เรื่องผีในภาพถ่าย

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2562

เรื่องผีในภาพถ่าย

                ผี ตามที่เราเข้าใจกันนั้น หมายถึงสัตว์ที่คนเราเห็นตัวตน ได้ไม่เต็มที่ เช่นเห็นว็อบแว็บ คือเห็นๆ หายๆ บ้าง เห็นได้เป็นครั้งคราว เฉพาะคนบางคนบ้าง ความจริงสัตว์เหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงๆ แต่เป็นสัตว์คนละภูมิกับเรา กายของพวกเขาละเอียดกว่ากายมนุษย์ บางพวกอยู่ในระดับกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน

 

สััตว์พวกนี้ได้แก่ เปรตชั้นดี อสุรกายชั้นดี ยักษ์ทั้งชนิดที่เป็นเทวดา และที่เป็นเดรัจฉานยักษ์ เทวดาชั้นต้นๆ ซึ่งมีที่อยู่ทั่วไปปนเปอยู่กับเหล่ามนุษย์ เรามองไม่เห็นเขา แต่พวกเขามองเห็นเรา เพราะมนุษย์มีกายหยาบกว่ามาก
 

เรื่องที่คนโบราณชอบพูดกันว่าสุนัขมันหอนเพราะเห็นผี ในบางกรณีก็มีส่วนเป็นความจริงสุนัขมันจะหอนใน ๒ กรณี

กรณีหนึ่ง ส่งเสียงหอนหาคู่เมื่อถึงฤดูกาลสืบพันธุ์ที่เราเรียกกันว่าหมาเดือนสิบสอง ชาวบ้านชนบทบางท้องถิ่นใช้เป็นคำด่า ในกรณีที่ต้องการว่าอีกฝ่ายว่าเป็นคนชอบเรื่องทางเพศมากเกินไป
 

อีกกรณีหนึ่งสุนัขถูกจัดอยู่ในสัตว์อบายภูมิ คืออยู่ในภูมิเดรัจฉาน พวกเปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน ยักษ์ก็จัดอยู่ในประเภทอบายสัตว์  เมื่อเป็นสัตว์พวกอบายเหมือนกันสุนัขมันจึงมีประสาทสัมผัสทางตาละเอียดพอจะเห็นพวกเดียวกันเอง จึงชอบส่งเสียงหอนทักทาย ดวงตาตรงส่วนที่เป็นเลนส์ตา ไม่ว่าของคนหรือของสัตว์
เดรัจฉาน หรือเลนส์กล้องถ่ายรูป มีระดับความละเอียดของความไวในการรับภาพสิ่งที่มากระทบต่างกัน พูดง่ายๆ คือ ตาของสุนัขก็มีเลนส์ตาพิเศษกว่าตามนุษย์ จึงสามารถมองเปรต อสุรกาย เหล่านั้นเห็น

 

สำหรับเลนส์ของกล้องถ่ายภาพก็ละเอียดกว่าเลนส์ (แก้วตา) ของตามนุษย์ จึงมักปรากฏว่า เมื่อมีการถ่ายรูปนำไปอัดออกมาเป็นภาพถ่าย เกิดมีภาพแปลกประหลาดต่างๆ ขึ้นได้บ่อย

 

ข้าพเจ้าจะเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตนเองสักเล็กน้อย เวลานั้นข้าพเจ้ารับราชการอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีเพื่อนเก่า สมัยเคยเรียนหนังสือด้วยกันในชั้นมัธยมมาบอกว่า บิดาของเขาถึงแก่กรรม เขาขอเชิญไปในงานศพด้วย
 

ข้าพเจ้าหวนนึกถึงบุญคุณของผู้ตายว่า ได้เคยป้องกันข้าพเจ้า ให้พ้นจากอันตรายซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อทราบว่าท่านถึงแก่กรรมก็ให้รู้สึกเสียใจที่ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณท่าน จึงขอเป็นเจ้าภาพในงานสวดพระอภิธรรมหนึ่งคืน เวลานั้นข้าพเจ้าลงมือปฏิบัติธรรมแล้ว

 

พอกำหนดรวมจิตให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้บ้างเป็นครั้งคราว ยังไม่ได้ผลปฏิบัติมากมายแต่อย่างใด คืนวันงาน ในฐานะเจ้าภาพ ข้าพเจ้ามิได้นั่งบนเก้าอี้ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้สำหรับประธานในงาน เพราะมีคนอื่นๆ อยู่ด้วยหลายคน เกรงว่าจะถูกชวนคุย ข้าพเจ้าจึงลุกไปนั่งที่พื้นบนเสื่อใกล้ๆ ที่ยกพื้นสำหรับนั่งของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพิธีสวดเริ่มขึ้น ข้าพเจ้าทำใจนิ่งอยู่ในสมาธิจิตพยายามรำลึกถึงพระคุณของผู้ตายเป็นที่ตั้ง ปักใจแน่วไว้ที่ศูนย์กลางกาย
 

กล่าวขึ้นในใจ ณ ที่ตรงนั้นว่า
"ลุง..จ๋า หนูไม่เคยลืมพระคุณของลุงเลยที่ช่วยให้หนูรอดจากภัยอันตรายในครั้งโน้น วันนี้หนูมาเป็นเจ้าภาพ ต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ลุง หนูซื้อของมาทำบุญและถวายพระมากมาย หนูอยากให้ลุงมาอนุโมทนาบุญที่หนูกำลังทำอยู่นี่จังเลย ลุงอยู่ที่ไหนจ๊ะ ถ้าลุงได้ยินหนูเรียก ลุงมาคอยรับบุญที่นี่ด้วย"


ข้าพเจ้านึกถึงผู้ตาย พร้อมกับกำหนดใจภาวนาที่ศูนย์กลางกายไม่ยอมให้ใจคิดถึงเรื่องอื่น ใจจรดจ่อนึกถึงท่านผู้ตาย ครู่ใหญ่รู้สึกว่าภายในใจ สว่างไสวมาก แม้จะกำหนดนิมิตสิ่งใดไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าทราบว่าต้องเกิดบุญในการภาวนาเต็มที่ เพราะจิต สงบนิ่ง สนิทจริงๆ
 

หลังจากงานศพผ่านไปประมาณ ๗ วัน เพื่อนซึ่งเป็นลูกสาวของผู้ตายได้มาเล่าให้ฟังว่า
"นี่นายรู้มั้ย เกิดเรื่องประหลาดขึ้น ใครๆ ก็แปลกใจกันใหญ่เลย แต่เราก็บอกเค้าไปอย่างนี้นะว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะนายเป็นคนมีบุญ เป็นคนธรรมะธรรมโม แล้วก็ไปเรียนทำกรรมฐานมา อาจจะเป็นไปได้"


"เรื่องอะไรกัน พูดซะงงไปเลย" ข้าพเจ้างงจริงๆ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
"ก็เรื่องที่นายไปเป็นเจ้าภาพเมื่องานศพพ่อเราน่ะ คืนนั้น น้องชายเราเป็นช่างภาพถ่ายรูป"
"อืม..เราจำได้ เค้าก็ถ่ายตอนเรานั่งฟังพระสวดตั้งหลายครั้ง
แฟลช ว่างวาบ วาบ" ข้าพเจ้าตอบ

 

"นั่นแหละ นั่นแหละ พออัดเป็นภาพถ่ายออกมา พวกเราเห็นเข้าก็แปลกใจ แล้วก็เลยร้องไห้กันใหญ่ พี่คนโตงี้ร้องหนักกว่าเพื่อนเลย"
เพื่อนบรรยายความเพิ่มเติม นี่ถ้าเขาเอาภาพถ่ายมาให้ดู เสียเลย ก็คงจะรู้เรื่องกันตั้งแต่เห็นภาพ ข้าพเจ้าคงไม่ต้องฟังแล้วงงไปงงมาอยู่อย่างนี้
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ฮึ" ข้าพเจ้าซักอีก แต่เพื่อนก็ถามย้ำคำเพื่อให้ตัวเขาแน่ใจอีกครั้ง


"ก็คืนนั้นนายนั่งอยู่ที่พื้นศาลาข้างหน้าพระสงฆ์ใช่มั้ย นั่งคนเดียวนี่นา เราจำได้"
"เออ เรานั่งอยู่คนเดียวแหละ เพราะเราก็จะหนีพวกนายนั่นแหละ ช่างชวนกันคุยดีนัก เราทำสมาธิไม่ได้สะดวก เลยหนีไปนั่งซะห่างรู้แล้วรู้รอดไป ค่อยสงบหน่อย" ข้าพเจ้ายืนยัน


"นี่นะ มันประหลาดตรงที่ในภาพนั้น ตรงข้างๆ นายนั่งน่ะ ตรงพื้นศาลานั่นแหละ ไม่ใช่ที่เก้าอี้หรอก นั่งอยู่ใกล้นายตรงหน้าพระสงฆ์  กล้องถ่ายติดภาพผู้ชายนุ่งขาวห่มขาว กำลังอยู่ในท่ากราบพระ พอพวกเราเอาภาพมามองดูกันชัดๆ เลยต้องร้องไห้ จำกันได้ทุกคนเลยว่าเป็นภาพของพ่อ"
"งั้นเหรอ"

 

ข้าพเจ้าฟังด้วยความรู้สึกงงงวยเป็นกำลัง ยังคิดไม่ออกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จริงหรือไม่จริง คงจะทำหน้าตาเหรอหราอ้าปากค้างอยู่กระมัง เพื่อนจึงพูดต่อว่า
"นี่เราเล่าเรื่องจริงนะ ลืมเอาภาพถ่ายติดมาด้วย แล้วก็ยังมีประหลาดอีก ในภาพนั้นตรงตัวนายเองน่ะแหละ เหมือนมีแสงสว่างล้อมตัวเลย ภาพถ่ายมันออกมายังงั้น แต่เราก็จำได้นะ ตรงนั้นที่นายนั่งน่ะ ก็ไม่มีแสงไฟอะไรส่องสักหน่อยในวันงาน"


ฟังแล้วข้าพเจ้าก็อัศจรรย์ใจ นึกไปถึงเรื่องที่คุณพ่อเคยเล่าให้ฟัง มัยท่านมีชีวิตอยู่ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปงานศพเพื่อนผู้หญิง ซึ่งเคยเรียนร่วมชั้นกันมา เป็นงานวันทำพิธีเผา ท่านได้ร่วมขบวนเดินแห่ศพรอบเชิงตะกอนกับบรรดาญาติผู้ตายจนครบ ๓ รอบด้วยผู้หนึ่ง
 

ช่างภาพซึ่งรับจ้างมาถ่ายภาพเหตุการณ์ในงานก็ถ่ายภาพอยู่เรื่อยๆ หลังจากงานเสร็จแล้ว ๓-๔ วัน เมื่ออัดภาพถ่ายออกมาปรากฏว่ามีใบหน้าของผู้ตายลอยอยู่หน้าขบวนแห่ เรียกว่าลอยนำหน้าขบวนทีเดียว เห็น
เพียงศีรษะ ใบหน้าและคอส่วนลำตัวกล้องถ่ายไม่ติด

 

เมื่อฟังบิดาเล่าครั้งนั้นข้าพเจ้ามิได้ปักใจเชื่อสนิทนัก แต่เมื่อฟังเรื่องในทำนองเดียวกันซ้ำจากเพื่อนก็คิดไตร่ตรองดู คงจะเป็นเพราะเลนส์ของกล้องถ่ายรูปมีความใสละเอียด จนสามารถถ่ายจับภาพสัตว์ในภูมิ
ละเอียดเหล่านั้นได้ พลอยให้รู้สึกต่อไปถึงการทำสมาธิ จิตมีอานุภาพสามารถติดต่อกับผู้ตายในปรโลกได้ รู้สึกดีใจที่ผู้ตายมารับส่วนกุศล  ตามที่นึกในใจเชิญท่าน

 

น่าเสียดายที่มิได้ติดต่อขอภาพดังกล่าวนั้นไว้เป็นที่ระลึก จะได้นำมาใช้ยืนยันประกอบเรื่อง เพราะมิได้คิดว่าจะต้องมาเขียนเล่าอะไรๆให้ผู้คนอ่าน

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล