พญาละมั่งผู้มากน้ำใจ

วันที่ 16 พค. พ.ศ.2562


นิทานก่อนนอน
เรื่อง พญาละมั่งผู้มากน้ำใจ

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี  พระองค์ทรงพอพระหฤทัยในการล่าเนื้อ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกำลัง ถึงกับไม่ทรงนับผู้อื่นว่ามีกำลังเลย. 
วันหนึ่ง ท้าวเธอเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสกับหมู่อำมาตย์ว่า เนื้อหนีไปได้ทางผู้ใด เราจะลงอาชญาแก่ผู้นั้น 
พวกนั้นคิดกันว่า บางครั้งเนื้ออยู่ในวงล้อมแล้วยังวิ่งกระเจิงไปได้ พวกเราต้องช่วยต้อนเนื้อที่ปรากฏตัวแล้ว ให้วิ่งไปทางที่พระราชาประทับอยู่  ครั้นคิดกันแล้ว ก็กระทำกติกากันให้ช่องทางระหว่างถวายพระราชา. 
พวกเหล่านั้นพากันล้อมป่าละเมาะใหญ่ไว้ ตีแผ่นดิน ด้วยไม้พลอง ก่อนอื่นทีเดียวละมั่งลุกขึ้นเลาะป่าละเมาะไปสามรอบ เมื่อจะหนีก็มองดูช่องที่จะหนี เห็นฝูงคนยืนถือธนูเรียงราย แขนจรดแขน ธนูจรดธนูในทิศที่เหลือ สถานที่พระราชาประทับยืนเท่านั้นที่เห็นเป็นช่อง. ละมั่งนั้นจึงวิ่งไปตรงหน้าพระราชา เป็นเหมือนขว้างทรายใส่ตาที่กำลังลืม. 
พระราชาเห็นละมั่งนั้นมีกำลัง ก็ปล่อยลูกศรไป แต่กลับไม่ถูก. 
ธรรมดาฝูงละมั่งย่อมเป็นสัตว์ฉลาดที่จะลวง เมื่อลูกศรมาตรงหน้า ก็หมอบเสียโดยเร็วแล้วหยุดนิ่ง เมื่อลูกศรมาข้างหลัง ก็วิ่งไปโดยรวดเร็ว เมื่อลูกศรมาทางเบื้องบน ก็เอี้ยวหลังเสีย เมื่อลูกศรมาทางข้าง ก็หลีกเสียหน่อย เมื่อลูกศรมาติด ๆ กัน ก็หมุนตัวล้มลงเมื่อลูกศรผ่านพ้นไป แล้ว จึงวิ่งหนีด้วยกำลังเร็วประหนึ่งวลาหกที่ถูกลมพัดกระจายไป.
พระราชาเล่า เมื่อละมั่งนั่นหมุนตัวล้มลง ทรงเปล่งพระสีหนาทว่า เรายิงละมั่งได้แล้ว 
ละมั่งผลุดลุกวิ่งหนีโดยเร็วปานลม ทำลายวงล้อมไปได้. 
พวกอำมาตย์ที่ยืนอยู่ทั้งสองด้าน เห็นละมั่งหนีไปแล้ว ต่างคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อเผ่นไปทางที่ใครยืนอยู่เล่า  ต่างก็ตอบกันว่า ทางที่พระราชาทรงประทับยืนอยู่. 
พระราชาตรัสว่า เรายิงได้แล้ว
อะไรที่พระองค์ทรงยิงได้ พวกนั้นพากันยั่วเย้ากับพระราชาด้วยอาการต่าง ๆ เช่นว่า ชาวเราเอ๋ย พระราชาของเราทั้งหลายทรงยิงไม่มีพลาดเลย พระองค์ทรงยิงแผ่นดินได้แล้วละ. 
พระราชาทรงพระดำริว่า พวกนี้เยาะเย้ยเราได้ ช่างไม่รู้ฝีมือของเราเลย เราจะตามไปจับละมั่งให้จงได้ แล้วทรงวิ่งไปโดยเร็ว ครั้นทรงเห็นละมั่งนั้นแล้วก็ทรงติดตามไปถึงสามโยชน์. 
ละมั่งเข้าป่าไปแล้ว ถึงพระราชาเล่าก็เสด็จเข้าป่าเหมือนกัน. ในป่านั้น ณ หนทางที่ละมั่งวิ่งไป มีบ่อลึกเป็นเหวประมาณ ๖๐ ศอกเกิดจากไม้ใหญ่ผุ หญ้าคลุมมิดชิด. ละมั่งได้กลิ่นน้ำเข้า ก็ทราบว่ามีบ่อ จึงเลี่ยงเสียหน่อยแล้วผ่านไป. 
ส่วนพระราชาเสด็จไปตรงทีเดียว จึงตกลงในบ่อนั้น. 
ละมั่งไม่ได้ยินเสียงฝีพระบาทของท้าวเธอ เหลียวดูไม่เห็นเธอ ก็ทราบว่า คงตกลงในหลุมลึกเสียแล้ว เดินมามองดู เห็นท้าวเธอไม่มีที่เกาะ ลำบากอยู่ในน้ำลึก มิได้ใส่ใจถึงความผิดที่ท้าวเธอทรงกระทำเลย เกิดความสงสารขึ้นมา คิดว่า พระราชาอย่าฉิบหายต่อหน้าต่อตาเราเลย เราจักช่วยพระองค์ให้พ้นจากทุกข์นี้ แล้วยืนอยู่ที่ขอบบ่อกล่าวว่า มหาราช พระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักช่วยพระองค์ให้พ้นทุกข์ เพื่อจะช่วยพระราชาให้ขึ้นจากบ่อ เหมือนบุคคลกระทำความอุตสาหะเพื่อช่วยลูกรักของตนฉะนั้น คิดว่า เราต้องเอาหินถมลงไป จึงจะช่วยพระราชาขึ้นจากเหวลึก ๖๐ ศอกได้   คิดดังนี้แล้วจึงเอาหินถมบ่อแล้วช่วยพระราชาขึ้นมา  ปลอบพระราชาแล้วให้ขึ้นหลังพาออกจากป่า แล้วส่งลง ณ ที่ไม่ห่างเสนา ให้โอวาทแก่ท้าวเธอให้ทรงดำรงในศีล ๕ ประการ.
พระราชาไม่ทรงปรารถนาจะพลัดพรากจากพญาละมั่ง จึงตรัสว่าข้าแต่พญาละมั่งผู้เป็นนาย เชิญท่านมาสู่พระนครพาราณสีพร้อมกับฉัน ฉันจะถวายราชสมบัติในเมืองพาราณสีมีปริมาณ ๑๒ โยชน์ให้แก่ท่าน ท่านจงครองราชสมบัตินั้นเถิด. 
พวกข้าพระองค์เป็นดิรัจฉาน จะต้องการราชสมบัติไปใย หากพระองค์มีความใยดีในข้าพระองค์ โปรดทรงรักษาศีลที่ข้าพระองค์ให้ไว้ และทรงรับสั่งให้แม้ชาวแว่นแคว้นรักษากันด้วยเถิด ให้โอวาทแล้วเข้าป่าไป. 
ท้าวเธอมีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้นเรื่อยมา ครั้นเสนาพร้อมกระบวนแล้ว ทรงแวดล้อมด้วยเสนาเสด็จไปพระนคร ตรัสให้นำธรรมเภรีไปเที่ยวตีป่าวร้องว่า ตั้งแต่นี้ไปชาวแว่นแคว้นทั่วหน้า จงพากันรักษาศีล ๕ เถิด แต่ไม่ทรงเล่าคุณที่พระมหาสัตว์กระทำไว้แก่พระองค์ให้ใคร ๆ ฟัง เสวยพระกระยาหารในเวลาเย็นเสร็จ เสด็จบรรทมเหนือพระแท่นที่บรรทมอันอลงกต เวลาใกล้รุ่ง ทรงระลึกถึงคุณของพญาละมั่ง เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดบัลลังก์เหนือพระยี่ภู่ มีพระหฤทัยเปี่ยมด้วยพระปีติ ทรงเปล่งพระอุทาน ว่า
บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น.  บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ สู่บกได้.
           บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใดได้เป็นอย่างนั้น. บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย   เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควร ตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า ผัสสะ อันไม่เกื้อกูล และเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงเลย  ก็ต้องเข้าถึงความตาย.
สิ่งที่ไม่คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิดไว้ย่อมพินาศไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ จะสำเร็จได้ ด้วยความคิดนึกไม่มีเลย.
เมื่อท้าวเธอกำลังทรงเปล่งพระอุทานอยู่นั่นแหละ อรุณก็ปรากฏ ท่านปุโรหิตมาเฝ้าเพื่อทูลถามสุขไสยาแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่พระทวาร ได้ยินเสียงพระอุทานของท้าวเธอ ดำริว่า เมื่อวานพระราชาเสด็จไปล่าเนื้อ คงจักยิงละมั่งนั้นผิด ครั้นถูกพวกอำมาตย์มายั่วเย้า ก็ทรงติดตามละมั่งนั้นด้วยขัตติยมานะว่า จักฆ่าเสีย หิ้วมันมา เลยไปตกเหวลึก ๖๐ ศอก พญาละมั่งมีใจสงสาร มิได้คิดถึงโทษของพระราชา คงจักช่วยพระราชาขึ้นได้ เห็นจะเป็นด้วยเหตุนั้นท้าวเธอจึงทรงเปล่งอุทาน เหตุการณ์ที่พระราชาและพญาละมั่งกระทำไว้  ได้ปรากฏแก่พราหมณ์เหมือนเงาปรากฏแก่ผู้ส่องหน้าที่กระจกเจียระไนฉะนั้น ท่านจึงเคาะประตูพระทวาร. 
พระราชาตรัสถามว่า ใครนั่น. 
ข้าพระองค์ปุโรหิต พระเจ้าข้า. 
ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเปิดพระทวารแล้วตรัสว่า เชิญทางนี้เถิด ท่านอาจารย์. 
ท่านเข้าไปถวายชัยพระราชาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไปตกเหว ครั้นแล้วละมั่งนั้นทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า 
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มิได้ไปล่าเนื้อกับเรา รู้เรื่องทั้งหมดเลย รู้ได้อย่างไรเล่าหนอ ต้องถามท่านดู ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสถามว่า 
ดูก่อนพราหมณ์ คราวนั้น ท่านได้อยู่ที่นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครบอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่านคงเห็นเรื่องทั้งปวงละสิ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็นปรุโปร่งหรืออย่างไร
พราหมณ์กราบทูลว่า  ครั้งนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู.
พระราชาทรงโปรดท่าน พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก. ตั้งแต่นั้นก็ได้ทรงอภิรมย์แต่การทำบุญมีทานเป็นต้น. ฝูงชนเล่าก็พากันอภิรมย์แต่การทำบุญ  ที่ตายไปแล้วเนืองแน่นเมืองสวรรค์ทีเดียว. 
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงพระดำริว่า จักทรงยิงเป้า จึงตรัสชวนปุโรหิตเสด็จสู่พระอุทยาน. 
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราช ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกัญญาใหม่ ๆ มากมาย ทรงนึกว่าเหตุอะไรหนอ ก็ทรงทราบเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้เพราะละมั่ง แล้วทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล ทรงพระดำริว่า มหาชนพากันทำบุญด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ ก็บัดนี้พระราชาเสด็จสู่พระอุทยานเพื่อจะทรงยิงเป้า เราจักต้องทดลองท้าวเธอดูบ้าง ให้ท้าวเธอเปล่งพระสุรสีหนาทประกาศคุณละมั่ง แล้วให้ทรงทราบความที่เราเป็นท้าวสักกะจักยืนในอากาศแสดงธรรม กล่าวถึงคุณของเมตตา และเบญจศีลแล้วกลับมา  จึงได้เสด็จไปสู่พระอุทยาน 
ฝ่ายพระราชา ทรงพระดำริว่า จักยิงเป้า ก็ทรงโก่งธนูสอดลูกศร. 
ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฏระหว่างพระราชาและเป้า ด้วยอานุภาพของท้าวเธอ. 
พระราชาทรงเห็นแล้วมิได้ปล่อยลูกศร ที่นั้นท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิต ได้กล่าวว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไร อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที   ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้.
ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้แจ้งชัดว่า   เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ แต่ว่า เราจะบูชาคุณที่
      ละมั่งได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ฆ่าละมั่งนี้.
ข้าแต่มหาราชผู้เป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ  นั่นเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร พระองค์จงฆ่าท้าวสักกเทวราช นั้นเสีย แล้วจักได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ. ถ้าพระองค์ยังทรงลังเลใจไม่ฆ่าละมั่ง ซึ่งเป็นสหายพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา
เรา ชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่สหายจะพากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมก็ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด.  ดูก่อนพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ ทำคุณแก่เราเมื่อถึงความยากลำบาก เราตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึกได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา เรารู้คุณอยู่จะพึงฆ่าได้อย่างไรเล่า.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะออกจากสรีระท่านปุโรหิตนิรมิตอัตภาพ เป็นท้าวสักกะ สถิตบนอากาศ เมื่อจะทรงแสดงพระคุณของพระราชา จึงตรัสว่า
ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรงพระชนมชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์ทรงปกครองราชสมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ      จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้นเหมือนท้าววาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ฉะนั้น 
ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ จงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญทาน  และเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียนพระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด.
ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเตือนท้าวเธอว่า มหาราช ข้าพเจ้ามาเพื่อกำหนดจับท่าน ท่านไม่ให้ข้าพเจ้าจับท่านได้ จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วเสด็จคืนสู่สถานแห่งตนแล.

จบเรื่อง พญาละมั่งผู้มากน้ำใจ

ประเด็นน่าสนใจ
    เป็นน้ำใจของพญาละมั่ง ที่ยอมช่วยชีวิตพระราชาทั้งที่ พระราชานั้นทรงประสงค์จะฆ่า ผลแห่งความดี ทำให้พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม แม้ประชาชนก็ตั้งอยู่ในศีล ๕ บำเพ็ญทาน มีสวรรค์เป็นที่ไปมากมาย  ทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องประกอบด้วยเงื่อนไข ๓ ประการ คือ ทำดีให้ถูกดี ทำดีให้ถึงดี และทำดีให้พอดี
    ทำดีให้ถูกดี คือ ทำให้ถูกคนบางคนควรทำดีด้วย บางคนควรอยู่ให้ห่างไว้  ทำให้ถูกเวลา ถูกสถานที่
    ทำดีให้ถึงดี คือ ทำความดีให้มากพอจนเป็นความเคยชิน ทำจนสำเร็จ หรือทำจนกระทั่งผู้อื่นยอมรับ  
    ทำดีให้พอดี คือ ทำดีให้พอเหมาะ ไม่ทำมากไปจนเป็นเหตุให้ตนเดือดร้อน ผู้อื่นเดือดร้อน 
    เมื่อประกอบด้วยองค์ทั้ง ๓ จึงจะได้ชื่อว่าทำดีได้ดี

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย