เรื่อง ขุนศึกสะท้านปฐพี ตอน ปฐมบทขุนศึก

วันที่ 17 มิย. พ.ศ.2562

นิทานก่อนนอน
เรื่อง ขุนศึกสะท้านปฐพี
ตอน ปฐมบทขุนศึก

มีเรื่องเล่าว่า ในนครเวสาลี มีกษัตริย์ลิจฉวีอยู่ถึง ๗ พัน ๗ ร้อย ๗ พระองค์ . กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีความใส่พระทัยในการถามและการโต้ตอบ. ครั้งนั้น นิครนถ์ผู้ฉลาดในวาทะ ๕๐๐ วาทะ คนหนึ่ง  มาถึงพระนครเวสาลี กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นได้ทรงกระทำการสงเคราะห์นิครนถ์นั้น.นางนิครนถ์ผู้ฉลาดเท่าเทียมกันอีกคน ก็มาถึงพระนครเวสาลีเช่นกัน.
กษัตริย์ทั้งหลายจึงให้คนทั้งสองโต้ตอบวาทะกัน. คนทั้งสองไม่อาจเอาชนะกันได้. กษัตริย์ลิจฉวีจึงมีพระดำริว่า บุตรที่เกิดขึ้นจากคนทั้งสองนี้ จะเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม. จึงให้กระทำการวิวาหมงคลแก่คนทั้งสอง แล้วให้คนทั้งสองอยู่ร่วมกัน.
ต่อมา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน จึงเกิดบุตรี ๔ คนและบุตรชาย ๑ คน โดยลำดับ. บิดามารดาตั้งชื่อบุตรีทั้ง ๔ คนว่า นางสัจจา  นางโสภา นางอธิวาทกา และนางปฏิจฉรา ตั้งชื่อบุตรว่า สัจจกะ. คนทั้ง ๕ นั้นเมื่อเติบใหญ่ จึงได้เรียนวาทะ ๑๐๐๐ วาทะ คือจากมารดา ๕๐๐ จากบิดา ๕๐๐.
มารดาบิดาได้ให้โอวาทแก่บุตรีทั้ง ๔ ว่า ถ้าคนที่สามารทำลายวาทะของพวกเจ้าได้เป็นคฤหัสถ์ พวกเจ้าจงยอมตนเป็นภรรยาของเขา แต่หากผู้นั้นเป็นบรรพชิต พวกเจ้าก็ควรบวชในสำนักของบรรพชิตนั้น.
ในกาลต่อมา มารดาบิดาได้ละโลกไป. เมื่อมารดาบิดาละโลกไปแล้ว นิครนถ์น้องชายคนสุดท้องสั่งสอนศิลปะแก่กษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในนครเวสาลีนั้นนั่นเอง
ชื่อของสัจจกะ หลายท่านอาจคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปรากฏอยู่ในบทชัยมงคลคาถา บทว่า
สัจจัง  วิหายะ มะติสัจจักกะวาทะเกตุง ฯลฯ เขาได้โต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผลของการโต้วาทะ จึงปรากฏเป็นหนึ่งในบทชัยมงคลคาถา
ในบรรดาพี่น้องทั้ง ๕ คน สัจจกะถือได้ว่ามีปัญญามากที่สุด เขาได้กล่าววาจาในที่ประชุมชนในเมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นคณาจารย์ ครูของหมู่ แม้ปฏิญญา (ยืนยัน) ตนว่า เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่โต้ตอบกับเรา จะไม่ประหม่า  ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลโทรมจากรักแร้เลย ถ้าแม้เราจะโต้ตอบถ้อยคำด้วยถ้อยคำกับเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นก็จะสะท้านหวั่นไหว จะกล่าวอะไร ถึงสัตว์ที่เป็นมนุษย์
เขามีความคิดว่า ตนมีความรู้ในท้องมากจึงเอาผ้ามาพันท้องไว้ เพราะเกรงว่าท้องจะแตก หากมีโอกาสจะได้นำเรื่องของสัจจกะท่านนี้มาเล่าสู่กันฟัง
ส่วนพี่สาวทั้ง ๔ ถือกิ่งหว้าเที่ยวสัญจรจากนครนี้ไปนครนั้น เพื่อต้องการโต้วาทะ จนถึงพระนครสาวัตถี จึงปักกิ่งหว้าไว้ใกล้ประตูพระนคร แล้วกล่าวแก่พวกเด็ก ๆ ว่า ผู้ใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม หากสามารถโต้เตอบวาทะกับพวกเราได้ ผู้นั้นจงเอาเท้าเกลี่ยกองฝุ่นนี้ให้กระจายแล้วเหยียบกิ่งหว้าเสีย จากนั้นพากันเข้าไปยังพระนครเพื่อต้องการภิกษาหาร.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรปัดกวาดเสนาสนะ  ตักน้ำดื่มใส่หม้อเปล่า ปรนนิบัติภิกษุไข้อยู่ จึงเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีเวลาสาย  ท่านเห็นกิ่งหว้านั้น จึงถามทราบความแล้วก็ให้พวกเด็กนั่นแหละเหยียบกิ่งหว้าเสีย แล้วกล่าวว่า พวกคนที่วางกิ่งหว้านี้ไว้นั้น ทำภัตกิจกลับมาแล้ว จงไปพบเราที่ซุ้มประตูพระวิหารเชตวัน สั่งแล้วก็เข้าไปยังพระนคร กระทำภัตกิจเสร็จแล้วได้ยืนอยู่ที่ซุ้มพระวิหาร.
ฝ่ายนางปริพาชิกาเหล่านั้นกลับจากเที่ยวภิกษา เห็นกิ่งหว้าถูกเหยียบย่ำจึงกล่าวว่า ใครเหยียบย่ำกิ่งหว้านี้ พวกเด็กว่า พระสารีบุตรเถระให้เหยียบ และพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลายต้องการโต้วาทะ จงไปยังซุ้มพระวิหาร พวกนางจึงพากันกลับเข้าพระนครอีก ชักชวนไห้มหาชนประชุมกันแล้วไปยังซุ้มพระวิหาร
มหาชนได้ฟังดังนั้นคิดว่าจักมีเรื่องสนุกสนานเกิดขึ้น พวกเราจะไปชมดู จึงเดินทางไปกับพวกนางเป็นอันมาก
เมื่อถึงซุ้มประตูพระวิหาร ปริพาชิกาเหล่านั้นยืนล้อมพระเถระทั้ง ๔ ทิศ แล้วถามวาทะหนึ่งพันกะพระเถระ.
พระเถระกล่าวแก้ได้ทุกข้อ จากนั้นจึงได้ถามกลับไปว่า พวกท่านรู้อะไร ๆ อย่างอื่นอีกบ้างไหม?
ข้าแต่ท่าน พวกข้าพเจ้าไม่รู้อะไรอย่างอื่น.
เราจะถามอะไร ๆ กะพวกท่านบ้าง ได้หรือไม่
ถามเถิดท่าน หากพวกข้าพเจ้ารู้ จะกล่าวแก้.
พระเถระจึงถามว่า อะไรชื่อว่าหนึ่ง ?
นางปริพาชิกาเหล่านั้นใคร่ครวญแล้ว ไม่เห็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของปัญหา จึงตอบว่า พวกข้าพเจ้าไม่ทราบ.
พระเถระจึงวิสัชนาว่า พุทธมนต์ ชื่อว่าหนึ่ง. (ที่ชื่อว่าหนึ่งเพราะสามารถนำออกจากทุกข์ได้ วิชาความรู้ทั้งหลายเรียกว่า มนต์ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ชื่อว่ามนต์ มีเพียงคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ จึงชื่อว่าหนึ่ง)
ข้าแต่ท่าน ความปราชัยเป็นของพวกข้าพเจ้า ชัยชนะเป็นของท่าน.
บัดนี้ พวกท่านจะทำอย่างไร ?
มารดาบิดาของพวกข้าพเจ้าได้ให้โอวาทไว้ว่า ถ้าคฤหัสถ์ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้จงยอมเป็นภรรยาของเขา แต่หากเป็นบรรพชิตทำลายได้ก็จงพากันบวชในสำนักของบรรพชิตนั้น  เพราะฉะนั้น ท่านโปรดให้บรรพชาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด.
พระเถระกล่าวว่า ดีแล้ว จากนั้นจึงให้นางบวชในสำนักของพระอุบลวรรณาเถรี ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ได้บรรลุพระอรหัต.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระเป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาทั้งสี่ ให้ทุกนางบรรลุพระอรหัต.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนสารีบุตรก็ได้เป็นที่พึ่งของปริพาชิกาเหล่านี้ แต่ในบัดนี้ ได้ให้บรรพชาภิเษก ในปางก่อน ได้ตั้งไว้ในตำแหน่งมเหสีของพระราชา

จบตอน ปฐมบทขุนศึก
Cr.ขุนพลไร้เงา

พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย