พลังแห่งศูนย์กลางกาย

วันที่ 03 สค. พ.ศ.2562

พลังแห่งศูนย์กลางกาย
 

ประมาณกลางเดือนธันวาคม ๒๕๓๐ ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้ไปบรรยายธรรมที่ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย ข้าพเจ้ากระทำเหมือนทุกครั้ง คือ เวลาบรรยายก็พยายามเอาใจจรดไว้ที่ศูนย์กลางกายแล้วบรรยายไปตามความคิดความรู้ที่เกิดขึ้นขณะนั้น ไม่เคยมีการร่างคำพูดไว้ล่วงหน้า

 

วันนั้นบรรยายธรรมอยู่ประมาณ ๓ ชั่วโมง หลังจากเลิกแล้ว มีผู้ฟัง สองท่าน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง พูดกับข้าพเจ้าว่าขณะที่เขาฟังข้าพเจ้าพูดนั้น เขาเห็นร่างกายของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป ไม่ใช่เป็นลักษณะแม่ชีสูงอายุที่เห็นกันอยู่นี่ แต่เป็นลักษณะคล้ายผู้ชายหน้าตาดี ผิวพรรณมี สง่าราศี
 

ข้าพเจ้าฟังเพียงแค่นั้นรีบชวนเขาเปลี่ยนเรื่องพูดทันที เพราะใจไปคิดเอาว่า..นี่เรากำลังจะเจอคนเพี้ยนอยู่รึเปล่านะ น่ากลัวจะเป็นพวกชอบเรื่องทรงเจ้าเข้าผี จะมาเหมาเอาว่าเทพองค์โน้นองค์นี้มาสิงร่างเราให้พูด สอนคนละก็ เดี๋ยวยุ่งกันใหญ่ .. ข้าพเจ้านึกเพี้ยนไปดังนั้นเสียเอง


ต่อมาในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ มี สมาชิกผู้เคยฟังการบรรยายธรรมจากข้าพเจ้า ขอร้องให้ช่วยพูดนำทางบิดาซึ่งกำลังป่วยหนักใกล้ตาย ข้าพเจ้าเห็นเป็นคนคุ้นเคยกันอยู่ จึงบอกให้คนเจ็บนึกถึงบุญกุศล
ที่ได้เคยทำบุญทอดผ้าป่าปลูกต้นกัลปพฤกษ์ไว้ที่วัดพระธรรมกาย โดยบรรยายถึงความ สวยงามของต้นกัลปพฤกษ์เวลามีดอก ขณะบรรยาย

 

ข้าพเจ้าก็นึกไปที่ศูนย์กลางกาย เหมือนเวลาบรรยายธรรมตามที่ต่างๆ ภรรยาของคนป่วยได้เล่าให้ลูกสาวฟังว่า เขามองเห็นภาพต่างๆ ที่ข้าพเจ้าบรรยาย เกิดขึ้นที่ฝาผนังเบื้องหลังข้าพเจ้าเหมือนดูภาพยนตร์

ครั้งหลังสุด ตอนปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๑ สมาชิกผู้หนึ่งที่ชอบมาฟังธรรมและปฏิบัติธรรมทุกวันพุธที่กระทรวงเกษตรฯ แต่ไม่ใช่ข้าราชการที่นั่น เป็นข้าราชการอยู่แถวสี่แยกคอกวัว ได้บอกข้าพเจ้าว่า วันพุธที่ผ่านมา ขณะเขากำลังฟังการบรรยายธรรมของข้าพเจ้าอย่างเพลิดเพลิน เขาเห็นหน้าตาของข้าพเจ้าค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนเป็นคนละคน จมูกโด่งขึ้น รูปหน้าและผิวพรรณเปลี่ยนเป็น สวยงามผุดผ่อง เดี๋ยวเห็นเหมือนคนเดิม เดี๋ยวเห็นเป็นคนใหม่ กลับไปกลับมา ผลที่สุด เจ้าตัวก็ สงสัยว่า ตนเองคงมีอาการทางประสาททำให้เกิดภาพหลอกหลอน ทางสายตา
 

เมื่อประมวลเหตุการณ์ต่างๆ มาได้เรื่องดังนี้ ข้าพเจ้าจึงได้อธิบายกับเขาว่า
"ป้าคิดว่า หนูไม่ได้เป็นโรคประสาทอะไรหรอก เพราะป้าจำได้ ว่ามีคนพูดกับป้าทำนองนี้มาแล้ว ในความคิดเห็นของป้าอาจเป็นเพราะจิตของคุณหรือคนที่เห็นภาพป้าผิดไปจากคนอื่นๆ เป็นจิตที่ สงบอยู่ในอารมณ์เดียว คือตั้งใจแน่วแน่ในการฟังธรรม จิตจึงตกลงสู่ศูนย์กลางกายโดยบังเอิญ ทำให้ตานอกตาในทะลุถึงกันสามารถเห็นได้เป็นอัศจรรย์ เวลาที่ป้าบรรยายธรรม ป้ามักใช้ใจนิ่งอยู่ในศูนย์กลางกาย ความรู้อะไรเกิดขึ้นก็พูดไปตามนั้น ใจของป้าตอนกำลังพูดเป็นใจที่อยู่ในระดับความผ่องใส  กว่าใจในกายมนุษย์ธรรมดา เรียกว่า เป็นใจของกายที่ดีกว่ากายแก่ๆ กายนี้  เมื่อจิตคุณตกศูนย์โดยบังเอิญจึงสามารถมองเห็นได้" 

 

ข้าพเจ้าพยายามอธิบาย ทำให้ผู้ฟังสบายใจ หายข้องใจอาการของตนเองที่เขาไม่สบายใจ เพราะเมื่อเกิดอาการเห็นภาพผิดไปเขาได้ถาม คนนั่งข้างๆ ด้วยว่า เห็นเหมือนเขาหรือไม่ มีแต่ผู้ตอบว่าไม่เห็นมีอะไรผิดไป
จึงทำให้รู้สึกกลุ้มใจไปหลายวัน เมื่อได้ฟังคำอธิบายจึงได้เข้าใจ

 

นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังเคยทดลองอำนาจของศูนย์กลางกาย อีก ๒-๓ เรื่อง ได้รับผลตามต้องการอย่างประหลาดอัศจรรย์ ชนิดไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเป็นไปได้ วิธีทำก็คือ ทำใจนิ่งลงไป ให้ผ่องใสว่างไสวอยู่ในศูนย์กลางกาย จากนั้น ก็นึกอธิษฐานสิ่งที่ปรารถนาไว้ในใจในยามนั้น ยิ่งทำซ้ำเรื่องเดียวนั้นบ่อยๆ ความปรารถนามักกลายเป็นจริงได้อย่าง รวดเร็ว บางทีเกิดได้ภายในวันเดียวกันนั้นเอง ถ้าเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้อง
เกี่ยวข้องกับผู้คนหลายคน อาจจะใช้เวลาหลายวันหรือบางทีก็เป็นเดือน เป็นปีไปบ้าง แต่ก็สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น

 

เรื่องปรารถนารับประทานผลไม้ชนิดหนึ่งผิดฤดูกาล นึกถึงในตอน ๔ โมงเช้า บ่าย ๔ โมง มีผู้นำมาฝากจากพัทยา
 

เรื่องต้องการให้มีคนดีๆ มาขอเช่าบ้าน นึกถึงเวลา ๔ ทุ่ม ตี ๕ ครึ่งได้พบตัว


เรื่องขายที่ดิน นึกถึงแล้วอีก ๒ วัน มีผู้มาติดต่อโดยไม่เกี่ยงราคา
 

เรื่องต้องการหาเงินถวายพระเป็นธรรมทาน ๗ แสน ใช้เวลา ๑ เดือน


เรื่องต้องการมีทุนไม่ต่ำกว่า ๓ แสนบาท ให้เป็นประเดิมการตั้ง กองกฐินให้คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ใช้เวลา๘ เดือน ดังนี้เป็นต้น


แต่ที่เห็นประโยชน์ชัดเจนและโดยตรง คือ เมื่อใจมีความเศร้าหมองใดๆ เกิดขึ้น เมื่อคิดนิ่งแน่วลงไปที่ศูนย์กลางกาย ทำอาการประดุจวิ่งลึกลงไปมากเข้าๆ ตรงกลางนั้นวิ่งเข้าไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด ภาพของใจจะสะอาดสุกใสสว่างไสวยิ่งขึ้นๆ

 

ความรู้สึกเศร้าหมองด้วยอารมณ์ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ที่กลุ้มรุมห่อหุ้มก็จะคลายออกๆ จนในที่สุดก็สูญสิ้นไป ข้อสำคัญเพียงแต่ว่า พอมี สติรู้ตัวว่าจิตใจกำลังถูกกิเลส ห่อหุ้มอีกแล้ว ต้องไม่ชักช้า รีบจัดการกำจัดด้วยภาวนามยปัญญานั้นทันที
 

หรือถ้าให้ดี ก็ควรทำใจให้อยู่ในศูนย์กลางกายดังนั้นตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้กิเลส ใดๆ ย่างกรายมาก่อน ก็จะเป็นวิธีป้องกันและกำจัดอย่างดีที่สุด ยิ่งถ้าปฏิบัติได้ชำนาญมากเข้าๆ จิตใจย่อมผ่องใสบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน จะได้ความรู้สึกเป็นอิสระสิ้นทุกข์หมดความหมายในตัวตนและความยึดถือในสิ่งทั้งปวง เป็นผู้อยู่เหนือโลก พ้นจากวัฏ งสารได้ในที่สุด จะเข้าถึง ภาพดังนี้ได้ ก็ด้วยอานุภาพการเข้าถึงศูนย์กลางกายเป็นเบื้องต้นนั่นเอง

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล