เรื่อง ผู้เดินตามพระพุทธเจ้า

วันที่ 05 กค. พ.ศ.2562


เรื่อง ผู้เดินตามพระพุทธเจ้า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาวถูลูชื่อว่า อุตตรกา ในถูลูชนบท. ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้านุ่งห่มแล้ว ถือบาตรจีวร มีโอรสเจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะ เป็นปัจฉาสมณะเข้าไปบิณฑบาตที่อุตตรกานิคม,
สมัยนั้น มีนักบวชเปลือยคนหนึ่งชื่อว่า โกรักขัตติยะ ประพฤติอย่างสุนัข เดินด้วยข้อศอกและเข่า กินอาหารที่กองบนพื้นด้วยปาก.
โอรสเจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะ ได้เห็นเข้าจึงคิดว่า สมณะเดินด้วยข้อศอกและเข่ากินอาหาร
ที่กองบนพื้นด้วยปาก เป็นพระอรหันต์ที่ดีหนอ.
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทราบความคิดในใจของโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อ สุนักขัตตะ ด้วยเจโตปริยญาณ จึงตรัสกะเขาว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ แม้คนเช่นเธอ ก็ยังปฏิญาณตนว่าเป็นสมณศากยบุตรอยู่หรือ.
โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฉน  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า โมฆบุรุษ แม้คนเช่นเธอ ก็ยังปฏิญาณตนว่า เป็นสมณศากยบุตรหรือ.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ เธอได้เห็นนักบวชเปลือยชื่อโกรักขัตติยะนี้ ซึ่ง
ประพฤติอย่างสุนัข เดินด้วยข้อศอกและเข่า ใช้ปากกินอาหารบนพื้นดิน แล้วเธอได้คิดต่อไปว่า สมณะเดินด้วยศอกและเข่ากินอาหารที่กองบนพื้นด้วยปาก เป็นพระอรหันต์ที่ดีหนอมิใช่หรือ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคยังหวงแหนความเป็นพระอรหันต์อยู่หรือ.
ดูก่อนโมฆบุรุษ เราไม่ได้หวงแหนความเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเธอได้เกิดทิฏฐิเลวทรามขึ้น เธอจงละมันเสีย ทิฏฐิ เลวทราม นั่นอย่าได้เกิดมีขึ้น เพื่อไม่เป็นประโยชน์และเป็นทุกข์แก่เธอ ชั่วกาลนาน นักบวชเปลือยชื่อ โกรักขัตติยะ ที่เธอสำคัญว่าเป็นสมณะอรหันต์ที่ดีนั้นอีก ๗ วัน เขาจักตายด้วยโรคอลสกะ (โรคกินอาหารมากเกินไป) ครั้นแล้ว จักบังเกิดในเหล่าอสูรกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสูรกายทุกชนิด และจักถูกนำไปทิ้งที่ป่าช้าวีรณัตถัมภะ และเมื่อเธอต้องการทราบ พึงเข้าไปถามโกรักขัตติยะ ว่า ท่านโกรักขัตติยะท่านทราบคติของตนหรือ ข้อที่โกรักขัตติยะพึงตอบเธอว่า สุนักขัตตะข้าพเจ้าทราบคติของตนอยู่ คือข้าพเจ้าไปเกิดในเหล่าอสูรกาลกัญชิกาซึ่งเลวกว่าอสูรกายทุกชนิดดังนี้ เป็นฐานะที่มีได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสแล้ว เสด็จไปบิณฑบาตในบ้านนั้น แล้วเสด็จไปสู่วิหาร
ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้ออกจากวิหาร เข้าไปหาโกรักขัตติยะบอกว่า ท่านโกรักขัตติยะ ท่านถูกพระสมณโคดมพยากรณ์ว่า อีก ๗ วันโกรักขัตติยะ จักตายด้วยโรคอลสกะ แล้วจักบังเกิดในเหล่าอสูรกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทุกชนิด และจักถูกเขานำไปทิ้งที่ป่าช้าวีรณัตถัมภะ ฉะนั้น ท่านจงกินอาหารแต่พอสมควรและดื่มน้ำแต่พอสมควร จึงทำให้คำพูดพระสมณโคดมผิด
นักบวชเปลือยนอนในบริเวณเตาไฟเหมือนสุนัข ได้ชูศีรษะลืมตามองดู กล่าวว่า พระสมณโคดม ผู้ผูกเวรเป็นศัตรูกับพวกเรา ได้พูดอะไร นับตั้งแต่พระสมณโคดมอุบัติขึ้นมา พวกเรากลายสภาพเป็นเหมือนฝูงหิ่งห้อยในยามดวงอาทิตย์อุทัย พระสมณโคดมพึงกล่าววาจาอย่างนี้กับพวกเรา หรือกล่าวอย่างอื่น แต่ย่อมเป็นธรรมดาว่า ถ้อยคำของผู้ที่เป็นศัตรูกันย่อมไม่เป็นจริง ท่านจงไปเสียเถิด เราจักรู้ในเรื่องนี้เอง แล้วนอนต่อไป.
ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะ ได้นับวันคืนตั้งแต่วันที่ ๑ ที่ ๒ ไปจนครบ ๗ วัน เพราะเขาไม่เชื่อพระตถาคต.
ส่วนนักบวชเปลือยนั้น ครั้นฟังคำของสุนักขัตตะแล้ว ไม่บริโภคอาหารเลยตลอด ๗ วัน. ครั้นถึงวันที่ ๗ อุปฐากคนหนึ่งของเขาคิดว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗ ที่สมณะประจำสกุลของพวกเราไม่มา ชะรอยว่าจะเกิดความไม่สบาย แล้วให้ปิ้งเนื้อหมู นำอาหารไปกองไว้บนพื้นข้างหน้า.
นักบวชเปลือย แลดูแล้วคิดว่า ถ้อยคำของพระสมณโคดมจะเป็นจริงหรือเท็จก็ตาม แต่เมื่อเราบริโภคอิ่มหนำแล้ว แม้เราจะตายก็ถือว่าตายดี แล้วก็ลุกขึ้นคลานกินอาหาร จนอิ่มท้อง.
ในเวลากลางคืน เขาไม่อาจจะให้อาหารย่อยได้ จึงสิ้นชีวิตด้วยโรคชื่อ อลสกะ.
ถึงแม้เขายังไม่คิดว่าจะบริโภค แม้กระนั้นเขาจะต้องบริโภคในวันนั้นแล้วสิ้นชีวิตด้วยโรคชื่อ อลสกะ. เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่มีวาจาเป็นสอง.
พวกเดียรถีย์ทราบข่าวว่า โกรักขัตติยะสิ้นชีวิตแล้ว นับวันแล้วกล่าวว่า คำพยากรณ์ของ
พระสมณโคดมเกิดเป็นจริงแล้ว บัดนี้ พวกเราจะนำศพเขาไปทิ้งในที่อื่น จักข่มพระสมณโคดมด้วยมุสาวาท ได้พากันไปนำเอาเถาวัลย์มาพันศพแล้วลากไปพร้อมกับกล่าวว่า ทิ้งศพไว้ตรงนี้ ๆ.
สถานที่ ๆ ลากศพไปนั้นเป็นเนินทั้งนั้น. พวกเขาจึงลากศพไปสู่ป่าช้าชื่อ วีรณถัมภกะ ทราบว่าเป็นสุสานก็ได้ลากศพต่อไปตั้งใจว่าจะนำไปทิ้งในที่อื่น. ทันใดนั้น เถาวัลย์ลากศพขาด. พวกเขาไม่อาจจะให้ศพเคลื่อนไหวได้ จึงพากันหนีไปจากที่นั้น.
โอรสเจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะได้ทราบข่าวว่า โกรักขัตตอเจลกได้ตายด้วยโรคอลสกะได้ถูกเขานำไปทิ้งที่ป่าช้าวีรณัตถัมภะ จึงเข้าไปหาศพโกรักขัตติยะที่ป่าช้าวีรณัตถัมภะ ใช้มือตบซากศพเขา ๓ ครั้ง ถามว่า โกรักขัตติยะ ท่านทราบคติของตนหรือ.
ซากศพโกรักขัตติยะ ได้ลุกขึ้นยืนพลางเอามือลูบหลังตนเองตอบว่า สุนักขัตตะผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทราบคติของตน ข้าพเจ้าไปบังเกิดในเหล่าอสูรชื่อกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสูรกายทุกชนิดดังนี้ แล้วล้มลงนอนหงาย อยู่ ณ ที่นั่นเอง.
ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อ สุนักขัตตะได้เข้ามาหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะผู้นั่งเรียบร้อยว่า ดูก่อนสุนักขัตตะเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิบากนั้นได้มีขึ้นเช่นดังที่เราพยากรณ์ปรารภโกรักขัตติยะไว้ต่อเธอมิใช่มีโดยประการอื่น.
สุนักขัตตะ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากนั้นได้มีขึ้น ดังที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ โกรักขัตติยะไว้ แก่ข้าพระองค์มิใช่มีโดยประการอื่น.
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้ อิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งยวดกว่าธรรมของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราได้แสดงแล้วหรือยัง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์แสดงไว้แล้วแน่นอน มิใช่จะไม่ทรงแสดงก็หาไม่.
แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอยังจะกล่าวกะเราผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งยวดกว่าธรรม ของมนุษย์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ยอดเยี่ยมกว่าธรรมของมนุษย์แก่ข้าพระองค์ ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอจงเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เป็นความผิดของเธอเพียงใด.
โอรสเจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ได้หนีจากพระธรรมวินัยนี้ เหมือนสัตว์ผู้เกิดในอบายและนรกฉะนั้น
จบเรื่อง ผู้เดินตามพระพุทธเจ้า

ประเด็นน่าสนใจ
            กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร
            ผู้ที่เห็นคุณของกัลยาณมิตร จึงจะสำเร็จประโยชน์ในการประพฤติพรหมจรรย์ หากไม่เห็นคุณของกัลยาณมิตรแล้ว แม้เดินตามพระพุทธเจ้าดังเช่นพระสุนักขัตตะก็มิได้เกิดประโยชน์อันใด หนำซ้ำยังเป็นเหตุให้ตกไปสู่อบายอีกด้วย
            ฉะนั้น นอกจากการมีกัลยาณมิตร คือมีมิตรดีแล้ว สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ในเบื้องต้นคือ การมีโยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคาย) เพราะมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้นแห่งการเกิดขึ้นแห่งคุณธรรมทั้งหลาย ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความเกิดแห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุคือ ความถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมแห่งความกระทำไว้ในใจโดยแยบคายพึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า
ราตรีสวัสดิ์พระรัตนตรัย