาสายะ ให้ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้ว ให้นั่งกระโหย่งประคองอัญชลี สั่งว่า เธอจงว่าอย่างนี้แล้วให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้.
 
 
 
 
 


พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?
   ยังไม่พบหลักฐานว่า มีพุทธดำรัสห้ามสร้างพระปฏิมาหรือพระพุทธรูปองพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการมีอยู่หรือการสร้างพระพุทธรูปไว้ปรากฏอยู่ เช่น

   หลักฐานพระพุทธรูปมีมานานแล้ว ปรากฏในคัมภีร์ ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (พระไตรปิฏกอรรถกถา มมร.เล่ม 39 หน้า235-236)

 "ชนแม้ทุกคน จะทำความเคารพยำเกรง บูชาเฉพาะจักรรัตนะและมณีรัตนะเท่านั้น ปรารถนาพรนั้น ๆ และพรบางอย่างที่ปรารถนาแล้ว ๆ ของเขาก็สำเร็จผลได้ รัตนะแม้นั้น เสมอด้วยพุทธรัตนะย่อมไม่มี.
      ก็หากว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจชื่อว่า รัตนะ เพราะอรรถว่า ทำให้เกิดความเคารพยำเกรง พระตถาคตเท่านั้น ก็ชื่อว่า รัตนะ. จริงอยู่เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติแล้ว เทวดาและมนุษย์ ผู้มีศักดิ์มาก ทุกหมู่เหล่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่ทำ ความเคารพยำเกรงในรัตนะอื่น ย่อมไม่บูชารัตนะไร ๆ อื่น. จริงอย่างนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ก็บูชา พระตถาคต ด้วยพวงรัตนะขนาดเท่าภูเขาสิเนรุ. และเทวดาเหล่าอื่นและมนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าโกศลและท่านอนาถบิณฑิกะ เป็นต้นก็บูชาตามกำลัง. พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์ ๙๖ โกฏิ ทรงสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ทั่วชมพูทวีป อุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว. ก็จะป่วยกล่าวไปใย สำหรับหมู่คนที่เคารพยำเกรงเหล่าอื่นเล่า. อนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ไร ๆ อื่น แม้ปรินิพพานแล้ว การทำความเคารพยำเกรง อุทิศสถานที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ประกาศพระธรรมจักรและสถานที่ปรินิพพาน หรือเจดีย์ คือ พระปฏิมา [พระพุทธรูป] ก็เป็นไปเหมือนของพระผู้มีพระภาคเจ้า. รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคตแม้เพราะอรรถว่าทำให้เกิดความเคารพยำเกรง ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้."
 
 ในอรรถกถาพระวินัยปิฏกมีเรื่องการแต่งตั้งภิกษุผู้ทำหน้าที่ต่างๆ ของสงฆ์ ก็ปรากฏมีภิกษุผู้รักษาโรงอุโบสถ และผู้รักษาเรือนพระปฏิมา(เรือนพระพุทธรูป) ในปฐมสมันตปาสาทิกาแปล  (พระไตรปิฏกอรรถกถา มมร.เล่ม 2 หน้า 194)
        "ควรแต่งตั้งภิกษุผู้อยู่ในอาวาส, ส่วนภิกษุผู้ถืออัพโภกาสิกธุดงค์ก็ดี ผู้ถือรุกขมูลิกธุดงค์ก็ดี ไม่ควรให้รับวาระ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่งยังเป็นพระนวกะอยู่, แต่เธอเป็นพหูสูต สอนธรรมให้การสอบถาม บอกบาลีแสดงธรรมกถา แก่ภิกษุเป็นอันมาก ทั้งช่วยภาระของสงฆ์ด้วย,ภิกษุนี้ เมื่อฉันลาภอยู่ก็ดี อยู่ในอาวาสก็ดี ไม่ควรให้รับวาระ, ควรรู้กันว่าเป็นคนพิเศษ. แต่ภิกษุผู้รักษาโรงอุโบสถ และเรือนพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ควรให้ข้าวยาคูและภัตเป็นทวีคูณ ข้าวสารทะนานหนึ่งทุกวัน ไตรจีวรประจำปี และกัปปิยภัณฑ์ที่มีราคา ๑๐ หรือ ๒๐ กหาปณะ. "
 
 
      "ภิกษุนั้นรับสาสน์ของอุบาสกผู้มีศรัทธามีความเลื่อมใส ด้วยคำว่า เอวมาวุโส ดังนี้แล. ได้ยินว่า การนำข่าวสาสน์ที่เป็นกัปปิยะเห็นปานนี้ไป ย่อมควร. เพราะฉะนั้น ภิกษุไม่พึงทำความรังเกียจในข่าวสาสน์ทั้งหลายเช่นนี้ว่า ขอท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของเรา ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงไหว้พระเจดีย์ พระปฏิมา[พระพุทธรูป]ต้นโพธิ์ พระสังฆเถระ ดังนี้ ก็ดี ว่า ท่านจงทำการบูชาด้วยของหอมการบูชาด้วยดอกไม้ที่พระเจดีย์ ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงนิมนต์ให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกัน, พวกเราจักถวายทาน จักฟังธรรม ดังนี้ ก็ดี ข่าวสาสน์เหล่านี้เป็นกัปปิยสาสน์ ไม่เกี่ยวด้วยคิหิกรรมของพวกคฤหัสถ์ ด้วยประการฉะนี้แล."
 
ในเรื่องการถวายทานสงฆ์สองฝ่าย
"ถามว่า เฉพาะในกาลก่อน ทายกทั้งหลายถวายทานแก่สงฆ์สองฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งตรงกลาง ภิกษุนั่งข้างขวา ภิกษุณีนั่งข้างซ้าย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระสังฆเถระแห่งสงฆ์ ๒ ฝ่าย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคปัจจัยที่พระองค์ได้ด้วยพระองค์เองบ้าง รับสั่งให้แก่ภิกษุทั้งหลายบ้าง. ส่วนในบัดนี้ คนผู้ฉลาดทั้งหลายตั้งพระปฏิมา[พระพุทธรูป]หรือพระเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุ แล้วถวายทานแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตั้งบาตรบนเชิงข้างหน้าแห่งพระปฏิมา[พระพุทธรูป]หรือพระเจดีย์แล้วถวายทักษิโณทกกล่าวว่า ขอถวายแด่พระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว ใส่ของควรเคี้ยว ของควรบริโภคอันใดเป็นที่หนึ่งในบาตรนั้น หรือนำมายังวัด ถวายบิณฑบาตและวัตถุมีระเบียบและของหอมเป็นต้น กล่าวว่า นี้ถวายพระเจดีย์" (7/368)
 
ตติยสมันตปาสาทิกาแปล  อรรถกถาพระวินัย (9/200)
      ก็เรือนเจดีย์ เรือนโพธิ์ เรือนพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ร้านไม้กวาด ร้านเก็บไม้เวจกุฎี โรงอิฐ โรงช่างไม้ ซุ้มประตู โรงน้ำ ศาลาคร่อมทาง ศาลาริมสระเหล่านี้ ไม่ใช่เสนาสนะ.
 
      ภิกษุนั้นพึงปรนนิบัติเจดีย์. แม้ในต้นโพธิ์ เรือนโพธิ์ เรือนปฏิมา[พระพุทธรูป] ร้านไม้กวาด ร้านเก็บไม้ เวจกุฎี ซุ้มประตู กุฎีน้ำ โรงน้ำ และโรงไม้สีไฟก็มีนัยเหมือนกัน.
 
                    ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต 47/28
ที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงธรรมจักร และสถานที่ปรินิพพาน หรือปฏิมากรรม(พระพุทธรูป)และเจติยสถานเป็นต้น ของพระกัสสปพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานแล้ว เหมือนกับการทำการบูชาแสดงทำความเคารพเจาะจงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รัตนะที่จะเสมอด้วยพระตถาคตจึงไม่มี แม้เพราะอรรถว่าอันบุคคลทำการบูชาอย่างนี้.
 
บุญเท่ากันแม้ในการบูชาพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ แม้บูชาในพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว
วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน 71/330
          ...พระอริยสาวก อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดา บิดา และครูเป็นต้น ชื่อว่าปูชารหบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) ใคร ๆ ไม่สามารถจะทำการนับส่วนแห่งบุญที่บุคคลบูชาแล้วในปูชารหบุคคลเหล่านั้น ด้วยสักการะมีระเบียบดอกไม้ดอกปทุม ผ้า เครื่องอาภรณ์และปัจจัย ๔ เป็นต้น ด้วยทรัพย์ตั้งแสนเป็นต้น แม้ด้วยอานุภาพอันใหญ่ได้ มิใช่เพียงบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้บูชาใน
พระเจดีย์ พระปฏิมา[พระพุทธรูป]และต้นโพธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน.
 
ชนเหล่าใด ทำลายเป็นกรรมหนัก เสมอด้วยอนันตริยกรรม
                 ปปัญจสูทนี  อรรถกถามัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก์ 22/312
      ถามว่า ต่อมา เมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วชนเหล่าใด ทำลายเจดีย์ ทำลายต้นโพธิ์ ประทุษร้ายพระบรมธาตุ กรรมอะไรจะเกิดแก่ชนเหล่านั้น ?
      ตอบว่า (การทำเช่นนั้น) เป็นกรรมหนัก เสมอด้วยอนันตริยกรรมแต่การตัดกิ่งไม้โพธิ์ที่ขึ้นเบียดพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ หรือพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ควรทำ แม้ถ้าพวกนกจับที่กิ่งโพธิ์นั้นถ่ายอุจจาระรดพระเจดีย์ ก็ควรตัดเหมือนกัน. ก็เจดีย์ที่บรรจุพระสรีรธาตุสำคัญกว่าบริโภคเจดีย์ (เจดีย์ที่บรรจุเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้า). แม้รากโพธิ์ที่งอกออกไปทำลายพื้นที่ ที่ตั้งเจดีย์จะตัดทิ้งก็ควร ส่วนกิ่งโพธิ์กิ่งใดขึ้นเบียดเรือนโพธิ์ จะตัดกิ่งโพธิ์นั้นเพื่อรักษาเรือน (โพธิ์) ไม่ควร. ด้วยว่า เรือนมีไว้เพื่อต้นโพธิ์ ไม่ใช่ต้นโพธิ์มี
ไว้เพื่อประโยชน์แก่เรือน แม้ในเรือนอาสนะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ในเรือนอาสนะใด เขาบรรจุพระบรมธาตุไว้ เพื่อจะรักษาเรือนอาสนะนั้น จะตัดกิ่งโพธิ์เสียก็ได้. เพื่อการบำรุงต้นโพธิ์จะตัดกิ่งที่ค้อมลง หรือที่ (เนื้อ) เสียออกไปก็ควรเหมือนกัน. แม้บุญก็ได้ เหมือนในการปฏิบัติพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
 
      จริงอยู่ ในเวลาที่มีงานฉลองพระวิหารเป็นต้น คนผู้ไปด้วยความตั้งใจว่า เราจักไหว้พระเจดีย์ และจักไหว้พระปฏิมา[พระพุทธรูป]นั้น ๆ เราจักดูโปตถกรรม(การทำหนังสือ) และจิตรกรรม (การวาดภาพ) ดังนี้ ไหว้หรือเห็นสิ่งหนึ่งแล้วก็ตั้งใจเพื่อต้องการไหว้ เพื่อต้องการชมสิ่งนอกนี้แล้ว ก็ไปเพื่อไหว้บ้างเพื่อดูบ้างทีเดียว อย่างนี้ จิตชื่อว่าก้าวไปจากอารมณ์ โดยอัชฌาศัย คือความปรารถนา. 
 
                      อรรถกถานิธิกัณฑสูตร พรรณนาคาถาที่ ๗ 39/313
          ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ในพี่ชายก็ดี.
     ในคาถานั้น ชื่อว่า เจติยะ เพราะควรก่อ ท่านอธิบายว่า ควรบูชา. ชื่อว่า เจติยะ เพราะวิจิตรแล้ว. เจดีย์นั้นมี ๓ อย่าง คือ บริโภคเจดีย์อุทิสสกเจดีย์ ธาตุกเจดีย์.
     บรรดาเจดีย์ทั้ง ๓ นั้น โพธิพฤกษ์ ชื่อว่า บริโภคเจดีย์ พระพุทธปฏิมา[พระพุทธรูป] ชื่อว่า อุทิสสกเจดีย์ พระสถูปที่มีห้องบรรจุพระธาตุชื่อว่า ธาตุกเจดีย์.

         สรุปว่า ยังไม่พบหลักฐานว่า มีพุทธดำรัสห้ามสร้างพระปฏิมาหรือพระพุทธรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มีแต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการมีอยู่ของพระพุทธรูปไว้หรือเรือนพระปฏิมาปรากฏอยู่ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนทางหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สร้างพระพุทธรูปหรือไม่ แต่มีความชัดเจนว่า ไม่ได้ตรัสห้ามไว้ เมื่อไม่ตรัสห้ามหรือไม่ตรัสอนุญาตก็ต้องเข้าหลักมหาปเทส 4 อย่างได้
         และอีกอย่างที่คนอ้างเหตุว่าพระพุทธเจ้า ให้ธรรมะกับวินัยเป็นศาสดาแทน จึงหมายถึงการห้ามสร้างประพุทธรูป ที่จริงการสร้างพุทธรูปก็จัดอยู่ในส่วนของธรรมะ คือ การแสดงการบูชา ก็เป็นของมงคลสูตร และเมื่อบูชาก็เกิดบุญซึ่งเป็นส่วนของบุญกิริยาวัตถุเช่นกัน
       ทำไมสมัยแรกยังไม่ปรากฏหลักฐานพุทธรูป? เพราะสมัยนั้นผู้คนนิยมสร้างพระสถูปเจดีย์กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ยุคสมัยต่อๆ มาจึงนิยมสร้างพุทธรูป จึงทำให้หลงเหลือหลักฐานมาจนถึงปัจจุบันนี้


พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 190

                          พระพุทธานุญาตมหาปเทส  ๔
           [๙๒]   ก็โดยสมัยนั้นแล    ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า    สิ่งใดหนอ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้    สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต  จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง   ๔  ข้อ   ดังต่อไปนี้.            
๑.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร  สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๒.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า    สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร   ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๓.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร  สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๔.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร  ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร   สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.