เรื่อง แทนคุณ ๑๒ กหาปณะ

วันที่ 29 มิย. พ.ศ.2562


เรื่อง แทนคุณ ๑๒ กหาปณะ

ได้ยินว่า บุรุษเข็ญใจคนหนึ่งในบ้านมหาคาม เลี้ยงชีวิตด้วยการขายฟืน. เพราะเหตุนั้นเขาจึงมีชื่อว่า ทารุภัณฑกมหาติสสะ. 
วันหนึ่ง เขาพูดกะภรรยาว่า ชื่อว่าความเป็นอยู่ของพวกเราเป็นอย่างไรกันพระศาสดาตรัสว่า นิตยทานมีผลมาก แต่เราไม่อาจให้เป็นประจำได้ เราถวายปักขิกภัตแล้ว แม้สลากภัตอันเกิดขึ้นข้างหน้าเราก็จักถวาย. 
ภรรยารับคำว่า ดีละนาย แล้วได้ถวายปักขิกภัตตามมีตามได้ในวันรุ่งขึ้น. 
ก็เวลานั้น เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ไม่ขัดข้องด้วยเรื่องปัจจัยทั้งหลาย. ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายฉันโภชนะล้วนประณีต รู้ว่า นี้เป็นอาหารไม่สู้ดี จำทำเพียงรับไว้เท่านั้น เมื่อคนทั้งสองนั้นเห็นอยู่ ก็ทิ้งเสียแล้วก็ไป. 
ภรรยาเห็นการกระทำนั้น จึงบอกแก่สามี. แต่ไม่ได้มีความเดือดร้อนใจว่า พระทิ้งของที่เราถวาย. 
สามีกล่าวว่า เพราะพวกเราเป็นคนจน จึงไม่อาจให้พระคุณเจ้าฉันได้โดยง่าย เราจักกระทำอย่างไรจึงเป็นที่พอใจของพระคุณเจ้าทั้งหลายได้. 
ทีนั้น ภรรยากล่าวว่า นาย ท่านพูดว่าอะไร เรามีธิดาคนหนึ่งมิใช่หรือ ท่านจงเอาธิดาคนนี้วางเป็นประกันไว้ในตระกูลหนึ่ง เอาทรัพย์มาสัก ๑๒กหาปณะ (๑ กหาปณะ= ๔ บาท ของชาวมคธ) แล้วซื้อแม่โคนมมาตัวหนึ่ง เราจักถวายสลากภัตปรุงกับนมสดแก่พระคุณเจ้า นี่อาจทำให้พระคุณเจ้าพึงพอใจได้ 
สามีรับคำว่า ได้ แล้วกระทำอย่างนั้น. ด้วยบุญของคนทั้งสองนั้น แม่โคนมตัวนั้นให้น้ำนม ๓ มาณิกะในตอนเย็น (มาณิกะเป็นมาตราตวงของชาวมคธ) ในตอนเช้าให้นม ๓ มาณิกะ. คนทั้งสองทำนมสดที่ได้ในตอนเย็นให้เป็นนมเปรี้ยว ในวันรุ่งขึ้นจึงทำให้เป็นเนยใสจากเนยข้นจากนมส้มนั้น แล้วถวายสลากภัตปรุงด้วยนมสดพร้อมกับเนยใสนั่นแล จำเดิมแต่นั้น พระผู้มีบุญจึงจะได้สลากภัตในเรือนของเขา.
วันหนึ่ง สามีกล่าวกะภรรยาว่า พวกเราพ้นจากเรื่องที่น่าละอายก็เพราะมีลูกสาว ทั้งภัตตาหารในเรือนของเราแห่งเดียว เป็นของควรบริโภคแห่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย เธออย่าประมาทในวัตรอันดีงามนี้จนกว่าพี่จะมา พี่จะทำงานสักอย่างไถ่ตัวลูกสาว เขาไปยังหนึ่งที่แห่งหนึ่งทำงานหีบอ้อย  ๖ เดือนผ่านไปจึงได้เงิน ๑๒ กหาปณะ คิดว่า เงินเท่านี้อาจจะไถ่ลูกสาวของเราได้ จึงเอาชายผ้าขอดกหาปณะเหล่านั้นไว้ แล้วเดินทางด้วยตั้งใจว่าจักไปบ้าน.
ในสมัยนั้น พระปิณฑปาติยติสสเถระอยู่ในอัมพริยมหาวิหาร คิดว่าจักไปมหาวิหารไหว้พระเจดีย์ จึงออกจากที่อยู่ของตนไปยังบ้านมหาคามเดินไปทางนั้นเหมือนกัน 
อุบาสกนั้นเห็นพระเถระแต่ไกล คิดว่าเรามาผู้เดียว จักไปฟังธรรมกถากัณฑ์หนึ่ง พร้อมกันกับพระคุณเจ้ารูปนี้ เพราะผู้มีศีลหาได้ยาก จึงรีบไปทันไหว้พระเถระแล้วเดินไปด้วยกัน เมื่อเวลาฉันภัตตาหารใกล้เข้ามาคิดว่า เราไม่มีภัตตาหารในมือ และก็ถึงเวลาฉันของพระคุณเจ้าแล้ว ทั้งค่าใช้จ่ายก็มีอยู่  เมื่อถึงประตูบ้านแห่งหนึ่ง เราจักถวายบิณฑบาตแก่ท่าน.
เมื่อความคิดของเขาเพียงเกิดขึ้นเท่านั้น คนผู้หนึ่งถือห่อภัตตาหารมาถึงที่นั้นพอดี อุบาสกเห็นเขาแล้ว กล่าวนิมนต์พระเถระว่าท่านผู้เจริญ โปรดคอยหน่อยเถิด  แล้วเข้าไปหาคนผู้นั้นกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ฉันจะให้กหาปณะแก่ท่าน ท่านจงให้ห่อภัตตาหารแก่ฉัน 
บุรุษนั้นคิดว่า ภัตตาหารนี้จะมีราคาถึงมาสกหนึ่งก็หามิได้ แต่ครั้งแรกอุบาสกนี้ ก็ให้เราถึงหนึ่งกหาปณะ น่าจะมีเหตุอะไรสักอย่าง ครั้นคิดแล้วจึงกล่าวว่า หนึ่งกหาปณะ เราจะไม่ให้ 
อุบาสกกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอา ๒ กหาปณะ จงถือเอา ๓ กหาปณะ โดยทำนองนี้ประสงค์จะให้กหาปณะเหล่านั้นแม้ทั้งหมด 
บุรุษนั้นสำคัญว่า อุบาสกนั้นมีกหาปณะมากกว่านี้อีก จึงกล่าวว่า แม้ ๑๒ กหาปณะเราก็ไม่ให้
อุบาสกจึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าเรามีกหาปณะมากกว่านี้ เราจะให้ทั้งหมด แต่เราจะถือเอาเพื่อประโยชน์แก่ตนก็หามิได้เลย เรานิมนต์พระคุณเจ้ารูปหนึ่งให้นั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง กุศลจักมีแก่ท่านด้วย ท่านจงให้ภัตตาหารนั้นแก่เราเถิด
บุรุษนั้นพูดว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเอาไป จงนำกหาปณะเหล่านั้นมา ได้ถือเอากหาปณะทั้งหมด แล้วให้ห่อภัตตาหารไป 
อุบาสกถือภัตตาหารเข้าไปหาพระเถระแล้วกล่าวว่า นำบาตรออกมาเถิด ท่านขอรับ 
พระเถระนำบาตรออกมา เมื่ออุบาสกถวายภัตตาหารเข้าไปได้ครึ่งหนึ่ง ท่านก็ปิดบาตรเสีย
อุบาสกกล่าวว่า มีส่วนเดียวเท่านั้น กระผมไม่อาจบริโภคจากส่วนเดียวนี้ ภัตตาหารนี้กระผมหามา เพื่อท่านเท่านั้น ขอท่านจงรับภัตตาหาร เพื่ออนุเคราะห์กระผมเถิด
พระเถระคิดว่า มีเหตุจึงรับมาฉันทั้งหมด อุบาสกได้กรองน้ำดื่มด้วยเครื่องกรองน้ำแล้วถวาย  ต่อจากนั้น เมื่อพระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทั้งสองก็เดินทางไปด้วยกัน
พระเถระถามอุบาสกว่า เพราะเหตุไรท่านจึงไม่บริโภค 
อุบาสกนั้นบอกเรื่องราวของตนทั้งหมด 
พระเถระฟังความเป็นไปนั้นแล้วสลดใจ คิดว่า อุบาสกทำสิ่งที่ทำได้ยาก ก็เราบริโภคบิณฑบาตเห็นปานนี้ ควรเป็นผู้กตัญญูต่ออุบาสกนี้ เราได้เสนาสนะอันเป็นสัปปายะแล้ว เมื่อผิวหนัง เนื้อ และเลือด แม้จะแห้งไปในเสนาสนะนั้นก็ตามที ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหัตด้วยการนั่งขัดสมาธิอยู่นั่นแหละ จักไม่ลุกขึ้น 
พระเถระนั้นไปยังติสสมหาวิหาร กระทำอาคันตุกวัตรแล้ว เข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแก่ตน ลาดเครื่องลาดแล้วนั่งบนเครื่องลาดนั้น กำหนดมูลกรรมฐานของตนนั่นเอง พระเถระนั้นไม่อาจจะทำแม้เพียงแสงสว่างให้บังเกิดขึ้นในราตรีนั้น. 
ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น จึงตัดความกังวลในการเที่ยวบิณฑบาตเสีย ก็เห็นแจ้งกรรมฐานนั้นนั่นเองทั้งอนุโลมและปฏิโลม พระเถระเห็นแจ้งอยู่โดยอุบายนั้น ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาในอรุณที่ ๗ แล้วคิดว่า สรีระเขาเราเมื่อยล้าเหลือเกิน ชีวิตเราจักดำเนินไปได้นานไหมหนอ 
ครั้งนั้น พระเถระกำหนดได้แน่นอนว่า สรีระนั้นจะไม่ดำเนินไป จึงถือบาตรและจีวรไปยังท่ามกลางวิหาร ตีกลองให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน.
เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาประชุมพร้อมกันแล้ว พระสังฆเถระถามว่า ใครให้ภิกษุสงฆ์ประชุม. 
พระเถระตอบว่ากระผมขอรับ. 
พระสังฆเถระถามว่า เพื่ออะไร ท่านสัตบุรุษ. 
พระเถระตอบว่า กรรมอื่นไม่มีขอรับ แต่ว่าท่านใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล  ท่านผู้นั้นจงถามกระผมเถิด. 
พระสังฆเถระถามว่า ท่านสัตบุรุษ ภิกษุทั้งหลายเช่นท่าน ย่อมไม่กล่าวคุณที่ไม่มีอยู่ ความสงสัยในมรรคหรือผลนี้ไม่มีแก่พวกเรา. 
ก็อะไรเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชแก่ท่าน. ท่านทำอะไรให้เป็นปัจจัย พระอรหัตนี้จึงบังเกิดขึ้น. 
พระเถระตอบว่า ท่านขอรับในวัลลิยวิถีในบ้านมหาคามนี้ มีอุบาสกชื่อทารุภัณฑกมหาติสสะ จำนองธิดาของตนไว้ภายนอกแล้วเอาทรัพย์มา ๑๒ กหาปณะ ซื้อแม่โคนมมาตัวหนึ่ง เริ่มตั้งสลากภัตนมสดแก่พระสงฆ์. เขาคิดว่า เราจักไถ่ธิดาจึงทำการรับจ้างอยู่ในโรงหีบอ้อยถึง ๖ เดือน ได้ทรัพย์ ๑๒ กหาปณะแล้วจึงเดินไปบ้านของตนด้วยหวังใจว่า จักไถ่ธิดา เห็นกระผมในระหว่างทาง ในเวลาภัตตาหารได้ให้กหาปณะนั้นทั้งหมด แล้วถือเอาห่อภัตตาหารมาถวายกระผมทั้งหมด. กระผมฉันบิณฑบาตนั้นแล้วมาที่นี้ ได้เสนาสนะอันเป็นสัปปายะแล้วคิดว่า เราจักกระทำความยำเกรงต่อบิณฑบาต จึงได้ทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นขอรับ. 
บริษัท ๔ ผู้ประชุมกันอยู่ที่นั้น ได้ให้สาธุการแก่พระเถระ. ชื่อว่าผู้สามารถเพื่อดำรงตามภาวะของตนไม่มีเลย. พระเถระนั่งพูดอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ กำลังพูดอยู่นั่นแลอธิษฐานว่า กูฏาคาร ของเราจงเคลื่อนไป ต่อเมื่อทารุภัณฑกมหาติสสะเอามือถูกต้องเท่านั้น ดังนี้แล้ว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
พระเจ้ากากวัณณติสสมหาราชทรงสดับว่า พระเถระรูปหนึ่งปรินิพพาน จึงเสด็จไปยังวิหารทรงทำสักการะสัมมานะ แล้วตรัสสั่งให้ตระเตรียมกูฏาคาร แล้วยกพระเถระขึ้นใส่ในกูฏาคารนั้น ทรงดำริว่า เราจักไปที่เชิงตะกอนเดี๋ยวนี้ จึงทรงยกกูฏาคาร ก็ไม่อาจให้เคลื่อนที่ได้. พระราชารับสั่งถามภิกษุสงฆ์ว่า ท่านผู้เจริญ คำพูดอะไรที่พระเถระกล่าวไว้มีอยู่หรือ. 
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลเรื่องราวที่พระเถระกล่าวไว้. 
พระราชารับสั่งให้เรียกอุบาสกนั้นมาแล้วตรัสถามว่า ในที่สุด ๗ วันจากวันนี้ไป เธอถวายภัตตาหารแก่ภิกษุผู้เดินทางหรือ. 
อุบาสกทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า 
พระราชาตรัสถามว่า เธอถวายอย่างไร
อุบาสกนั้นจึงกราบทูลเหตุการณ์นั้นทั้งหมด. 
พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงสั่งอุบาสกนั้นไป ณ ที่ตั้งกูฏาคารของพระเถระด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไป จงดูสิว่า นั่นพระเถระรูปนั้นหรือรูปอื่น. 
อุบาสกนั้นไปแล้วเลิกม่านขึ้นเห็นหน้าพระเถระก็จำได้ เอามือทั้งสองทุบหัวใจไปยังสำนักของพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เป็นพระคุณเจ้าของข้าพระองค์. 
พระราชาจึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องประดับชุดใหญ่แก่อุบาสกนั้น. ตรัสกะอุบาสกผู้ประดับเสร็จแล้วว่า ท่านมหาติสสะผู้พี่ชาย ท่านจงไปไหว้พระคุณเจ้าของเรา แล้วจึงยกกูฏาคารขึ้นเถิด
อุบาสกรับพระดำรัสว่า ขอรับใส่เกล้า ข้าแต่สมมติเทพ แล้วไปไหว้เท้าพระเถระ เอามือทั้งสองยกขึ้นทูนไว้เหนือกระหม่อมของตน. 
ขณะนั้นเอง กูฏาคารลอยไปทางอากาศประดิษฐานอยู่ ณ ข้างบนของเชิงตะกอน. ในกาลนั้น เปลวไฟลุกขึ้นเองจากมุมแม้ทั้ง ๔ ของเชิงตะกอน.
จบเรื่อง แทนคุณ ๑๒ กหาปณะ

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย