เรื่อง คุณชายกำมะลอ

วันที่ 03 กค. พ.ศ.2562


นิทานก่อนนอน
เรื่อง คุณชายกำมะลอ

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ใน พระนครพาราณสี  เศรษฐีผู้มีสมบัติมากท่านหนึ่ง ภรรยาของท่านคลอดบุตรเป็นชาย  แม้ทาสีของท่านก็คลอดบุตรในวันนั้นเหมือนกัน เด็กทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน เมื่อบุตรท่านเศรษฐีเรียนหนังสือก่อน แม้ลูกทาสของท่านก็ถือกระดานชนวนตามไป พลอยศึกษาหนังสือกับบุตรเศรษฐีด้วย  ได้เขียนอ่านสองสามครั้ง ลูกทาสนั้นก็ฉลาดในถ้อยคำ ฉลาดในโวหารตามลำดับ 
เมื่อทาสนั้น เติบโตขึ้น เป็นหนุ่มมีรูปงาม ได้นามว่า กฏาหกะ เขาทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุ ในเรือนของท่านเศรษฐี  ดำริว่า คนเหล่านี้คงจะไม่ใช้ให้เรากระทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุตลอดไป พอเห็นความผิดนิดหน่อยของเราเข้า ก็คงจะเฆี่ยนตี จองจำ ทำตราเครื่องหมาย แล้วก็ใช้สอยทำนองทาสต่อไป ก็ที่ชายแดนมีเศรษฐีผู้เป็นสหายของท่านเศรษฐีอยู่  ถ้ากระไร เราถือหนังสือลายมือของท่านเศรษฐีไปในที่นั้น บอกว่าเราเป็นลูกท่านเศรษฐี ลวงเศรษฐีนั้นแล้วขอธิดาของท่านเศรษฐีเป็นคู่ครอง พึงอยู่อย่างสบาย
เขาเขียนหนังสือขึ้นเองว่า ข้าพเจ้าส่งลูกชายของข้าพเจ้า  มาหาท่าน ขึ้นชื่อว่าความสัมพันธ์เกี่ยวดองกัน ระหว่างข้าพเจ้ากับท่าน เป็นเรื่องสมควร เพราะฉะนั้น ขอท่านได้โปรดยกธิดาของท่านให้แก่บุตรชายคนนี้ แล้วให้เขาอยู่ในที่นั้นแหละ หากข้าพเจ้าได้โอกาส จะตามมาภายหลัง เขียนดังนี้แล้วก็เอาตราของท่านเศรษฐีประทับ จากนั้นถือเอาเสบียง ของหอม และผ้าเดินทางไปสู่ปัจจันตชนบท พบท่านเศรษฐี ไหว้แล้วยืนสำรวมอยู่
ครั้งนั้นท่านเศรษฐีถามเขาว่า มาจากไหนเล่า พ่อคุณ 
กระผมมาจากพระนครพาราณสี ขอรับ
พ่อเป็นลูกใคร ?
เป็นบุตรของพาราณสีเศรษฐีขอรับ
มาที่นี่ต้องการอะไรเล่า พ่อคุณ 
ในขณะนั้น กฏาหกะก็ให้หนังสือ พร้อมกับกล่าวว่า ท่านดูหนังสือนี้แล้วจักทราบเอง ขอรับ
ท่านเศรษฐีอ่านหนังสือแล้ว ดีใจว่า คราวนี้เราจะได้อยู่อย่างสบาย จึงจัดแจงยกธิดาให้แต่งงานด้วย
บริวารของท่านเศรษฐีมีเป็นอันมาก ในเมื่อมีผู้น้อมนำยาคูและของเคี้ยวเข้าไปให้ หรือน้อมนำผ้าที่อบด้วยของหอมใหม่ ๆ เข้าไปให้ กฏาหกะก็ติเตียนว่า โธ่เอ๋ย คนบ้านนอก ต้มยาคูกันแบบนี้ ทำของเคี้ยวก็อย่างนี้ หุงข้าวกันแบบนี้เอง ติเตียนผ้าและกรรมกรว่า เพราะเป็นคนบ้านนอกนั่นเอง พวกคนเหล่านี้จึงไม่รู้จักใช้ผ้าใหม่ ๆ ไม่รู้จักอบของหอม ไม่รู้จักร้อยกรองดอกไม้.
พาราณสีเศรษฐี เมื่อไม่เห็นทาส ก็ถามว่า เราไม่พบหน้าเจ้ากฏาหกะเลย  มันไปไหน ช่วยกันตามมันที ดังนี้แล้ว ใช้ให้คนเที่ยวหาโดยรอบ
ในคนเหล่านั้น คนหนึ่งไปที่ปัจจันตชนบทเห็นเขาแล้วจำได้  จึงกลับไปบอกแก่พาราณสีเศรษฐี
ท่านเศรษฐีฟังเรื่องนั้นแล้วคิดว่า มันทำในสิ่งที่ไม่สมควร  จำต้องไปจับมาเฝ้าพระราชา คิดดังนี้แล้วจึงออกจากบ้านไปพร้อมบริวารเป็นอันมาก
ข่าวปรากฏไปทั่วว่า ได้ยินว่าท่านเศรษฐีไปสู่ปัจจันตชนบท กฏาหกะฟังว่าท่านเศรษฐีมา คิดว่าท่านคงไม่มาด้วยเรื่องอื่น ต้องมาด้วยเรื่องเราแน่  ถ้าเราจะหนีไปเสีย คงไม่อาจกลับมาได้อีก แต่อุบายนั้นยังพอมี เราต้องไปพบกับท่านผู้เป็นนาย แล้วกระทำกิจของทาส ทำให้ท่านโปรดปรานให้จงได้ ตั้งแต่นั้น เขาจะกล่าวในท่ามกลางบริษัทว่า พวกคนพาลไม่รู้คุณของมารดาบิดา เพราะตนเป็นคนพาล ในเวลาที่ท่านบริโภค ก็ไม่กระทำความนอบน้อม บริโภครวมกับท่าน ส่วนเรา ในเวลามารดาบิดาบริโภค ย่อมคอยยกสำรับเข้าไป ยกกระโถนเข้าไป ยกของบริโภคเข้าไปให้ บางทีก็หาน้ำดื่มให้ บางทีก็พัดให้ เข้าไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ดังนี้แล้ว ประกาศกิจที่พวกทาสต้องกระทำแก่นายทุกอย่าง ตลอดถึงการถือกระออมน้ำไปในที่ลับในเวลาที่นายถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ครั้นให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างนี้แล้ว เวลาที่ท่านเศรษฐีมาใกล้ปัจจันตชนบท ก็บอกกับเศรษฐีผู้เป็นพ่อตาว่า คุณพ่อครับ ได้ยินว่า บิดาของผมมาเพื่อพบคุณพ่อ คุณพ่อโปรดให้เขาเตรียมขาทนียโภชนียาหารเถิดครับ ผมจักถือเอาเครื่องบรรณาการสวนทางไป
พ่อตารับคำว่า ดีแล้วพ่อ.
กฏาหกะถือเอาบรรณาการไปเป็นอันมาก เดินทางไปพร้อมด้วยบริวารกลุ่มใหญ่ ไหว้ท่านเศรษฐีแล้วมอบบรรณาการ
ท่านเศรษฐีรับบรรณาการ กระทำปฏิสันถารกับเขา ถึงเวลาบริโภคอาหารเช้า ก็ให้ตั้งกองพัก แล้วเข้าไปสู่ที่ลับเพื่อถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
กฏาหกะให้บริวารของตนกลับแล้ว ถือกระออมน้ำไปหาท่านเศรษฐี เมื่อเสร็จอุทกกิจแล้ว ก็หมอบที่เท้าของท่าน กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นนาย กระผมจักให้ทรัพย์แก่ท่าน เท่าที่ท่านปรารถนา โปรดอย่าให้ยศของกระผมเสื่อมไปเลย ขอรับ
ท่านเศรษฐีเลื่อมใสในความสมบูรณ์ด้วยวัตรของเขา ปลอบโยนว่า อย่ากลัวเลย อันตรายจากเราจะไม่มีต่อเจ้า แล้วเข้าสู่ปัจจันตนคร สักการะอย่างมากได้เกิดขึ้นกับท่าน ฝ่ายกฏาหกะก็กระทำกิจที่ทาสต้องทำแก่ท่านตลอดเวลา
ครั้งนั้นปัจจันตเศรษฐีกล่าวกะพาราณสีเศรษฐีผู้นั่งอย่างสบายในเวลาหนึ่งว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐี พอผมเห็นหนังสือของท่านเข้าเท่านั้นก็ยกบุตรสาวให้แก่บุตรของท่านทันที
พาราณสีเศรษฐีก็กระทำให้กฏาหกะเป็นบุตรเหมือนกัน  กล่าวถ้อยคำเป็นที่รักอันคู่ควรกันให้เศรษฐียินดีแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครสามารถมองหน้ากฏาหกะได้เลย
อยู่มาวันหนึ่ง พาราณสีเศรษฐีเรียกธิดาเศรษฐีมาหา กล่าวว่า มานี่เถิดแม่คุณ ช่วยหาเหาบนศีรษะของเราหน่อยเถิด ดังนี้แล้วกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก กะนางผู้มายืนหาเหาให้ ถามว่า แม่คุณ
ลูกของเราไม่ประมาทในสุขทุกข์ของเจ้าหรือ เจ้าทั้งสองครองรักสมัครสมานกันดีอยู่หรือ 
นางตอบว่า ข้าแต่คุณพ่อมหาเศรษฐี บุตรของท่านไม่มีข้อตำหนิอย่างอื่นดอก นอกจาก
จะคอยจู้จี้เรื่องอาหารเท่านั้น
ท่านเศรษฐีกล่าวว่า แม่คุณ เจ้าลูกคนนี้ มีปกติกินยากเรื่อยมา เอาเถิด พ่อจะให้มนต์สำหรับ
ผูกปากมันไว้แก่เจ้า เจ้าจงเรียนมนต์นั้นไว้ให้ดี เมื่อลูกเราบ่นในเวลากินข้าวละก็ เจ้าจงยืนตรงหน้า กล่าวตามข้อความที่เรียนไว้ แล้วให้นางเรียนคาถา พักอยู่ที่นั้นสองสามวัน ก็กลับพระนครพาราณสีตามเดิม
ฝ่ายกฏาหกะ ขนขาทนีย โภชนียาหารมากมายตามไปส่งให้ทรัพย์เป็นอันมาก แล้วกราบลากลับ ตั้งแต่ท่านเศรษฐีกลับไปแล้ว เขายิ่งเย่อหยิ่งมากขึ้น
วันหนึ่ง เมื่อธิดาเศรษฐีน้อมนำโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เข้าไปให้ ถือทัพพีคอยปรนนิบัติอยู่ เขาเริ่มติเตียนอาหาร ธิดาเศรษฐีจึงกล่าวคาถานี้ ตามทำนองที่เรียนมาจากพาราณสีเศรษฐี ว่า
            ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น ผู้นั้นพึงกล่าวอวด
      แม้มากมาย ดูก่อนกฏาหกะ เจ้าของเงินจะติดตามมาประทุษร้ายเอา เชิญท่านบริโภคอาหารเสียเถิด" ดังนี้.

ธิดาเศรษฐี ไม่รู้ความหมายนั้น กล่าวได้คล่องแต่อักษร ตามที่เรียนมาเท่านั้น
กฏาหกะคิดว่า ท่านเศรษฐีบอกเรื่องคดโกงของเราแล้ว คงบอกเรื่องทั้งหมดแก่นางนี้เป็นแน่ ตั้งแต่นั้นก็ไม่กล้าติเตียนภัตรอีก ละมานะได้ บริโภคตามมีตามได้
จบเรื่อง คุณชายกำมะลอ

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย