เรื่อง แรงปรารถนา ตอน ลุ่มหลงหญิงงาม

วันที่ 27 มิย. พ.ศ.2562

นิทานก่อนนอน

เรื่อง แรงปรารถนา
ตอน ลุ่มหลงหญิงงาม

พระราชาเหลือบแลดูนางอุมมาทันตี ทันทีก็เกิดความเมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่า เรือนหลังนี้ เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี.
พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสถามว่า     ดูก่อนนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อม  ด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น นายสุนันทสารถี  หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือ สามีของนางมี หรือไม่ ขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.
นายสารถี เอจะกราบทูลแจ้งเนื้อความแด่พระราชาว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์  ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อมทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน   สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้ง เป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา   หญิงนั้น คือ ภรรยาของอภิปารกเสนาบดี เธอมีชื่อ ว่า อุมมาทันตี พระเจ้าข้า.
พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว จึงทรงชมเชยชื่อของนางว่า   ดูก่อนท่านผู้เจริญ ๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้   หญิงคนนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดีจริงอย่างนั้น เมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า. 
แม้นางอุมมาทันตีนั้น ทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้ว ได้เข้าสู่ห้องอันประกอบด้วยสิริตามเดิม.
ตั้งแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงกระทำประทักษิณพระนครเลย. พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี ถึงพระราชสมบัติ ก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงให้นายสารถีกลับรถแล่นถึงสถานที่ เสด็จขึ้นพระปราสาทแล้ว ทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมอันประกอบด้วยสิริ ตรัสว่า
ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชม้ายคล้ายเนื้อทราย  ร่างกายมีสีเหมือนดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง  เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง    คราวใด นางมีหน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลม   อยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชม้อยชม้ายชำเลืองดูเราดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินนร เกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น ก็คราวนั้น นางผู้พริ้งเพรา มีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งห่มท่อนเดียว ชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อทราย มองดูนายพราน ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม  มีแขนนุ่มนิ่ม ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง  มีกระบวนชดช้อย งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา  เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติริฏิวัจฉะ ผู้มีทับทรวง อันกระทำด้วยข่ายทอง เอวกลม จักกอดรัดเราด้วยแขนทั้งสองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่างทราย รวบ รัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้ มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ  มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่งดังดอกบุณฑริก จักจรดปากด้วยปากกะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุราให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น ในกาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาลนั้น เราไม่รู้สึกอะไร ๆ แก่จิตของตนเลย เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้สวมสอดกุณฑลมณีแล้วนอนไม่หลับ      ทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนแพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง   ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตีคืนหนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้น พระเจ้าสิวิราช พึงได้รื่นรมย์บ้าง.
พวกราชบุรุษจึงพากันไปบอกแก่ท่านอภิปารกเสนาบดีว่า ข้าแต่นายท่าน พระเจ้าแผ่นดินทรงกระทำประทักษิณพระนคร พอมาถึงประตูบ้านของท่านแล้ว ก็เสด็จกลับวังขึ้นสู่ปราสาท. 
อภิปารกเสนาบดีนั้น จึงไปยังเรือนของตนแล้ว เรียกนางอุมมาทันตีออกมาถามว่า น้องรักของพี่ น้องแสดงตัวปรากฏแก่พระราชาหรือ. 
นางตอบว่า ท่านพี่ มีชายคนหนึ่ง ท้องใหญ่เขี้ยวโต ยืนมาบนรถ ดิฉันไม่รู้จักชายคนนั้นว่า เป็นพระราชา หรือมิใช่พระราชา แต่เมื่อผู้คนเล่ากันว่า เป็นเอกบุรุษเป็นใหญ่  ดิฉันยืนอยู่ริมหน้าต่าง จึงได้โปรยดอกไม้ลงไป ชายผู้นั้น ยืนอยู่สักครู่หนึ่งแล้ว ก็กลับไป. 
อภิปารกเสนาบดีได้สดับคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า น้องทำให้พี่ต้องฉิบหายเสียแล้ว  ครั้นวันรุ่งขึ้น จึงรีบไปยังพระราชนิเวศน์แต่เช้าตรู่ยืนอยู่ที่ประตูห้องอันเป็นสิริ ได้ยินเสียงพระราชาบ่นเพ้อถึงนางอุมมาทันตี จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ มีจิตรักใคร่ผูกพันในอุมมาทันตี ถ้าไม่ได้นางคงจักสวรรคตเป็นแน่ เราควรจะช่วยปลดเปลื้องโทษทั้งของพระราชาและของเราเสีย แล้วถวายชีวิตแด่พระราชาพระองค์นี้เถิด จึงกลับไปสู่เรือนของตน แล้วสั่งให้เรียกคนใช้คนสนิทผู้หนึ่งมาสั่งว่า นี่แน่ะพ่อคุณ ที่โน้น มีต้นไม้ใหญ่ มีโพรงอยู่ต้นหนึ่ง ท่านอย่าให้ใคร รู้ พอพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านจงไปในที่นั้นแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ภายในต้นไม้ เราจะทำพลีกรรมที่ต้นไม้นั้น พอไปถึงต้นไม้นั้นนมัสการเทวดาแล้ว จักวิงวอนว่า ข้าแต่เทวราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมหรสพมีในพระนคร พระราชาของพวกข้าพเจ้า ไม่ยอมทรงเล่น กลับเสด็จไปยังห้องอันเป็นสิริ ทรงบรรทมบ่นเพ้อพวกข้าพเจ้าไม่ทราบถึงเหตุในข้อนั้นเลย พระราชาทรงมีอุปการะมากมายแก่พวกเทวดาฟ้าดิน ทรงสละทรัพย์พันหนึ่งให้กระทำพลีกรรมทุกกึ่งปี ขอพวกท่านจงบอกว่า พระราชาทรงเพ้อรำพันเพราะอาศัยเหตุนี้ ดังนี้แล้ว เราจักอ้อนวอนว่า จงให้ชีวิตทานแก่ราชาของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด ในขณะนั้นตัวท่านพึงเปลี่ยนเสียงแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านเสนาบดี ขึ้นชื่อว่าความเจ็บไข้มิได้มีแก่พระราชาของพวกท่านเลย แต่พระองค์มีจิตผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีผู้เป็นภรรยาของท่าน หากพระองค์ได้นางก็จักดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้ก็จักสวรรคตเป็นแน่ ถ้าหากปรารถนาจะให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็จงถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์เถิด  เมื่อเสนาบดีให้คนใช้จำเอาถ้อยคำอย่างนี้แล้วก็สั่งไป. 
คนใช้นั้นไปนั่งอยู่ในต้นไม้นั้น. ครั้นวันรุ่งขึ้น ท่านเสนาบดีไปยังสถานที่นั้นแล้ว จึงกล่าวคำอ้อนวอน. คนใช้ได้ทำตามคำสั่งทุกประการ. 
ท่านเสนาบดีกล่าวว่า ดีล่ะ  แล้วไหว้เทวดาฟ้าดิน บอกให้พวกอำมาตย์ทราบเรื่องแล้ว เข้าไปยังพระนคร ขึ้นไปบนราชนิเวศน์แล้วเคาะประตูห้องบรรทมอันประกอบด้วยสิริ. 
พอพระเจ้าแผ่นดินกลับได้สติ จึงตรัสถามว่า นั่นใคร. 
เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์คืออภิปารกเสนาบดี พระเจ้าข้า. 
ลำดับนั้น พระราชาทรงเปิดพระทวาร ให้เขา. 
เขาจึงเข้าไปถวายบังคมแด่พระราชาแล้ว กราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่
      มนุษย์ เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่   เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาคลุ้มคลั่งในนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ให้นางบำเรอเถิด.
 พระราชาตรัสถามท่านเสนาบดีว่า ดูก่อนอภิปารกะผู้สหายแม้พวกเทวดาก็รู้เรื่องที่เราบ่นเพ้อเพราะมีจิตรักใคร่ในนางอุมมาทันตีด้วยหรือ
เสนาบดีทูลตอบว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. 
พระราชาทรงดำริว่า ข่าวว่า ความชั่วของเรา ชาวโลกทั้งหมดรู้กันแล้ว  จึงทรงดำรงอยู่ในธรรม แล้วตรัสว่า   ก็เราพึงพรากเสียจากบุญและไม่เป็นเทวดา อนึ่ง  คนพึงรู้ความชั่วของเรานี้ และเมื่อท่านให้นางอุมมาทันตี ภรรยาสุดที่รักแล้วไม่เห็นนาง ความแค้นใจอย่าง  ร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน.
ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็น ที่รักของข้าพระบาทโดยแท้  ขอความเจริญมีแด่พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด      
พระราชาตรัสว่า อภิปารกผู้สหาย ท่านจงฟังเรา พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มีความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุขในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่มเงาเย็น ฉะนั้น
เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณา อันเป็นกรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใด ทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่า นั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้   เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่าย ไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปคด ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติ อธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้เล่า   รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม เมื่อฝูงโค ข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูง ว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปตรง ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม    ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้โดย อธรรม รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน  ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคลไม่พึงประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้นเป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดใน ท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครองแว่นแคว้น   จักเป็นผู้เคารพธรรมของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่งธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่ง จิตของตน.
ท่านเสนาบดีกราบทูลอนุโมทนาว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติธรรมอันไม่มีความฉิบหาย เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืนนาน เพราะ พระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้น ของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นอิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ
           
พระราชาทรงแสดงธรรมแก่ท่านเสนาบดีแล้ว ก็ได้ทรงบรรเทาพระทัยที่จะผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีเสียได้สิ้น.

จบเรื่อง แรงปรารถนา

ประเด็นน่าสนใจ
    เป็นการดีที่พระราชาทรงบรรเทาความมัวเมาเสียได้ และไม่ทรงรับนางอุมมาทันตี แม้ท่านเสนาบดีจะทูลถวายด้วยความเต็มใจก็ตาม แต่หากพระองค์ทรงรับ คำครหาคำติเตียนย่อมมีแก่ทั้งพระราชาและท่านเสนาบดีแน่นอน  
    กล่าวถึงท่านเสนาบดี เพื่อจะรักษาชีวิตของพระราชา แม้จะถวายนางอุมมาทันตีด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ตาม แต่สมควรที่ท่านจะปรึกกับนางเสียก่อน นางยินยอมหรือไม่ เพราะนางคือภรรยา มิใช่บุตรสาวหรือน้องสาว  จะยกให้ผู้ได้เช่นนั้นหรือ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสายตาของอำมาตย์ข้าราชการทั้งหลายจะมองมาเช่นไร บางคนอาจเข้าใจถึงความจงรักภักดี แต่บางคนอาจเข้าใจว่า ท่านถวายของรักของหวง มีเจตนาประจบเอาใจพระราชาหรือไม่ ความเคารพในตัวท่านอาจลดน้อยลง ชีวิตการรับราชการของท่านอาจไม่ราบรื่นก็เป็นได้ 
    ฝ่ายพระราชาหากทรงรับนางอุมมาทันตี อำมาตย์ราชบริพารบางส่วนก็เข้าใจหรือมิได้มีความเห็นเป็นอื่น แต่บางส่วนอาจเกิดความวิตกกังวล ว่า พระราชาทรงพอพระทัยภรรยาของผู้อื่น ทรงยื้อแย่งภรรยาของผู้อื่นเช่นนี้ จะปกครองแว่นแคว้นประชาชนให้เป็นสุขได้อย่างไร 
    ฉะนั้นการให้หรือการรับ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นของรักของหวง  จะหวังเพียงความบริสุทธิ์ใจอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย